10 อันดับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า BEV+PHEV ขายดีในยุโรป ไตรมาส 1 ปี 2026 รวม 1,083,241 คัน

ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของยุโรปกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง ตลาดภายในก็กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างรวดเร็ว แบรนด์ผู้ผลิตจากนอกทวีปต่างประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในขณะที่แบรนด์เจ้าถิ่นดั้งเดิมบางรายกลับต้องเผชิญกับภาวะยอดขายที่หยุดนิ่ง Tom Hooker นักข่าวจาก Autovista24 จะพาไปเจาะลึกแนวโน้มสำคัญที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของสมรภูมิยานยนต์ในครั้งนี้
แม้จะมีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมากมายที่อาจชะลอการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าของยุโรป แต่ในทางกลับกัน ยอดขายกลับยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ EV Volumes พบว่า ยอดส่งมอบรถยนต์ประเภทปลั๊กอิน (Plug-in) ในไตรมาสแรกพุ่งสูงขึ้นถึง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดรวมอยู่ที่ 1,083,241 คัน
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจดทะเบียนรถยนต์ EV เกินหนึ่งล้านคันในช่วงสามเดือนแรกของปี โดยตัวเลขนี้ตามหลังไตรมาสที่สี่ของปี 2025 เพียง 64,361 คัน เท่านั้น ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สำคัญด้วยเหตุผลสองประการ:
- ประการแรก: ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2025 เป็นช่วงที่มีการส่งมอบรถยนต์ EV สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรายไตรมาส
- ประการสอง: ไตรมาสที่สี่มักจะเป็นช่วงที่มียอดขายสูงสุดของปี ในขณะที่สามเดือนแรกของปีมักจะเป็นช่วงที่มียอดขายสะสมต่ำที่สุด

ภาพรวมตลาด EV ยุโรป (ไตรมาส 1 ปี 2026)
- ยอดขายรถยนต์กลุ่ม NEV ทั้งหมด: 1,083,241 คัน (เติบโตเพิ่มขึ้น 28% YoY)
- รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV): 725,375 คัน (เติบโต 25.4%, ครองส่วนแบ่ง 67%)
- รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV): 357,866 คัน (เติบโต 33.6%, ครองส่วนแบ่ง 33%)
- เฉพาะยอดขายเดือนมีนาคม: 504,885 คัน (คิดเป็น 46.6% ของยอดขายทั้งไตรมาส)
อันดับยอดขายแยกตามแบรนด์ (ไตรมาส 1 ปี 2026)
- อันดับ 1 Volkswagen (VW): 96,601 คัน (เติบโต +2.8% | ส่วนแบ่งตลาด 8.9%)
- อันดับ 2 BMW: 79,648 คัน (เติบโต +0.6% | ส่วนแบ่งตลาด 7.4%)
- อันดับ 3 Tesla: 78,642 คัน (เติบโต +45.4% | ส่วนแบ่งตลาด 7.3%)
- อันดับ 4 BYD: 73,535 คัน (เติบโต +154.7% | ส่วนแบ่งตลาด 6.8%)
- อันดับ 5 Audi: 66,086 คัน (เติบโต +50.1% | ส่วนแบ่งตลาด 6.1%)
- อันดับ 6 Mercedes-Benz: 64,385 คัน (เติบโต +11.6% | ส่วนแบ่งตลาด 5.9%)
- อันดับ 7 Skoda: 60,349 คัน (เติบโต +66.9% | ส่วนแบ่งตลาด 5.6%)
- อันดับ 8 Renault: 52,107 คัน (เติบโต +46.3% | ส่วนแบ่งตลาด 4.8%)
- อันดับ 9 Volvo: 45,805 คัน (หดตัว -7.6% | ส่วนแบ่งตลาด 4.2%)
- อันดับ 10 Ford: 42,674 คัน (เติบโต +49.9% | ส่วนแบ่งตลาด 3.9%)
ยอดขายแยกตามรุ่นรถยนต์ที่น่าสนใจ
กลุ่มแบรนด์จีน (ปีนเกลียวเจ้าถิ่น)
- BYD Seal U (PHEV): 21,494 คันในไตรมาส 1 (ครองส่วนแบ่ง 6% ของตลาดรวม เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในไตรมาส) เฉพาะมีนาคมขายได้ 9,686 คัน
- Jaecoo J7 (PHEV): 17,434 คันในไตรมาส 1 (เฉพาะเดือนมีนาคมพุ่งแรงเป็นอันดับหนึ่งรายรุ่นที่ 10,359 คัน)
