เปิดตัวจีน All-New Denza D9 EV วิ่งได้ 800 กม./ชาร์จ CLTC ชาร์จเร็ว 10-70% ภายใน 5 นาที ราคา 1.70 ล้านบาท

เปิดตัวจีน All-New Denza D9 EV วิ่งได้ 800 กม./ชาร์จ CLTC ชาร์จเร็ว 10-70% ภายใน 5 นาที ราคา 1.70 ล้านบาท
Spread the love
Advertisement Advertisement

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ All-New Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 สุดยอดรถตู้ MPV พรีเมียม อัปเกรดใหม่ทั้งคัน ราคาเริ่มต้นราว 1.7 ล้านบาท ในประเทศจีน

[ข่าวรถยนต์ใหม่] เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ทางแบรนด์ได้จัดงานเปิดตัว Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 อย่างเป็นทางการ โดยรถยนต์ MPV ระดับลักชัวรีรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับการเปิดตัวรวดเดียวถึง 6 รุ่นย่อย มีให้เลือกทั้งขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (DM-i) และพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV) ครอบคลุมช่วงราคาตั้งแต่ 359,800 – 469,800 หยวน

การกลับมาครั้งนี้ Denza D9 ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มเฉพาะสำหรับรถยนต์ MPV ขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่แบบรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ภายนอกที่ดูภูมิฐานขึ้น ภายในห้องโดยสารที่ล้ำสมัย และระบบส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้คือการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Blade Battery เจเนอเรชันที่ 2 มาใช้ร่วมกับระบบชาร์จไวพิเศษ (Flash Charge) พร้อมด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติ “Eye of the Gods 5.0” และห้องโดยสารอัจฉริยะ AI ยุคใหม่


สรุปรุ่นย่อยและราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

(หมายเหตุ: อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน = 4.742 บาท โดยประมาณการตัวเลขให้เข้าใจง่าย)

ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (DM-i Flash Charge)

  • รุ่น DM-i Premium : 359,800 หยวน หรือประมาณ 1,706,000 บาท
  • รุ่น DM-i Prestige : 399,800 หยวน หรือประมาณ 1,895,000 บาท
  • รุ่น DM-i Flagship : 459,800 หยวน หรือประมาณ 2,180,000 บาท

ขุมพลังไฟฟ้า 100% (EV Flash Charge)

  • รุ่น EV Premium : 369,800 หยวน หรือประมาณ 1,753,000 บาท
  • รุ่น EV Prestige : 409,800 หยวน หรือประมาณ 1,943,000 บาท
  • รุ่น EV Flagship  469,800 หยวน หรือประมาณ 2,227,000 บาท

*ปัจจุบัน BYD ได้ขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไว (Flash Charge Station) ครอบคลุมทั่วประเทศจีนแล้วกว่า 5,500 แห่ง เพื่อรองรับเทคโนโลยีชาร์จความเร็วสูงของรถรุ่นนี้


โปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วงเปิดตัว

สำหรับลูกค้าที่สั่งจอง จะได้รับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 100,000 หยวน (ประมาณ 474,200 บาท) ซึ่งประกอบด้วย:

  • สิทธิ์ในการเลือกชุดแต่งและออปชั่นเสริมมูลค่าสูงสุด 50,000 หยวน (ราว 237,000 บาท)
  • เงินอุดหนุนสำหรับการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ (Trade-in) สูงสุด 20,000 หยวน (ราว 94,800 บาท)
  • โปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี (เทียบเท่าส่วนลดดอกเบี้ยประมาณ 20,000 หยวน)
  • สิทธิ์ชาร์จไฟแบบ Flash Charge ฟรี 1 ปีเต็ม พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านการใช้งานอื่นๆ อีกมากมาย

กำหนดการส่งมอบ: รถยนต์รุ่นใหม่นี้จะเริ่มทยอยส่งมอบให้ลูกค้าตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป

สรุปจุดเปลี่ยนสำคัญ All-New Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 (รุ่นปี 2026) มีอะไรอัปเกรดใหม่บ้าง?

