HONDA ยืนยัน All-NEW HONDA CR-V ใหม่ เจนที่ 7 เปิดตัวปี 2027 ในอเมริกาเหนือ พร้อม e:HEV เจเนอเรชันใหม่ ประหยัดน้ำมันมากขึ้น

HONDA ยืนยัน All-NEW HONDA CR-V ใหม่ เจนที่ 7 เปิดตัวปี 2027 ในอเมริกาเหนือ พร้อม e:HEV เจเนอเรชันใหม่ ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

วิกฤตหยุดชะงัก! Honda เหยียบเบรกแผน EV เสี่ยงไร้รถรุ่นใหม่ทำตลาดยาวถึงปี 2027

Honda กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลังจากตัดสินใจ “เหยียบเบรก” แผนการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างกะทันหัน ส่งผลให้บริษัทเหมือนติด “ไฟแดงด้านการพัฒนา” และแทบจะไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาดึงดูดลูกค้าเลย การยกเลิกโปรเจกต์รถ EV หลายรุ่นทำให้เกิด “ช่องว่างของผลิตภัณฑ์” (Product Gap) ในตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งคาดว่าจะลากยาวไปจนถึงปี 2027 หรืออาจจะนานกว่านั้น

นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่ในวงการยานยนต์ที่ “ความสดใหม่คือสิ่งที่ขายได้” นักวิเคราะห์ประเมินว่าในปีหน้า Honda อาจจะไม่มีรถยนต์รุ่นหลัก (Core Models) ที่เป็นการเปลี่ยนโฉมใหม่หมด (Full Redesign) ออกมาเลย ทำให้บริษัทต้องทนพึ่งพารถยนต์โมเดลเดิมๆ ที่เริ่มดูมีอายุและล้าสมัยลงไปทุกที

ตลกร้ายของการทุ่มสุดตัว จากความคาดหวัง สู่โปรเจกต์ที่ถูกพับ

เรื่องที่ตลกร้ายก็คือ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ดีลเลอร์ของ Honda ยังคงเตรียมตัวต้อนรับกองทัพรถยนต์รุ่นใหม่ที่น่าตื่นเต้น ในช่วงเวลานั้น Honda เทหมดหน้าตัก (All-in) ให้กับรถ EV โดยดึงตัววิศวกรและโยกย้ายทรัพยากรจากการพัฒนารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมมาทุ่มให้กับรถไฟฟ้า

แต่ทว่า เมื่อความต้องการของตลาดโลกเริ่มชะลอตัวลง นโยบายภาครัฐเกิดการเปลี่ยนแปลง จู่ๆ รถยนต์แห่งอนาคตเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจอีกต่อไป

Honda จึงตัดสินใจ “ถอดปลั๊ก” โปรเจกต์เหล่านั้นทิ้งทั้งหมด ซึ่งรวมถึง:

  • รถยนต์ดีไซน์สุดล้ำอย่าง 0 Series Saloon และ 0 Series SUV
  • แผนการคืนชีพรถสปอร์ตในตำนาน Acura RSX ในรูปแบบไฟฟ้า

ไอเดียสุดเจ๋งทั้งหมดอันตรธานหายไป พร้อมกับเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียง “ผลกระทบตกค้าง” (Hangover) เพราะกระบวนการพัฒนารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่ถูกชะลอไปก่อนหน้านี้ ทำให้ Honda ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อฟื้นฟูโมเมนตัมกลับมา ในขณะที่คู่แข่งยังคงเดินหน้าเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยสื่อใหญ่อย่าง Nikkei Asia รายงานว่า รถยนต์รุ่นใหม่หมดจดคันแรกของ Honda น่าจะเป็น CR-V โฉมใหม่ที่จะมาในปี 2027 