- Leapmotor T03 (BEV): 14,962 คันในไตรมาส 1 (เฉพาะมีนาคมขายได้ 6,831 คัน โต 541.4%)
- BYD Dolphin Surf (BEV): 8,907 คัน
- BYD Sea Lion 07 (BEV): 7,729 คัน
- BYD Atto 2 (PHEV): 7,347 คัน
กลุ่ม Tesla (ยอดกระจุกตัวสองรุ่นหลัก)
- Tesla Model Y (BEV): 51,395 คันในไตรมาส 1 (อันดับ 1 รถยนต์ไฟฟ้าล้วนสะสม) เฉพาะมีนาคมขายได้ 33,741 คัน
- Tesla Model 3 (BEV): 26,671 คันในไตรมาส 1 (เฉพาะมีนาคมขายได้ 18,817 คัน)
-
(ทั้งสองรุ่นรวมกันคิดเป็น 99.3% ของยอดขาย Tesla ทั้งหมด)
กลุ่มแบรนด์ยุโรปดั้งเดิม (ยอดขายกระจายหลายรุ่น)
- Skoda Elroq (BEV): 28,305 คัน (คิดเป็น 46.9% ของยอดขายแบรนด์ Skoda ทั้งหมด)
- Renault 5 & Alpine A290 (BEV): 24,929 คัน (ยอดขายรวมกันของทั้งสองรุ่น)
- Skoda Enyaq (BEV): 22,010 คัน
- Audi Q4 e-tron (BEV): 14,503 คัน
- BMW iX1 (BEV): 13,941 คัน (คิดเป็น 17.5% ของยอดขายแบรนด์ BMW)
- Mercedes-Benz CLA (BEV): 13,225 คัน (เฉพาะมีนาคมทำยอดพุ่งแรง 6,634 คัน)
- VW Tiguan (PHEV): 13,016 คัน
- Volvo XC60 (PHEV): 12,381 คัน
- Audi Q6 e-tron (BEV): 12,092 คัน
- Renault Scenic (BEV): 11,495 คัน
- Volvo EX30 (BEV): 11,487 คัน
- Mercedes-Benz GLC (PHEV): 10,923 คัน
- Ford Explorer (BEV): 10,412 คัน
- Ford Kuga (PHEV): 10,372 คัน
- BMW X1 (PHEV): 9,508 คัน
- Ford Puma (BEV): 9,385 คัน
- BMW i4 (BEV): 9,351 คัน (คิดเป็น 11.7% ของยอดขายแบรนด์ BMW)
- BMW X3 (PHEV): 8,353 คัน
- Audi A6 e-tron (BEV): 7,826 คัน
- Renault 4 (BEV): 7,453 คัน
- Skoda Kodiaq (PHEV): 6,646 คัน
รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) แรงขับเคลื่อนหลักของยอดเติบโต
เมื่อเจาะลึกผลลัพธ์ของตลาด EV ในไตรมาสแรกของปีนี้ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) คือฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 146,703 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2025 ส่งผลให้ยอดรวมขยับขึ้นไปอยู่ที่ 725,375 คัน (เติบโต 25.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน) และครองส่วนแบ่งในตลาด EV สูงถึง 67%
ในขณะเดียวกัน รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มีอัตราการเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แข็งแกร่งกว่า โดยยอดส่งมอบพุ่งขึ้น 33.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สู่ระดับ 357,866 คัน คิดเป็น 33% ของยอดขาย EV ทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์ (pp) จากไตรมาสแรกของปี 2025
การเติบโตของ EV ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมได้รับแรงหนุนอย่างมากจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในเดือนที่สาม (มีนาคม) โดยตัวเลขยอดขายรวมพุ่งขึ้น 38.4% แตะระดับ 504,885 คัน
ข้อสังเกต: ตัวเลขในเดือนมีนาคมมีความแตกต่างจากยอดสะสมรวม เนื่องจากรถยนต์ประเภท BEV แสดงการเติบโตที่โดดเด่นกว่า PHEV ทั้งในแง่ของเปอร์เซ็นต์และปริมาณ โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) พุ่งสูงถึง 40.9% เป็น 345,208 คัน ในขณะที่ยอดขาย PHEV เพิ่มขึ้น 33.4% อยู่ที่ 159,677 คัน
โดยรวมแล้ว เดือนมีนาคมกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดอันดับแบรนด์และรุ่นรถยนต์หลังผ่านไตรมาสแรก โดยยอดขายในเดือนนี้คิดเป็น 46.6% ของการส่งมอบ EV ทั้งหมดในไตรมาส ซึ่งได้รับอานิสงส์จากผลงานอันยอดเยี่ยมของ BEV แต่คำถามคือ แบรนด์ใดบ้างที่สามารถกอบโกยผลประโยชน์จากตลาด EV ที่กำลังรุ่งเรืองของยุโรปได้มากที่สุด?