ขุมพลังและแบตเตอรี่ (Powertrain & Battery)

  • แบตเตอรี่ blade battery GEN2
  • อัปเกรดแบตเตอรี่ (DM-i): เพิ่มความจุแบตเตอรี่เป็น 66.5 kWh ทำให้ระยะทางวิ่งโหมดไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ไกลทะลุ 400 กม. (จากเดิม Gen 1 วิ่งได้ประมาณ 190 กม.)
  • อัปเกรดแบตเตอรี่ (EV): ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 115 kWh ดันระยะทางวิ่งสูงสุดทะลุ 800 กม.
  • ระบบชาร์จใหม่: เปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรมรองรับเทคโนโลยี Flash Charge ชาร์จไฟ 10-70% ได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที

ช่วงล่างและเสถียรภาพ (Suspension & Dynamics)

  • ช่วงล่างมาตรฐานใหม่: ติดตั้งระบบช่วงล่างอัจฉริยะ DiSus-C แบบวาล์วคู่ (Dual-valve) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เทคโนโลยีลดความเหนื่อยล้า: เพิ่ม ระบบป้องกันอาการเมารถ (Anti-motion Sickness) ช่วยควบคุมแรงเหวี่ยงให้ผู้โดยสารด้านหลังนั่งสบายขึ้น
  • ระบบสมดุลใหม่: เพิ่มระบบรักษาเสถียรภาพเมื่อยางระเบิดที่ความเร็วสูง และระบบช่วยรักษาสมดุลจากลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Stabilization)

ห้องโดยสารและสิ่งอำนวยความสะดวก (Interior & Comfort)

  • นวัตกรรม 10 หน้าจอ: เพิ่มจอ HUD ขนาด 21 นิ้ว และไฮไลท์สำคัญคือ จอผู้โดยสารตอนหน้า 15.6 นิ้ว แบบพับได้ ซึ่งด้านหลังจอสามารถกางเป็นโต๊ะรับน้ำหนักได้ 5 กก.
  • ปรับเลย์เอาต์คอนโซล: ย้ายคันเกียร์ไปที่คอพวงมาลัย (Column Shifter) และเพิ่มแท่นชาร์จไร้สาย 50W แบบคู่
  • วัสดุตกแต่งใหม่: เลิกใช้พลาสติกเงา Piano Black เปลี่ยนมาใช้ ไม้แท้ Spruce Wood เพื่อความพรีเมียม
  • อัปเกรดความบันเทิง: ติดตั้งตู้เย็นอัจฉริยะ 7.5 ลิตร และชุดเครื่องเสียง Devialet 30 ลำโพง

เทคโนโลยีความปลอดภัย (Safety & ADAS)

  • ชิปและเซนเซอร์ใหม่: ใช้ระบบ Eye of the Gods 5.0 พร้อมติดตั้ง LiDAR 3 ตัว และกล้อง 12 ตัว
  • ยกระดับการขับขี่อัตโนมัติ: รองรับระบบนำทางอัตโนมัติ NOA ทั้งบนทางด่วนและในเมือง
  • เบรกฉุกเฉินขั้นสูง: ระบบ AEB ได้รับการพัฒนาให้สามารถทำงานและหยุดรถได้สนิท แม้ขับขี่มาด้วยความเร็วสูงถึง 120 กม./ชม.

 การออกแบบและพื้นที่ใช้สอย (Design & Space)

  • เพิ่มพื้นที่สัมภาระ: ปรับปรุงโครงสร้างแพลตฟอร์ม ย้ายหม้อพักไอเสียไปด้านหน้า ทำให้ได้พื้นที่หลุมเก็บของท้ายรถเพิ่มขึ้นอีก 126 ลิตร (ความจุรวมเพิ่มเป็น 882 ลิตร)
  • ดีไซน์ภายนอก: กระจังหน้า Diamond Cut มีมิติ 3D ชัดเจนขึ้น และมีรุ่นพิเศษ Dark Gold ที่ใช้โลโก้หน้ารถชุบทองคำแท้

