BYD กำลังเปิดตัว Blade Battery เจนที่ 2 DM-i 6.0 เจนใหม่ วันที่ 5 มีนาคม 2026 ในจีน

BYD กำลังเปิดตัว Blade Battery เจนที่ 2 DM-i 6.0 เจนใหม่ วันที่ 5 มีนาคม 2026 ในจีน
Spread the love
Advertisement Advertisement

เจาะลึกงานเทคโนโลยี BYD 5 มีนาคม 2026 ชาร์จเมกะวัตต์ 2.0, Blade Battery 2.0 เจนใหม่ , DM 6.0 เจนใหม่ และ God’s Eye 5.0

BYD เตรียมจัดงานเปิดตัวเทคโนโลยีในวันที่ 5 มีนาคม 2026 ซึ่งถูกจับตาว่าเป็นหมากสำคัญในการ “รีเซ็ตความได้เปรียบทางเทคโนโลยี” ของแบรนด์ หลังตลาดจีนแข่งขันดุเดือดทั้งด้านความเร็วชาร์จ ระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด และความสามารถของระบบช่วยขับขี่ โดยหัวข้อที่คาดว่าจะถูกชูเป็นไฮไลต์ ได้แก่ Megawatt Flash Charging 2.0, Blade Battery เจเนอเรชันที่สอง, DM 6.0 และ God’s Eye 5.0 รวมถึงความเคลื่อนไหวของรถรุ่นใหม่อย่าง BYD Song Ultra ที่มีรายงานว่ากำลังเร่งการผลิตก่อนทำตลาด

ตอนนี้ (ปลาย ก.พ. 2026) ถ้าพูดแบบ “สถานะทางการ/ใช้อยู่ในรถขายจริง” ภาพรวมเป็นแบบนี้

Blade Battery ปัจจุบันเป็นเจเนอเรชัน 1

  • BYD ยังใช้ Blade Battery รุ่นเดิม (ที่หลายสื่อเรียก Gen 1) เป็นหลักในรถที่จำหน่ายอยู่ ส่วน Blade Battery 2.0 เป็น “ข่าวคาดการณ์/รายงานวงใน” ว่าจะเปิดตัว/เริ่มใช้ช่วงปี 2025–2026 แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่ BYD ประกาศเป็นมาตรฐานชัด ๆ ว่าเปลี่ยนเป็น Gen 2 แล้วทั้งไลน์อัป

DM-i ปัจจุบันเป็นเจเนอเรชัน 5 (5th-generation DM / DM 5.0)

  • BYD เปิดตัวเทคโนโลยี DM เจเนอเรชัน 5 อย่างเป็นทางการวันที่ 28 พ.ค. 2024 และเริ่มใช้กับรุ่นอย่าง Qin L DM-i และ Seal 06 DM-i (จึงถือว่า “DM-i เจนล่าสุดที่ยืนยันแล้ว” คือเจน 5)

ภาพรวม: ทำไมงาน 5 มีนาคมถึงสำคัญ

ถ้า BYD เปิดตัวเทคโนโลยีตามที่คาดการณ์ งานนี้จะเป็นการ “ขยับหมากพร้อมกัน” หลายกระดาน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานชาร์จเร็วระดับเมกะวัตต์, แบตเตอรี่ที่รองรับการชาร์จ C-rate สูงขึ้น,
ระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดที่เพิ่มประสิทธิภาพ และระบบช่วยขับขี่ที่ยกระดับแนวทางซอฟต์แวร์/ข้อมูล

จุดสำคัญคือ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน หากจะทำ “ชาร์จเมกะวัตต์” ให้เกิดในชีวิตจริง ต้องมีทั้งฝั่งสถานีชาร์จ, สาย/หัวชาร์จ, แพลตฟอร์มไฟฟ้าในรถ, และแบตเตอรี่ที่รับกระแสสูงได้โดยไม่ทำให้อายุเสื่อมเร็ว ดังนั้นงาน 5 มีนาคมจึงอาจเป็น “ภาพรวมทั้งระบบ” มากกว่าการเปิดตัวอุปกรณ์ชิ้นเดียว