การรุกคืบอย่างหยุดไม่อยู่ของแบรนด์จีน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่หล่อหลอมตลาด EV ของยุโรปในปี 2026 คือการหลั่งไหลเข้ามาของแบรนด์และรถยนต์รุ่นต่างๆ จากประเทศจีน แม้ว่าบางแบรนด์จะยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่บางแบรนด์กลับก้าวขึ้นมาท้าทายผู้เล่นรายเดิมได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ หนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่นมากคือ BYD ซึ่งผงาดขึ้นมาเป็นแบรนด์ EV ที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของยุโรปในไตรมาสแรก
ค่ายรถยนต์รายนี้บันทึกสถิติการเติบโตเมื่อเทียบเป็นรายปีสูงที่สุดในบรรดาผู้ผลิตรถยนต์กลุ่ม Top 10 โดยยอดขายพุ่งขึ้นถึง 154.7% อยู่ที่ 73,535 คัน คว้าส่วนแบ่งตลาด EV ไปได้ 6.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2025 และหากอัตราการเติบโตยังคงรักษาระดับนี้ไว้ได้ BYD มีโอกาสขยับขึ้นแท่นอันดับที่สูงกว่านี้ เนื่องจาก ณ สิ้นไตรมาสแรก ยอดขายของแบรนด์ตามหลังอันดับที่ 2 อยู่เพียง 6,113 คัน เท่านั้น
เฉพาะในเดือนมีนาคม ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากจีนรายนี้มียอดขายทะยานขึ้น 150.9% ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 ในตารางรายเดือน ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 7.5% แซงหน้าแบรนด์หรูอย่าง BMW, Audi และ Mercedes-Benz ไปได้สำเร็จ
ยอดขายระบบขับเคลื่อน PHEV คิดเป็น 53.1% ของยอดขาย EV ทั้งหมดของ BYD ในไตรมาสแรก นำโดยรุ่น BYD Seal U ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นที่มียอดขายดีที่สุดในยุโรปในช่วงสามเดือนแรก โดยรถ SUV รุ่นนี้ส่งมอบไปได้ถึง 21,494 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 6%
Jaecoo J7 สร้างแรงสั่นสะเทือน
อีกหนึ่งรถยนต์ SUV ปลั๊กอินไฮบริดจากจีนอย่าง Jaecoo J7 ตามมาติดๆ ด้วยยอดขาย 17,434 คัน ครองส่วนแบ่ง 4.9% ในไตรมาสแรก และขึ้นมาเป็นผู้นำในตารางเดือนมีนาคมด้วยยอดขายพุ่งแรงถึง 338.8% อยู่ที่ 10,359 คัน ซึ่งได้รับอานิสงส์สำคัญจากผลงานที่น่าประทับใจในตลาดสหราชอาณาจักร (UK)
ขณะที่ BYD Seal U ตามหลังมาในตัวเลขรายเดือนเพียง 673 คัน โดยมียอดเติบโตเพิ่มขึ้น 55.6% อยู่ที่ 9,686 คัน ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้ร่วมกันยึดครองตลาด โดยทำยอดขายได้มากกว่าผู้ท้าชิงที่ใกล้เคียงที่สุดถึงกว่า 4,000 คัน
นอกจากนี้ BYD ยังส่งรถ PHEV อีกรุ่นเข้ามาติดอันดับ Top 10 ในไตรมาสแรก นั่นคือ Atto 2 โดยอยู่ในอันดับที่ 10 ด้วยยอดขาย 7,347 คัน หลังจากทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งในอันดับที่ 5 ของเดือนมีนาคม ส่วนรุ่นอื่นๆ ของ BYD ที่ช่วยปั๊มยอดขายในตลาด BEV ได้แก่ Dolphin Surf และ Sea Lion 07 ซึ่งทำยอดสะสมระหว่างมกราคมถึงมีนาคมได้ 8,907 คัน และ 7,729 คัน ตามลำดับ
ถึงกระนั้น รถยนต์ BEV ทั้งสองรุ่นของ BYD ยังคงตามหลัง Leapmotor T03 รถยนต์ไฟฟ้าล้วนอีกรุ่นที่กำลังมียอดขายเติบโตในยุโรป โดยรถยนต์ซิตี้คาร์รุ่นนี้รั้งอันดับ 9 ในรายชื่อรถยนต์ BEV ที่ขายดีที่สุดในไตรมาสแรก ด้วยจำนวน 14,962 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นยอดส่งมอบเฉพาะในเดือนมีนาคมสูงถึง 6,831 คัน เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 541.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของ Tesla