มิติและขนาดตัวถังของ Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 (รุ่นปี 2026)

  • ความยาวตัวถัง: 5,250 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง: 1,960 มิลลิเมตร
  • ความสูง: 1,900 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ: 3,110 มิลลิเมตร
  • ขนาดล้อ: 18 นิ้ว (ติดตั้งเป็นมาตรฐานทุกรุ่นย่อย)

พื้นที่ใช้สอยและการจัดสรรพื้นที่:

  • ความจุสัมภาระท้าย: 882 ลิตร (รองรับการเดินทาง 7 ที่นั่งได้เต็มพิกัด)
  • พื้นที่เก็บของซ่อนรูป: มีช่องเก็บสัมภาระแบบ下沉式 (Deep-sunk) ใต้พื้นกระโปรงท้ายเพิ่มเติมอีก 126 ลิตร ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบแพลตฟอร์มใหม่ที่ย้ายชุดพักไอเสียไปไว้ด้านหน้าตัวรถ

ข้อมูลสมรรถนะเชิงเทคนิคของ All-New Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 รุ่นพลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) สเปกจีน มีการอัปเกรดมอเตอร์และแบตเตอรี่ให้ตอบสนองการขับขี่ได้เร้าใจและเดินทางได้ไกลขึ้นอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระบบขับเคลื่อน ดังนี้ครับ

ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor Power)

รุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD – Single Motor)

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: ติดตั้งมอเตอร์เดี่ยวที่เพลาหน้า (e-Motor)
  • พละกำลังสูงสุด: 340 kW (เทียบเท่าประมาณ 456 แรงม้า)
  • จุดเด่น: ให้กำลังที่เหลือเฟือสำหรับการใช้งานในเมืองและการเร่งแซง โดยเน้นความประหยัดพลังงานเพื่อระยะทางที่ไกลที่สุด

รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD – Dual Motor)

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: ติดตั้งมอเตอร์คู่ (หน้า-หลัง)
  • มอเตอร์หน้า: 340 kW (เทียบเท่าประมาณ 456 แรงม้า)
  • มอเตอร์หลัง: 70 kW (เทียบเท่าประมาณ 94 แรงม้า)
  • พละกำลังรวมระบบสูงสุด: 410 kW (เทียบเท่าประมาณ 550 แรงม้า)
  • เทคโนโลยีแบตเตอรี่: Blade Battery เจเนอเรชันที่ 2 (Lithium Iron Phosphate – LFP)
  • ความจุแบตเตอรี่: 115 kWh (ถือเป็นขนาดความจุที่ใหญ่มากสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดปัจจุบัน)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุด (มาตรฐาน CLTC):

    • รุ่น FWD: 800 กิโลเมตร / การชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
    • รุ่น AWD: 750 กิโลเมตร / การชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
  • สถาปัตยกรรมไฟฟ้า: รองรับระบบ Flash Charge (คาดการณ์สถาปัตยกรรมแรงดันสูง 800V) ชาร์จ 10-70% ได้ภายใน 5 นาที
  • ระบบกันสะเทือน: ติดตั้งช่วงล่างอัจฉริยะ DiSus-C (Dual-valve) เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะปรับความหนืดของโช้คอัพแบบเรียลไทม์ตามสภาพถนนและโหมดการขับขี่
  • ระบบจัดการการขับขี่อัจฉริยะ: ทำงานร่วมกับระบบเบรกและมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อลดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ช่วยลดอาการเมารถของผู้โดยสารตอนหลัง (Anti-motion Sickness System) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

รุ่น DM-i (Plug-in Hybrid)