เครื่องชาร์จที่หลุด: 1,000V 1,500A 1,500kW และดีไซน์ปืนคู่

ข้อมูลที่ถูกพูดถึงมากคือเครื่องชาร์จที่หลุดภาพพร้อมป้ายสเปก โดยระบุค่าเพดานระดับสูงมาก ได้แก่ แรงดันสูงสุด 1,000V, กระแสสูงสุด 1,500A และ กำลังสูงสุด 1,500kW ตัวเครื่องถูกอธิบายว่ามีรูปทรงแบบตัว T สีฟ้าไซแอน พร้อมสายชาร์จ 2 เส้นแบบแขวนบนรางเลื่อน ซึ่งสะท้อนแนวคิด “ปืนคู่” ที่เน้นความคล่องตัวในการจัดการสายและการกระจายกำลัง

ปืนคู่ (Dual-gun) ใช้ทำอะไร

  • ชาร์จคันเดียวแบบรวมกำลัง เพื่อดันพลังงานเข้าแบตให้สูงในช่วงสั้น ๆ (เหมาะกับการทำตัวเลขพีกและลดเวลาจอด)
  • ชาร์จสองคันพร้อมกัน โดยแบ่งกำลังตามความต้องการของรถและสถานะของสถานี
  • เพิ่มความเสถียรการจ่ายไฟ เพราะสถานีสามารถบริหารโหลดได้ละเอียดขึ้นเมื่อมีหลายหัวชาร์จ

หากระบบรองรับการชาร์จพร้อมกันแบบ “สองหัวไปยังคันเดียว” หรือ “สองคันพร้อมกัน” จริง จะทำให้สถานีหนึ่งจุดสามารถให้ประสบการณ์ใกล้เคียง “เติมน้ำมันเร็ว” มากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องรอรายละเอียดทางการของ BYD ว่ารองรับรูปแบบการใช้งานใดบ้าง

Megawatt Flash Charging 2.0: ต่างจากรุ่นแรกอย่างไร

Megawatt Charging 2.0 ถูกอธิบายว่าเพิ่มกำลังสูงสุดขึ้นราว 50% เมื่อเทียบกับเครื่องชาร์จรุ่นแรกที่ถูกกล่าวถึงว่าอยู่ในระดับ 1,000kW โดยตัวเลขที่มีการพูดถึงในรายงานทางเทคนิคอยู่ที่ “พีก” ราว 1,360kW (ในขณะที่เพดานบนป้ายสเปกระบุ 1,500kW)

ในเชิงผลิตภัณฑ์ ความหมายของ “รุ่นสอง” ไม่ใช่แค่เพิ่มตัวเลขกำลัง แต่คือการยกระดับ 3 เรื่องพร้อมกัน:

  • เพดานกำลังสูงขึ้น เพื่อกดเวลาในการเติมพลังงานช่วง SOC ต่ำ
  • ประสิทธิภาพและความเสถียรของการจ่ายไฟ เพื่อให้สถานีใช้งานจริงได้โดยไม่สะดุด
  • การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น การจัดสายชาร์จ รางเลื่อน การชาร์จปืนคู่ และการหมุนเวียนรถในสถานี

ชาร์จระดับ “เมกะวัตต์” ในโลกจริง: ต้องมีอะไรบ้าง

ต่อให้สถานีทำได้ 1,500kW แต่รถจะ “รับได้จริง” หรือไม่ ขึ้นกับระบบทั้งคัน เพราะการอัดพลังงานระดับนี้ไม่ใช่แค่เรื่องหัวชาร์จ แต่คือการบริหารกระแส ความร้อน และความปลอดภัยในหลายชั้น

1) แพลตฟอร์มแรงดันสูงของรถ (High-voltage architecture)

รถต้องมีระบบแรงดันสูงที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการชาร์จเร็ว เช่น อินเวอร์เตอร์ สายไฟแรงดันสูง คอนแทคเตอร์ และระบบป้องกันต่าง ๆ หากรถยังใช้แพลตฟอร์มแรงดันต่ำกว่า จะเกิดข้อจำกัดในการรับกำลังสูงสุด

2) เส้นโค้งการชาร์จ (Charging curve) สำคัญกว่าตัวเลขพีก

ในการชาร์จจริง “กำลังสูงสุด” มักเกิดช่วงสั้น ๆ ตอน SOC ต่ำ จากนั้นกำลังจะค่อย ๆ ลดลงเพื่อป้องกันความร้อนและแรงดันสูงเกิน ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ระบบสามารถรักษากำลังสูงในช่วงที่ยาวพอได้แค่ไหน และทำซ้ำได้บ่อยแค่ไหนโดยไม่ทำให้แบตเสื่อมเร็ว