สำหรับอันดับที่อยู่เหนือ BYD ในตารางแบรนด์ EV ขายดีที่สุดประจำไตรมาสแรกของยุโรปคือ ค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกันอย่าง Tesla ที่ความต้องการในตลาดกลับมาฟื้นตัวอย่างคึกคัก โดยสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้น 45.4% ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 รวมอยู่ที่ 78,642 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 7.3% (เพิ่มขึ้น 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน)
ความสำเร็จส่วนใหญ่ในไตรมาสแรกของ Tesla ต้องยกความดีความชอบให้กับการทำผลงานในเดือนมีนาคม แบรนด์ยังคงรักษารูปแบบการส่งมอบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งยอดขายจะพุ่งสูงสุดในเดือนสุดท้ายของแต่ละไตรมาส โดยในเดือนมีนาคมยอดขายพุ่งขึ้น 85.3% สู่ระดับ 52,801 คัน ครองอันดับ 1 ในตารางได้อย่างสบายๆ กินส่วนแบ่งตลาด EV ทั้งหมดไปถึง 10.5% นำหน้าอันดับสองอยู่ 2.4 จุดเปอร์เซ็นต์
รถยนต์รุ่นเก่งอย่าง Model Y ขึ้นแท่นผู้นำในกลุ่ม BEV ประจำเดือนมีนาคม ด้วยอัตราการเติบโต 115.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 33,741 คัน นอกจากนี้ รถครอสโอเวอร์รุ่นนี้ยังครองแชมป์ตารางรถยนต์ไฟฟ้าล้วนสะสมในไตรมาสแรกด้วยยอดขาย 51,395 คัน นำห่างอันดับสองมากกว่า 23,000 คัน คว้าส่วนแบ่งตลาดไป 7.1%
ขณะที่รถรุ่นน้องอย่าง Model 3 อยู่ในอันดับที่ 3 ของตารางรถ BEV สะสม ด้วยยอดส่งมอบ 26,671 คัน ซึ่งยอดขายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว หลังจากที่รถซีดานรุ่นนี้มียอดขายพุ่งขึ้น 48.4% สู่ระดับ 18,817 คัน โดยทั้ง Model 3 และ Model Y รวมกันคิดเป็น 99.3% ของยอดส่งมอบทั้งหมดของ Tesla
สิ่งนี้มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากค่ายรถยนต์รายอื่นๆ ในตารางที่มีการกระจายยอดขายไปในหลายรุ่น ยิ่งไปกว่านั้น Tesla ไม่มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม PHEV เลย การทำผลงานได้ดีเยี่ยมขนาดนี้เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ที่ขายเทคโนโลยี EV ทั้งสองรูปแบบ จึงเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
แบรนด์เยอรมันยังครองความเป็นผู้นำ แม้ยอดขายเริ่มชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ทั้ง BYD และ Tesla ก็ยังไม่สามารถโค่นบัลลังก์ของ Volkswagen (VW) ลงได้ ณ สิ้นไตรมาสแรก ยอดขายรวมของค่ายรถยักษ์ใหญ่เยอรมันรายนี้อยู่ที่ 96,601 คัน ส่งผลให้เป็นแบรนด์ EV ที่ขายดีที่สุดในยุโรปในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม
ถึงกระนั้น อัตราการเติบโตของยอดส่งมอบที่เพิ่มขึ้นเพียง 2.8% ถือว่าตามหลังความเร็วในการเติบโตของตลาดโดยรวมอยู่มาก ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์ลดลง 2.2 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลืออยู่ที่ 8.9% สำหรับในเดือนมีนาคม VW รั้งอันดับที่สองด้วยยอดขายเติบโต 3.6% อยู่ที่ 40,738 คัน