  • ปัจจุบัน HONDA CR-V คือ เจนที่ 6 เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 12 ก.ค. 2012 ในลอสแอนเจลิสรัฐแคลิฟอร์เนียโดยเริ่มจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2022 ในฐานะรุ่นปี 2023 โดยใช้แพลตฟอร์ม Honda Architecture ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดียวกับCivic รุ่นที่สิบเอ็ด CR-V มีให้เลือกทั้งแบบ 5 ที่นั่งและ 7 ที่นั่ง ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด

คู่แข่งที่มีประสิทธิภาพกว่า และสงครามราคาที่กดดัน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จังหวะเวลาการเปิดตัวสินค้าเท่านั้น แต่ “ประสิทธิภาพในการพัฒนา” ของ Honda ก็ถูกจับตามองมาหลายปี เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Toyota แล้ว ช่องว่างนี้ยิ่งทำให้ Honda เสียเปรียบ

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่อง “แรงกดดันด้านราคา” ในสหรัฐอเมริกา Honda ต้องใช้โปรโมชั่นและส่วนลด (Incentives) ที่สูงกว่าคู่แข่งบางรายเพื่อพยุงยอดขายรถยนต์รุ่นเดิมให้ออกไปได้ และถ้าหากคู่แข่งเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ในขณะที่รายชื่อรถของ Honda ยังคงเป็นรุ่นเดิมๆ ส่วนลดเหล่านี้ก็อาจจะต้องพุ่งสูงขึ้นไปอีกเพื่อดึงดูดใจลูกค้า

ไร้รถใหม่ แต่บิลค่าใช้จ่ายบานตะไท

ในด้านการเงิน สถานการณ์ของ Honda ไม่ได้ดูสดใสเลย การถอยทัพจากตลาด EV คาดว่าจะทำให้เกิดการขาดทุนมหาศาล และไม่ใช่แค่เรื่องของเวลาและเงินลงทุนที่เสียเปล่าไปเท่านั้น

Nikkei Asia ระบุว่า ค่ายรถแห่งนี้อาจจะต้องจ่ายเงินชดเชยสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท) ให้กับกลุ่มซัพพลายเออร์ที่เตรียมเครื่องจักรและพร้อมที่จะผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถ EV ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เริ่มมีเสียงลือหนาหูว่าการจ่ายเงินปันผลของบริษัทอาจถูกกดดันหากผลประกอบการไม่ฟื้นตัวในเร็วๆ นี้

Advertisement Advertisement

ทางออกของ Honda พึ่ง “ไฮบริด” และมองหาพันธมิตร

ในขณะนี้ Honda ยืนยันว่าบริษัทกำลังพยายามรักษาสมดุล โดยหันมาโฟกัสที่ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) เป็นหลัก พร้อมกับการปรับโครงสร้างฝ่ายพัฒนาเพื่อเร่งกระบวนการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือ (Collaboration) กับ Nissan ในตลาดอเมริกาเหนือ

แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีโปรเจกต์ที่เป็นรูปธรรมปรากฏออกมาให้เห็น ดังนั้น แฟนๆ ของ Honda อาจจะต้องทำใจและอย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะได้เห็นพลุฉลองความยิ่งใหญ่จาก “รถยนต์รุ่นใหม่เอี่ยม” ในช่วง 1-2 ปีนี้อย่างแน่นอนครับ

All-New Honda CR-V 2027

All-New Honda CR-V 2027 คือรถยนต์อเนกประสงค์ (Compact SUV) เจเนอเรชันใหม่ล่าสุดจาก Honda ที่ผ่านการออกแบบใหม่หมดจดทั้งคัน (Full Redesign) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อทิศทางของแบรนด์ในช่วงเวลานี้ครับ

“ฮีโร่” กอบกู้สถานการณ์ของ Honda

หลังจากที่ Honda ตัดสินใจระงับและยกเลิกแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลายรุ่นในอเมริกาเหนืออย่างกะทันหัน ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนรถยนต์โมเดลใหม่ (Product Gap) ลากยาวไปอีกหลายปี สำนักข่าว Nikkei Asia ระบุว่า All-New CR-V โฉมปี 2027 จะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่หมดจดคันแรก (First Fresh Vehicle) ที่จะถูกส่งมาอุดช่องว่างทางการตลาดและช่วยฟื้นฟูโมเมนตัมให้กับบริษัทในช่วงที่กำลังปรับแผนธุรกิจ