3) ระบบจัดการความร้อน (Thermal management) ต้องหนักแน่น

  • แบตเตอรี่ ต้องระบายความร้อนได้ไวและสม่ำเสมอ
  • สายชาร์จ อาจต้องใช้สายแบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (ขึ้นกับการออกแบบจริง)
  • หัวชาร์จและคอนเนกเตอร์ ต้องรับกระแสสูงโดยไม่เกิดความร้อนสะสมเกิน
  • ซอฟต์แวร์ควบคุม ต้องคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์ ลดกำลังเมื่อเสี่ยง

4) โครงข่ายไฟและโหลดของสถานี (Grid + load management)

การจ่ายไฟระดับเมกะวัตต์ต้องมีการบริหารโหลดอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นหม้อแปลงขนาดใหญ่ ระบบกระจายไฟภายในสถานี และการจัดสรรกำลังเมื่อมีหลายคันชาร์จพร้อมกัน ในบางโมเดลธุรกิจ สถานีอาจใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาช่วย “บัฟเฟอร์” โหลดช่วงพีก เพื่อลดภาระต่อกริดและลดต้นทุนค่าไฟตามช่วงเวลา

“1 วินาที 2 กม.” แปลเป็นตัวเลขและเงื่อนไขอย่างไร

หากตีความตามคำอธิบาย “1 วินาที วิ่งได้ 2 กิโลเมตร” จะเท่ากับ 120 กิโลเมตรต่อนาที และประมาณ 600 กิโลเมตรใน 5 นาที แต่ในเนื้อหาที่ถูกอ้างถึง มีการแปลงว่า “ประมาณ 400 กิโลเมตรใน 5 นาที” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดว่า ตัวเลขนี้อาจเป็นค่าเฉลี่ยภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ หรืออิงการคำนวณจากรุ่นรถ/อัตราสิ้นเปลือง/มาตรฐานการทดสอบบางแบบ

สิ่งที่ควรเข้าใจคือ “ความเร็วเติมระยะทาง” ไม่ได้เท่ากับ “กำลังชาร์จ” โดยตรง เพราะยังขึ้นกับประสิทธิภาพของรถ การใช้พลังงานต่อกิโลเมตร มาตรฐานระยะทางที่นำมาอ้าง และความสามารถในการรักษากำลังชาร์จสูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นประเด็นที่มีน้ำหนักจริงคือ “ลดเวลาใช้งานในสถานีลงอย่างมีนัยสำคัญ” มากกว่าการยึดติดกับคำโปรยเพียงบรรทัดเดียว

แผนสถานีชาร์จ 2026 4,000 สถานี และเครือข่าย 15,000 จุด

การดันเทคโนโลยีชาร์จเร็วให้เป็นจุดขาย ต้องมีสถานีมากพอและกระจายตัวดีพอ แนวทางที่ถูกพูดถึงคือ BYD จะสร้างสถานีชาร์จเร็วมากกว่า 4,000 แห่ง ในปี 2026 และร่วมมือกับพาร์ตเนอร์แพลตฟอร์มชาร์จเพื่อขยายเครือข่ายรวม 15,000 จุด ในรูปแบบเครือข่าย 3 ชั้น

โครงสร้าง 3 ชั้นหมายถึงอะไร

  • Flagship จุดเรือธงกำลังสูงสุด เน้นรองรับปริมาณรถมาก เหมาะกับทางด่วน/ฮับเดินทาง
  • Satellite จุดดาวเทียมรองรับพื้นที่รองลงมา เติมความหนาแน่นให้ครอบคลุมเมืองและเส้นทางหลัก
  • Community จุดชุมชน เน้นความสะดวกใกล้บ้าน/ที่ทำงาน อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเมกะวัตต์ทุกหัว แต่ช่วยให้ “เข้าถึงง่าย”

มองแบบธุรกิจ นี่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า “ซื้อรถแล้วใช้งานได้จริง” ไม่ต้องพึ่งเครือข่ายคนอื่นทั้งหมด และช่วยเพิ่มความได้เปรียบเวลาขายรถรุ่นที่รองรับชาร์จเร็วระดับสูง

Blade Battery 2.0 ความหนาแน่นพลังงาน, C-rate, ต้นทุน และอายุการใช้งาน

Blade Battery รุ่นที่สองถูกคาดว่าจะเพิ่มความหนาแน่นพลังงานเป็น 190–210 Wh/kg จากรุ่นแรกที่ราว 140–150 Wh/kg ถ้าตัวเลขนี้เกิดขึ้นจริง จะส่งผลทั้งต่อ “ระยะทางต่อการชาร์จ” และ “น้ำหนักแบตต่อความจุ” ซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขัน EV