ยอดขายกว่า 53% ของแบรนด์ในไตรมาสแรกมาจากรถยนต์ตระกูล ID ได้แก่ ID.3, ID.4 และ ID.7 ซึ่งทั้งสามรุ่นติดอันดับ 6, 7 และ 8 ในตารางรถยนต์ BEV ขายดีที่สุดตามลำดับ โดยรวมแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) คือสัดส่วนหลักในการส่งมอบของ VW โดยครองส่วนแบ่งถึง 62%
รุ่นที่ได้รับความนิยมรองลงมาของค่ายคือ VW Tiguan โดยรถ SUV รุ่นนี้อยู่ในอันดับที่ 3 ของตารางกลุ่ม PHEV หลังสิ้นสุดไตรมาสแรก ด้วยจำนวน 13,016 คัน และยังคงครองอันดับ 3 ในเดือนมีนาคม แม้ว่าจะต้องเผชิญกับยอดส่งมอบที่ลดลง 3.4% ก็ตาม
ทางด้าน BMW คว้าอันดับ 2 แบรนด์ EV ที่ขายดีที่สุดในยุโรปประจำไตรมาสแรก ด้วยยอดส่งมอบ 79,648 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 7.4% ทว่าตัวเลขนี้คิดเป็นการเติบโตเพียง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้เค้กชิ้นส่วนแบ่งการตลาดหดแคบลงไป 1.9 จุดเปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่ง
รถยนต์ EV ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ BMW ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมคือรุ่น iX1 รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นนี้ทำยอดขายไปได้ 13,941 คัน (คิดเป็น 17.5% ของยอดขายรวมแบรนด์) ตามมาด้วยรุ่น X1 ซึ่งอยู่ในอันดับ 7 ในตาราง PHEV สะสม ด้วยยอดส่งมอบ 9,508 คัน และอันดับ 8 คือ BMW X3 ที่ทำยอดไปได้ 8,353 คัน
รถยนต์รุ่น BMW i4 ก็ทำยอดขายได้อย่างน่าประทับใจในไตรมาสแรก โดยคิดเป็น 11.7% ของยอดขายรวม ด้วยจำนวน 9,351 คัน ทั้งนี้ BMW มีการแบ่งสัดส่วนยอดขายระหว่างเทคโนโลยี BEV และ PHEV ค่อนข้างสมดุล โดยมี BEV คิดเป็น 55.1% ของตัวเลขทั้งหมด
ส่วนแบ่งตลาด EV ที่ลดลงของ Mercedes-Benz
อีกหนึ่งแบรนด์หรูจากเยอรมนีที่สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด EV ไปในช่วงมกราคมถึงมีนาคมคือ Mercedes-Benz โดยในช่วงสามเดือนแรกของปี ค่ายดาวสามแฉกคว้าส่วนแบ่งการตลาดไปได้ 5.9% ลดลง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 อย่างไรก็ตาม ยอดขายของแบรนด์ยังคงเพิ่มขึ้น 11.6% อยู่ที่ 64,385 คัน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้อยู่ในอันดับที่ 6 ของตารางยอดขายรวม
รถยนต์ EV ที่เป็นรุ่นยอดนิยมที่สุดของ Mercedes-Benz ในไตรมาสแรกคือรุ่น CLA ซึ่งทำสัดส่วนไปกว่า 1 ใน 5 ของยอดขายทั้งหมดของค่าย ด้วยตัวเลข 13,225 คัน และในเดือนมีนาคม ยอดขายรุ่น CLA พุ่งทะยานแบบถล่มทลายถึง 5,986.2% สู่ระดับ 6,634 คัน ส่งผลให้เข้ามาติดอันดับ 10 ในตารางกลุ่ม BEV รายเดือนได้สำเร็จ
สำหรับตารางรถยนต์ PHEV สะสม ยอดขายรุ่น GLC รั้งอันดับที่ 5 ด้วยจำนวนรถใหม่ที่วิ่งบนท้องถนน 10,923 คัน โดยรุ่นนี้มียอดขายพุ่งแรงในเดือนมีนาคมเช่นเดียวกับ CLA ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 120.6%
รุ่น EQA เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดอันดับ 3 ของ Mercedes-Benz ในไตรมาสแรก โดยครองส่วนแบ่ง 13.1% ของยอดรวมแบรนด์ โดยภาพรวมแล้ว ค่ายดาวสามแฉกมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ EV ที่ค่อนข้างหลากหลายซึ่งเข้ามาช่วยดันยอดขาย โดยมีรถยนต์ถึง 26 รุ่นที่บันทึกยอดขายได้ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม
เทรนด์ที่สวนทาง ความโดดเด่นของ Audi และ Ford
ในขณะที่รถรุ่นยอดนิยมบางรุ่นของ Mercedes-Benz มียอดส่งมอบที่พุ่งสูงขึ้น แต่เทรนด์ที่สวนทางกลับเกิดขึ้นที่แบรนด์คู่แข่งอย่าง Audi เพราะแม้ว่าแบรนด์จะไม่มีรถยนต์รุ่นใดรุ่นหนึ่งโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ แต่ผลลัพธ์ในภาพรวมของทั้งแบรนด์กลับทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
ยอดขายรวมของ Audi พุ่งทะยานขึ้นถึง 50.1% ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 แตะระดับ 66,086 คัน คว้าอันดับ 5 ในตารางแบรนด์รถขายดี ส่งผลให้ส่วนแบ่งในตลาด EV ยุโรปขยายกว้างขึ้น 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 6.1%
รถรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ Audi ในช่วงนี้คือ Q4 e-tron ด้วยยอดส่งมอบ 14,503 คัน โดยรถ SUV รุ่นนี้อยู่ในอันดับที่ 10 ในตาราง BEV สะสม และทำผลงานรายเดือนได้ดีกว่าเดิมด้วยการจบอันดับที่ 8 ในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ตัวเลขยอดขายประจำเดือนที่สะสมได้ 6,852 คัน นั้น ลดลง 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ส่วนรุ่น Q6 e-tron และ A6 e-tron ก็ทำยอดขายในไตรมาสแรกได้อย่างแข็งแกร่ง โดยทำตัวเลขได้ 12,092 คัน และ 7,826 คัน ตามลำดับ
เช่นเดียวกับ Audi รถ EV รุ่นที่ขายดีที่สุดของ Ford ก็ประสบปัญหาในการสร้างแรงขับเคลื่อนในปี 2026 โดยรุ่น Kuga เผชิญกับยอดขายที่ดิ่งลงถึง 37.9% ในเดือนมีนาคม ร่วงไปอยู่อันดับ 8 ของตาราง PHEV รายเดือน ทว่าในภาพรวมไตรมาสแรกสถานการณ์ยังคงดูดีกว่าเล็กน้อย โดยรั้งอันดับ 6 ด้วยจำนวน 10,372 คัน
อย่างไรก็ตาม ยอดส่งมอบรถยนต์ EV โดยรวมของ Ford กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ โดยแบรนด์สามารถทำสถิติยอดขายพุ่งขึ้น 49.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สู่ระดับ 42,674 คัน ส่งผลให้กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดอันดับ 10 ในไตรมาสแรก ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์เพิ่มขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.9% ทั้งนี้ ยอดขายส่วนใหญ่มาจากรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ซึ่งครองส่วนแบ่งถึง 61.8% ของยอดขายแบรนด์
รถยนต์รุ่นยอดนิยมที่สุดของค่ายในไตรมาสนี้คือ Ford Explorer ด้วยยอดขาย 10,412 คัน ตามมาด้วยรุ่น Puma ที่มีความต้องการในตลาดสูงเช่นกัน โดยมียอดส่งมอบรถใหม่สู่ท้องถนนในยุโรปจำนวน 9,385 คัน
Volvo เผชิญสถานการณ์ยากลำบากในการแข่งขัน
สวนทางกับความสำเร็จของ Audi และ Ford ค่ายรถยนต์อย่าง Volvo ที่รั้งอันดับ 9 กลับเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยยอดขายรถยนต์ EV ลดลงไป 7.6% ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม สิ่งนี้ทำให้ Volvo กลายเป็นแบรนด์เดียวในกลุ่ม Top 10 ของยุโรปที่มียอดขายหดตัวลง โดยทำยอดรวมได้ที่ 45,805 คัน ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดเหลือ 4.2% (ลดลง 1.7 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน)