  • รูปแบบระบบ: DM-i Plug-in Hybrid พร้อมมอเตอร์คู่หน้า-หลัง (AWD)
  • เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร เทอร์โบชาร์จ (1.5T)
  • พละกำลังเครื่องยนต์สูงสุด: 115 kW (ประมาณ 154 แรงม้า)
  • มอเตอร์ไฟฟ้าหน้า (Front e-Motor): 200 kW (ประมาณ 268 แรงม้า)
  • มอเตอร์ไฟฟ้าหลัง (Rear e-Motor): 45 kW (ประมาณ 60 แรงม้า)
  • ประเภทแบตเตอรี่: Blade Battery เจเนอเรชันที่ 2 (LFP)
  • ความจุแบตเตอรี่: 66.5 kWh (ขนาดความจุใหญ่เทียบเท่าหรือมากกว่ารถ BEV ระดับเริ่มต้นหลายรุ่นในตลาด)
  • ระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode): ทะลุ 400 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน CLTC)
  • เทคโนโลยีการชาร์จ: รองรับสถาปัตยกรรมการชาร์จไวพิเศษ Flash Charge (เคลมตัวเลข 10-70% ภายใน 5 นาที)

เทคโนโลยีช่วงล่างและแชสซีส์ (Suspension & Dynamics)

ระบบช่วงล่างของ All-New Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 ได้รับการอัปเกรดซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางระดับ First-Class โดยเน้นที่การรักษาสมดุลความนุ่มนวลและการควบคุมอาการโคลงตัวของรถ MPV ขนาดใหญ่ ข้อมูลชุดนี้เหมาะมากสำหรับการดึงคีย์เวิร์ดอย่าง DiSus-C และ Anti-Motion Sickness ไปจัดวางในเลย์เอาต์กราฟิกสไตล์มินิมอลครับ

Advertisement Advertisement

ระบบกันสะเทือนอัจฉริยะ (Intelligent Active Suspension)

  • ระบบช่วงล่าง DiSus-C (双阀云辇-C): อัปเกรดมาใช้ระบบควบคุมโช้คอัพแบบแอคทีฟด้วย วาล์วคู่ (Dual-valve) ซึ่งติดตั้งมาเป็น อุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • กลไกการทำงาน: ระบบจะใช้เซนเซอร์ประมวลผลสภาพพื้นผิวถนนแบบเรียลไทม์ (ระดับมิลลิวินาที) และสั่งการปรับความหนืดของโช้คอัพ (Damping Force) ให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ เพื่อดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนและลดอาการโยนตัวเมื่อเปลี่ยนเลน

นวัตกรรมความนุ่มนวลและเสถียรภาพการขับขี่ (Ride Comfort & Stability Tech)

  • ระบบป้องกันอาการเมารถอัจฉริยะ (Anti-motion Sickness System): นวัตกรรมไฮไลท์ที่ช่วยประมวลผลและควบคุมแรงเหวี่ยง (G-Force) ทั้งในจังหวะเบรก เร่งความเร็ว และเข้าโค้ง ช่วยให้การถ่ายเทน้ำหนักของตัวรถเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด เพื่อลดอาการวิงเวียนของกลุ่มผู้โดยสารตอนหลัง (VIP Seat) อย่างเห็นผล
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพเมื่อยางระเบิด (High-speed Blowout Stability): เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงที่ช่วยรักษาทิศทางและเสถียรภาพของตัวรถโดยอัตโนมัติ ป้องกันรถเสียหลักแม้เกิดเหตุการณ์ยางระเบิดกะทันหันขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง
  • ระบบรักษาสมดุลจากลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Stabilization): ระบบจะช่วยรักษารถให้อยู่ในเส้นทางและลดอาการเป๋ เมื่อต้องขับขี่ข้ามสะพานสูงหรือบนทางด่วนที่มีลมกระโชกแรงปะทะด้านข้าง ซึ่งถือเป็นระบบที่จำเป็นมากสำหรับรถ MPV ที่มีพื้นที่ปะทะลมด้านข้างสูง

การออกแบบภายนอก (Exterior Design)

ดีไซน์ภายนอกของ All-New Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 ได้รับการขัดเกลาและอัปเกรดรายละเอียดรอบคันเพื่อยกระดับความหรูหรา สง่างาม และสะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นยนตรกรรม MPV ระดับพรีเมียมได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยคงเอกลักษณ์เดิมไว้และเพิ่มมิติให้ดูภูมิฐาน