ทำไมความหนาแน่นพลังงานถึงสำคัญ

  • วิ่งไกลขึ้น ในขนาด/น้ำหนักแบตใกล้เคียงเดิม
  • รถเบาลง หากเลือกใช้ความจุเท่าเดิมแต่แพ็กแบตเล็กลง ช่วยเรื่องประสิทธิภาพและการควบคุม
  • พื้นที่ในรถเพิ่มขึ้น เพราะแพ็กแบตบาง/สั้นลงได้
  • ต้นทุนต่อกิโลเมตรลดลง หากบริหารวัสดุและการผลิตได้ดี

Short-blade และ Long-blade ต่างกันอย่างไร

มีการคาดการณ์ว่า Blade 2.0 อาจมีทั้งรูปแบบ “ใบสั้น” และ “ใบยาว” เพื่อให้ตอบโจทย์ต่างกัน โดยตัวเลขที่ถูกอ้างถึงมีดังนี้

Short-blade

  • ความหนาแน่นพลังงานประมาณ 160 Wh/kg
  • รองรับการคายประจุ 16C
  • รองรับการชาร์จ 8C

Long-blade

  • ความหนาแน่นพลังงานสูงสุดประมาณ 210 Wh/kg
  • รองรับการคายประจุ 8C
  • รองรับการชาร์จ 3C
  • ตั้งเป้าลดต้นทุน 15% (ในรุ่นใบยาว)

C-rate คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับชาร์จเมกะวัตต์

C-rate คืออัตราการชาร์จหรือคายประจุเมื่อเทียบกับความจุของแบต ตัวอย่างเชิงแนวคิด หากแบต 100 kWh ชาร์จที่ 1C หมายถึงชาร์จเต็มในราว 1 ชั่วโมง ถ้าเป็น 4C คือราว 15 นาที และ 8C คือราว 7.5 นาที (เป็นการอธิบายเชิงหลักการ ไม่ใช่เวลาจริงที่ตายตัว) ดังนั้น ถ้าจะชาร์จเร็วระดับเมกะวัตต์ รถต้องมีแบตและระบบที่รองรับ C-rate สูงในช่วงหนึ่งของกราฟการชาร์จ

อายุการใช้งาน: 3,000 รอบชาร์จ และอายุรวมราว 1.2 ล้านกิโลเมตร

มีการอ้างว่าแบตถูกออกแบบให้รองรับมากกว่า 3,000 รอบชาร์จ ซึ่งถูกเทียบเป็นอายุการใช้งานรวมประมาณ 1.2 ล้านกิโลเมตร และรถระดับพรีเมียมที่ใช้ Blade 2.0 อาจทำระยะทางได้สูงสุดประมาณ 1,000 กม. ตามมาตรฐาน CLTC ทั้งหมดนี้ควรตีความว่าเป็น “เป้าหมาย/การคาดการณ์” จนกว่า BYD จะประกาศตัวเลขทางการและมีผลทดสอบอิสระประกอบ

DM 6.0 / DM-i เจเนอเรชัน 5: 2.9L/100km และระยะรวมเกือบ 2,000 กม. หมายถึงอะไร

อีกด้านหนึ่งของเกมคือปลั๊กอินไฮบริด เพราะในจีน PHEV/EREV ยังโตแรง รายงานอุตสาหกรรมคาดว่า BYD อาจเปิดตัวระบบ DM-i เจเนอเรชันใหม่ที่ถูกเรียกในข่าวว่า DM 6.0 พร้อมตัวเลขที่ถูกพูดถึงคือ อัตราสิ้นเปลือง 2.9 ลิตร/100 กม. หรือ 34.4 กม./ลิตร และ ระยะทางรวมเกือบ 2,000 กม. เมื่อเติมน้ำมันเต็มถังและชาร์จเต็ม อย่างไรก็ตาม BYD ยังไม่ยืนยันสเปกดังกล่าว