รถยนต์รุ่น XC60 ของแบรนด์รั้งตำแหน่งรถ PHEV ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอันดับ 4 ในไตรมาสแรก ด้วยยอดขาย 12,381 คัน ทว่ารถ SUV รุ่นนี้เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง หลังยอดส่งมอบในเดือนมีนาคมลดลงไป 11.6% ขณะเดียวกัน รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่อย่าง EX30 ทำยอดขายตามมาไม่ห่างนักในไตรมาสแรก โดยทำตัวเลขได้ 11,487 คัน
การเริ่มต้นปีอย่างสวยงามของ Skoda และ Renault
ในทางตรงกันข้าม Skoda เริ่มต้นปีนี้ได้อย่างสวยงามและน่าประทับใจ หากไม่นับรวมแบรนด์จีนอย่าง BYD แล้ว Skoda ถือเป็นแบรนด์ที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่ม Top 10 ของยุโรปประจำไตรมาสแรก โดยยอดขายพุ่งทะยานขึ้นถึง 66.9% อยู่ที่ 60,349 คัน ส่วนแบ่งการตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 5.6% รั้งอันดับ 7 ในตาราง
ทัพรถยนต์ EV ของ Skoda นำโดยรุ่น Elroq ซึ่งรั้งอันดับที่ 2 ในตารางรถยนต์ BEV ขายดีที่สุดสะสม ยอดรวม 28,305 คัน ของรุ่นนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 46.9% ของยอดขายรวมของแบรนด์ รถยนต์รุ่นนี้ปิดฉากไตรมาสแรกได้อย่างงดงามด้วยผลงานการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 150.4% ในเดือนมีนาคม ส่งผลให้ติดอันดับ 3 ในตารางรายเดือนได้สำเร็จ
ขณะที่รุ่น Skoda Enyaq รั้งอันดับ 5 ทั้งในตารางรายเดือนและตารางสะสมไตรมาสแรก โดยบันทึกยอดส่งมอบไปได้ 22,010 คัน หลังผ่านสามเดือนแรกของปี 2026 ส่วนรุ่นถัดมาที่ขายดีรองลงมาคือ Kodiaq มียอดขาย 6,646 คัน โดยในภาพรวม รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) คือสินค้าหลักของ Skoda โดยครองสัดส่วนสูงถึง 83.4% ของยอดขาย EV ทั้งหมดของแบรนด์
ด้านแบรนด์สัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Renault ก็เพลิดเพลินกับยอดขาย EV ที่เติบโตอย่างร้อนแรงในไตรมาสแรกเช่นกัน โดยสามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 46.3% อยู่ที่ 52,107 คัน คว้าส่วนแบ่งตลาด EV ไปได้ 4.8% (เพิ่มขึ้นจาก 4.2% ในปีก่อน)
ยอดส่งมอบรวมของรถยนต์แฮทช์แบ็กขวัญใจมหาชนอย่าง Renault 5 และ Alpine A290 รั้งอันดับ 4 ในตารางรถ BEV สะสม ด้วยตัวเลขยอดส่งมอบร่วมกันที่ 24,929 คัน ซึ่งยอดขายในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียวพุ่งขึ้น 35.7% ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของแบรนด์ ขณะเดียวกันรุ่น Renault Scenic และ Renault 4 ก็ทำผลงานได้ดีอย่างน่าจับตา ด้วยยอดขาย 11,495 คัน และ 7,453 คัน ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนระบบขับเคลื่อนของ Renault จะพบว่า รถยนต์ประเภท PHEV มีสัดส่วนเพียงแค่ 3.8% ของยอดขาย EV ทั้งหมดของบริษัท สิ่งนี้หมายความว่า หากความต้องการในตลาดของรถยนต์ BEV รุ่นหลักๆ เกิดการชะลอตัวหรือลดลง จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมยอดขายของทั้งแบรนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