มุ่งเน้นขุมพลังไฮบริด (Strong Hybrid)

เมื่อแผน EV ถูกพับไป Honda จึงหันกลับมาโฟกัสที่เทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดอย่างเต็มที่ All-New CR-V 2027 จึงถูกคาดหวังว่าจะมาพร้อมกับขุมพลัง Strong Hybrid เจเนอเรชันใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้ทรงพลังและประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นหัวหอกสำคัญในการทำตลาดและแข่งขันกับคู่แข่ง

สิ่งที่คาดหหวังในการปรับโฉมครั้งใหญ่

  • ดีไซน์ด้านหน้า คาดว่าจะทิ้งความโค้งมนแบบเดิม เปลี่ยนเป็นหน้าตาที่ดูเกรี้ยวกราดและล้ำอนาคตมากขึ้น ด้วยกระจังหน้ารังผึ้งสีดำทรงกว้างที่ออกแบบให้รับกับไฟหน้าแบบเส้นเรียวบาง (Slim LED)
  • เส้นสายตัวถัง เน้นความแอโรไดนามิกมากขึ้น ตัวรถจะดูกว้างและเตี้ยลงเล็กน้อย อาจมีการใช้มือจับประตูแบบเรียบเนียน (Flush handles) เพื่อลดเสียงลม และมีล้ออัลลอยขนาดใหญ่ขึ้นถึง 20 นิ้วในรุ่นท็อป
  • ไฟท้าย คาดว่าจะยังคงเอกลักษณ์ไฟท้ายแนวตั้งเอาไว้ แต่จะถูกปรับแพทเทิร์น LED ให้ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวขึ้น บางกระแสคาดว่าอาจมีแถบไฟลากยาวเชื่อมต่อกัน
  • อัปเกรด e:HEV ระบบไฮบริดแบบมอเตอร์คู่จะถูกนำมาปรับจูนใหม่ร่วมกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เพื่อให้ตอบสนองช่วงความเร็วต่ำ (Low-speed torque) ได้ดีขึ้นและประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิม
  • ลุ้นระบบ PHEV (ปลั๊กอินไฮบริด) เพื่ออุดช่องว่างจากการขาดหายไปของรถ EV มีความเป็นไปได้สูงที่ Honda จะเพิ่มทางเลือกแบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ ซึ่งอาจให้พละกำลังทะลุ 300 แรงม้า เพื่อท้าชนกับ Toyota RAV4 Prime โดยตรง
  • เครื่องยนต์เทอร์โบ รุ่นเริ่มต้นคาดว่าจะยังคงใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบที่ปรับปรุงให้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพดีขึ้น
  • ห้องโดยสารดิจิทัลเต็มรูปแบบ เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้วยแผงหน้าปัดคนขับแบบดิจิทัลขนาดใหญ่ และหน้าจอกลางแบบสัมผัสที่กว้างขึ้น
  • ความหรูหราที่เพิ่มขึ้น แดชบอร์ดจะถูกออกแบบให้ดูสะอาดตาและมินิมัลมากขึ้น ใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม พร้อมไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Lighting)
  • ลดเสียงรบกวน (NVH) คาดว่าจะมีการปรับปรุงเรื่องการเก็บเสียงอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้ห้องโดยสารเงียบและนุ่มนวลใกล้เคียงกับรถ Luxury SUV
  • อัปเกรดระบบ Honda Sensing ให้ทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่น ระบบเบรกไฟฟ้า (Brake-by-wire) ที่ปรับจูนให้เหยียบได้นุ่มนวลขึ้น และเพิ่มฟังก์ชันกล้อง 360 องศาให้ทำงานควบคู่กับระบบบันทึกภาพ (Dashcam) ในตัว

Carscoop

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้