ตัวเลข “เกือบ 2,000 กม.” มักเกิดจากอะไร

  • แบตใหญ่ขึ้น ทำให้โหมดไฟฟ้าล้วนวิ่งได้นานขึ้น
  • เครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะการทำงานในช่วงที่มีประสิทธิภาพดี (เชิงแนวคิด)
  • ระบบควบคุมพลังงานฉลาดขึ้น เลือกโหมดการทำงานให้เหมาะกับโหลดและความเร็ว
  • มาตรฐานการทดสอบ ส่งผลต่อการคำนวณระยะรวมและอัตราสิ้นเปลือง

ถ้ามองเชิงกลยุทธ์ การประกาศทั้งเมกะวัตต์ชาร์จและ DM ใหม่ในงานเดียวกัน คือการครอบคลุมลูกค้า 2 กลุ่มพร้อมกัน กลุ่มที่ต้องการ EV แต่กังวลเวลาเติมพลังงาน และกลุ่มที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงสุดสำหรับเดินทางไกล

Advertisement Advertisement

God’s Eye 5.: Reinforcement Learning และ End-to-end แบบปิดลูป

God’s Eye 5.0 ถูกคาดว่าจะยกระดับแนวทางระบบช่วยขับขี่ โดยนำ Reinforcement Learning และแนวคิด closed-loop end-to-end มาใช้มากขึ้น แปลเป็นภาษาง่าย คือพยายามทำให้ “รับรู้สภาพแวดล้อม ตัดสินใจ และควบคุมรถ” เชื่อมเป็นระบบเดียวแบบต่อเนื่อง พร้อมวงจรย้อนกลับจากข้อมูลจริงเพื่อปรับปรุงโมเดลให้แม่นขึ้น

ทำไม “ข้อมูล” ถูกยกเป็นจุดขาย

มีการอ้างตัวเลขว่ามีรถมากกว่า 2.3 ล้านคันติดตั้งระบบตระกูล God’s Eye และสร้างข้อมูลการขับขี่รวมมากกว่า 160 ล้านกิโลเมตรต่อวัน ในเชิงการแข่งขัน นี่คือการสื่อว่า BYD มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่พอที่จะพัฒนาอัลกอริทึมได้เร็วขึ้น และปรับระบบให้เข้ากับสภาพการจราจรจริงได้ดีขึ้น

ประเด็นที่ควรจับตาหลังเปิดตัว

  • ระดับความสามารถที่เปิดให้ใช้งานจริง เช่น งานทางด่วน งานในเมือง การแซง การเข้าออกทางแยก
  • ข้อจำกัดและเงื่อนไข ที่ระบบต้องการ เช่น เส้นเลนที่ชัดเจน แผนที่ ความเร็ว และสภาพอากาศ
  • ฮาร์ดแวร์ที่รองรับ ว่าใช้กล้อง เรดาร์ หรือ LiDAR ในรุ่นใด
  • การอัปเดตซอฟต์แวร์ และความถี่ในการปรับปรุงฟีเจอร์หลังส่งมอบ

BYD Song Ultra: ทำไมถูกโยงกับ “Flash Charging”

อีกข่าวที่เดินคู่กับงานเทคโนโลยีคือ BYD Song Ultra ซึ่งมีรายงานว่าสายการผลิตกำลังเดินเต็มกำลังก่อนทำตลาดเดือนมีนาคม รถถูกวางตำแหน่งในเซกเมนต์ยอดนิยมช่วงราคา 160,000–180,000 หยวน และระบุฐานล้อ 2,840 มม. มีการกล่าวถึงโครงสร้างแชสซีใหม่บน e-platform และแนวคิดโครงสร้างตัวถังแบบบูรณาการ

ขณะเดียวกันยังมีภาพหลุดรถทดสอบที่ติดตรา “flash charging” โดยเฉพาะ จึงเกิดการตีความว่า BYD กำลังจะทำให้ “ชาร์จเร็วพิเศษ” กลายเป็นคุณสมบัติมาตรฐานของรถรุ่นใหม่บางกลุ่ม
ไม่ใช่แค่โชว์สถานีชาร์จ แต่ต้องมีรุ่นรถที่รองรับจริงเพื่อให้เรื่องราวสมบูรณ์

บริบทเชิงกลยุทธ์ ยอดขายสะดุด และการทวงพื้นที่ผู้นำเทคโนโลยี

บริบทที่ทำให้งานนี้ถูกยกให้ “สำคัญเป็นพิเศษ” คือกระแสยอดขายช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ที่ถูกอธิบายว่าชะลอลงหลังเติบโตต่อเนื่องยาว รวมถึงการยอมรับในเชิงผู้บริหารว่าแรงกดดันหนึ่งมาจาก “คู่แข่งไล่ทันด้านเทคโนโลยี” ดังนั้นการเปิดตัวเทคโนโลยีชุดใหญ่จึงเป็นการสื่อสารต่อทั้งผู้บริโภคและตลาดทุนว่า BYD ยังสามารถยกระดับนวัตกรรมได้ต่อเนื่อง