กระจังหน้าและดีไซน์ด้านหน้า (Front Fascia)

  • กระจังหน้าดีไซน์ใหม่: โดดเด่นด้วยการใช้ชุดโครเมียมตกแต่งกระจังหน้าขนาดใหญ่ สร้างความรู้สึกที่ดูโอ่อ่าและทรงพลัง
  • สไตล์ Diamond Cut: ยังคงรักษาเอกลักษณ์การออกแบบกระจังหน้าสไตล์การเจียระไนเพชรเอาไว้ แต่ได้รับการปรับแต่งเส้นสายใหม่เพื่อเน้น ความลึกและมิติแบบ 3D ทำให้ตัวรถดูแข็งแกร่งและมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นเมื่อกระทบกับแสงเงา

ล้อและมิติด้านข้าง (Wheels & Side Profile)

  • ล้ออัลลอย: ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์หรูหราเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับทุกรุ่นย่อย สอดรับกับขนาดตัวถังความยาว 5,250 มม. ได้อย่างลงตัว

สีตัวถัง (Exterior Colors)

เพื่อตอบสนองรสนิยมระดับ First-class ของผู้บริหารและครอบครัวยุคใหม่ ทางแบรนด์ได้นำเสนอทางเลือกสีตัวถังภายนอกมากถึง 8 รูปแบบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:

  • กลุ่มสีโมโนโทน (Monotone) 5 สี:
    • สีม่วง Crystal Purple
    • สีขาว Jade White
    • สีดำ Ink Black
    • สีน้ำเงิน Lapis Blue
    • สีเทา Pearl Grey
  • กลุ่มสีทูโทน (Dual-tone) 2 สไตล์:
    • สีม่วงสลับทอง Purple / Gold
    • สีฟ้าสลับเงิน Blue / Silver
  • รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน (Special Edition):
    • สี Dark Gold: รุ่นพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มาพร้อมการตกแต่งภายนอกโทนสีเข้มตัดกับสีทอง ไฮไลท์สำคัญคือ โลโก้แบรนด์บริเวณหน้ารถจะถูกชุบด้วยทองคำแท้ เพื่อบ่งบอกถึงความเหนือระดับขั้นสุด

การออกแบบภายในและสิ่งอำนวยความสะดวก (Interior & Comfort)

ห้องโดยสารของ All-New Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 ได้รับการพลิกโฉมครั้งใหญ่เพื่อมอบประสบการณ์ระดับ First-Class อย่างแท้จริง โดยผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความหรูหราแบบฉบับรถผู้บริหารระดับสูง เน้นการใช้วัสดุพรีเมียมและนวัตกรรมหน้าจอที่ครอบคลุมทุกตำแหน่งที่นั่ง

นวัตกรรมห้องโดยสารอัจฉริยะ “10 หน้าจอ” (10-Screen Smart Cabin)

จุดเด่นที่สุดของการอัปเกรดภายในคือการรองรับการติดตั้งหน้าจอรวมกันสูงสุดถึง 10 ตำแหน่งรอบคัน เพื่อตอบสนองทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างสมบูรณ์แบบ:

  • โซนด้านหน้า (Front Zone):
    • หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว
    • หน้าจอแสดงผลบนกระจกบังลมหน้า (HUD) ขนาดใหญ่ 21 นิ้ว
    • หน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว (ออกแบบให้ขอบจอบางลงและตัวเครื่องมีความบางเฉียบยิ่งขึ้น)
    • กระจกมองหลังแบบดิจิทัล (Streaming Media Rearview Mirror)
    • หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 15.6 นิ้ว: ไฮไลท์พิเศษที่ออกแบบให้เป็นหน้าจอแบบพับเปิด-ปิดได้ และเมื่อพับลงมา แผงด้านหลังจอจะทำหน้าที่เป็นโต๊ะอเนกประสงค์ขนาดเล็กที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 5 กิโลกรัม
  • โซนด้านหลัง (Rear Zone):
    • หน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบพับเก็บบนเพดานขนาด 17.3 นิ้ว
    • หน้าจอส่วนตัวหลังพนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้าแบบยึดด้วยแม่เหล็ก จำนวน 2 จอ
    • หน้าจอสัมผัสสำหรับควบคุมฟังก์ชันต่างๆ บริเวณพนักแขนของเบาะนั่งแถวที่สอง จำนวน 2 จอ

เบาะนั่งระดับ First-Class (First-Class Seating)

  • เบาะนั่งแถวที่ 1 (คู่หน้า): รองรับการปรับด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมฟังก์ชันระบบระบายอากาศ ระบบทำความร้อน และระบบนวดเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า
  • เบาะนั่งแถวที่ 2 (VIP Captain Seats): สามารถอัปเกรดเป็นเบาะพรีเมียม “Zero-pressure Cloud Velvet” ที่ให้สัมผัสนุ่มสบายเป็นพิเศษ มาพร้อมระบบนวดที่ครอบคลุมถึง 16 จุด ระบบระบายอากาศ และระบบทำความร้อน
    • ฟังก์ชัน NFC Link: เพิ่มความสะดวกสบายขั้นสุด เพียงใช้สมาร์ทโฟนแตะบริเวณพนักแขน ก็สามารถเชื่อมต่อและควบคุมหน้าจอความบันเทิงด้านหลัง รวมถึงฟังก์ชันต่างๆ ของเบาะนั่งได้ทันที
  • เบาะนั่งแถวที่ 3: ยังคงให้ความสำคัญกับความสบายสูงสุด โดยมาพร้อมระบบระบายอากาศ ระบบทำความร้อน และรองรับการปรับระดับด้วยไฟฟ้า

ระบบอินโฟเทนเมนต์และสุนทรียภาพ (Infotainment & Aesthetics)

  • ระบบปฏิบัติการ: อัปเกรดเป็น DiLink เวอร์ชันล่าสุด ปรับปรุง UI ใหม่ทั้งหมด ให้การสัมผัสและสั่งงานไหลลื่น ไม่มีสะดุด
  • ระบบเครื่องเสียง: ติดตั้งชุดเครื่องเสียงไฮเอนด์จาก Devialet พร้อมลำโพง 30 ตำแหน่ง รอบทิศทาง มอบมิติเสียงที่สมจริงและทรงพลังเสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์
  • วัสดุตกแต่ง: ยกระดับความหรูหราด้วยการยกเลิกการใช้วัสดุพลาสติกสีดำเงา (Piano Black) และแทนที่ด้วย ไม้สปรูซแท้ (Spruce Wood) ที่มีลวดลายเป็นธรรมชาติ ผสมผสานกับการตกแต่งด้วยวัสดุโครเมียมเกรดพรีเมียมอย่างลงตัว
  • โทนสีภายใน: มีให้เลือก 4 โทนสี ได้แก่ สีครีม, สีน้ำตาลเข้ม, สีน้ำตาลอ่อน และ สีแดง

สิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม (Additional Convenience)

  • การจัดการพื้นที่คอนโซลกลาง: ปรับเปลี่ยนดีไซน์คันเกียร์ย้ายไปไว้ที่คอพวงมาลัย (Column Shifter) ทำให้บริเวณคอนโซลกลางมีพื้นที่กว้างขวางขึ้น และสามารถติดตั้ง แท่นชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายกำลังสูง 50W (Dual Wireless Charger) ถึง 2 ตำแหน่ง
  • ตู้เย็นอัจฉริยะ: ติดตั้งตู้เย็นความจุ 7.5 ลิตร ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งแบบทำความเย็นและทำความร้อน (Smart Hot/Cold Box)
  • พื้นที่ทำงาน: มาพร้อมโต๊ะพับอเนกประสงค์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง รองรับการทำงานหรือรับประทานอาหารระหว่างเดินทาง

ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ (Safety & ADAS)

สำหรับรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียม ความปลอดภัยของครอบครัวและผู้บริหารระดับสูงคือสิ่งสำคัญที่สุด All-New Denza D9 เจเนอเรชันที่ 2 จึงได้รับการอัปเกรดระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) ผสานเข้ากับเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่เชิงรุก (Active Safety) ขั้นสูงสุดระดับผู้นำคลาส

ฮาร์ดแวร์และระบบประมวลผลอัจฉริยะ (Sensors & Processing)

ระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติทั้งหมด ถูกควบคุมและสั่งการผ่านระบบปฏิบัติการ “Eye of the Gods 5.0” สุดล้ำของค่าย ซึ่งประมวลผลข้อมูลมหาศาลแบบเรียลไทม์จากชุดเซนเซอร์รอบคัน ได้แก่:

  • เซนเซอร์ LiDAR จำนวน 3 ตำแหน่ง: ช่วยสแกนวัตถุและสร้างแผนที่ 3 มิติรอบตัวรถได้อย่างแม่นยำสูง แม้ในสภาวะแสงน้อยหรือสภาพอากาศเลวร้าย
  • กล้องประมวลผลความละเอียดสูง จำนวน 12 ตัว: ติดตั้งรอบทิศทางเพื่อวิเคราะห์เส้นทาง ป้ายจราจร คนเดินถนน และรถยนต์คันอื่นๆ อย่างละเอียด
  • ทำงานสอดประสานร่วมกับเซนเซอร์อัลตราโซนิกและเรดาร์คลื่นมิลลิเมตร (Millimeter-wave radar) เพื่อความแม่นยำแบบไร้จุดบอด

เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS – Advanced Driver Assistance Systems)

ด้วยสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลัง ทำให้ Denza D9 รองรับฟังก์ชันการขับขี่ที่ครอบคลุมทุกสภาวะการเดินทาง:

  • ระบบช่วยนำทางอัตโนมัติ (NOA – Navigate on Autopilot): รองรับการเปิดใช้งานทั้งบน ทางหลวง (Highway NOA) และใน เขตเมือง (City NOA) ตัวรถสามารถควบคุมพวงมาลัย เปลี่ยนเลน แซง และรักษาระยะห่างตามเส้นทางที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้อย่างนุ่มนวล
  • ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ (All-scenario Auto Parking): รองรับการจอดทุกรูปแบบ ทั้งเข้าซองแนวตรง จอดเทียบขนาน หรือแม้แต่ช่องจอดที่แคบและซับซ้อน ช่วยลบจุดอ่อนเรื่องการกะระยะของรถตู้ MPV ขนาดใหญ่ไปได้อย่างสิ้นเชิง
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB – Autonomous Emergency Braking): ได้รับการอัปเกรดขีดความสามารถขั้นสุด โดยรองรับการตรวจจับและ สามารถเบรกจนหยุดนิ่งได้แม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงถึง 120 กม./ชม. ซึ่งถือเป็นตัวเลขประสิทธิภาพที่โดดเด่นมากในอุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบัน

โครงสร้างตัวถังและถุงลมนิรภัย (Body Structure & Passive Safety)

  • โครงสร้างตัวถังนิรภัย: ตัวถังถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ที่ใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (High-strength steel) เป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างห้องโดยสาร ออกแบบมาเพื่อซับและกระจายแรงกระแทกอย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องพื้นที่ของผู้โดยสารทุกที่นั่ง
  • ถุงลมนิรภัยรอบคัน: จัดเต็มด้วยระบบถุงลมนิรภัยที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 แถวที่นั่ง ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง, และม่านถุงลมนิรภัย (Side Curtain Airbags) ที่ลากยาวปกป้องตั้งแต่ผู้โดยสารตอนหน้าไปจนถึงผู้โดยสารแถวที่สาม เพื่อลดความรุนแรงจากการชนด้านข้างให้เหลือน้อยที่สุด

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้