หากมองแบบภาพใหญ่ BYD กำลังเล่นเกม “ครบห่วงโซ่” ได้แก่ รถ, แบตเตอรี่, สถานีชาร์จ, ซอฟต์แวร์ และการใช้ข้อมูลจริงเพื่อเร่งการพัฒนา กลยุทธ์นี้จะได้ผลมากกว่าคู่แข่งก็ต่อเมื่อ “ของใหม่” ถูกนำไปใช้จริงในสเกลใหญ่ และลูกค้ารับรู้ความต่างได้ในชีวิตประจำวัน

ผลกระทบที่เป็นไปได้ต่อไทยและอาเซียน

แม้ข่าวนี้เกิดในจีน แต่แรงสั่นสะเทือนอาจมาถึงไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ มาตรฐานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วขึ้น, ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อเวลาในการชาร์จ และทิศทางการลงทุนของผู้ให้บริการสถานีชาร์จ

1) มาตรฐาน “ชาร์จเร็ว” จะถูกยกเพดาน หากจีนเริ่มทำให้เมกะวัตต์ชาร์จเกิดจริง ผู้บริโภคจะเริ่มคาดหวังเวลาเติมพลังงานที่สั้นลง
ส่งผลให้ผู้เล่นในไทยต้องเน้นหัวชาร์จกำลังสูงขึ้น หรืออย่างน้อยต้องสื่อสารชัดว่ารุ่นรถใดรองรับกำลังเท่าไร

หากจีนเริ่มทำให้เมกะวัตต์ชาร์จเกิดจริง ผู้บริโภคจะเริ่มคาดหวังเวลาเติมพลังงานที่สั้นลง ส่งผลให้ผู้เล่นในไทยต้องเน้นหัวชาร์จกำลังสูงขึ้น หรืออย่างน้อยต้องสื่อสารชัดว่ารุ่นรถใดรองรับกำลังเท่าไร

2) ผู้ให้บริการสถานีชาร์จอาจต้องคิดเรื่องโหลดและ BESS จริงจังขึ้น

การเพิ่มกำลังชาร์จโดยตรงคือการเพิ่มโหลดพีก ในไทยโจทย์จะยากขึ้นเมื่อพื้นที่ไฟฟ้าไม่เท่ากัน การขอเพิ่มขนาดหม้อแปลงและระบบจ่ายไฟอาจเป็นข้อจำกัด แนวทางอย่างระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) หรือการจัดการโหลดแบบอัจฉริยะอาจถูกพูดถึงมากขึ้น

3) PHEV/ไฮบริดยังมีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่าน

หาก BYD ชู DM รุ่นใหม่พร้อมตัวเลขประหยัดและระยะรวมยาว จะสะท้อนว่า “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ยังไม่จบ โดยเฉพาะตลาดที่โครงสร้างชาร์จยังไม่หนาแน่นเท่าจีน PHEV ยังเป็นทางเลือกที่คนจำนวนมากมองว่าใช้ง่าย

FAQ คำถามที่พบบ่อย

เครื่องชาร์จ 1,500kW จะใช้ได้กับรถทุกคันไหม

ไม่ใช่ทุกคัน รถต้องรองรับแพลตฟอร์มแรงดันสูงและการรับกระแสสูงได้จริง รวมถึงระบบจัดการความร้อนของแบตและระบบไฟฟ้าทั้งคัน แม้สถานีจะจ่ายได้สูง แต่รถอาจรับได้ต่ำกว่านั้นตามข้อจำกัดของรุ่นรถ

ตัวเลข “ชาร์จ 5 นาที ได้ 400 กม.” เชื่อได้แค่ไหน

ควรมองเป็นตัวเลขเป้าหมายหรือคำโปรยภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ สิ่งที่สำคัญกว่า คือระบบจะรักษากำลังชาร์จสูงได้นานแค่ไหน และใช้งานซ้ำได้บ่อยแค่ไหนโดยไม่กระทบอายุแบต

Blade Battery 2.0 จะทำให้รถวิ่งได้ 1,000 กม. จริงไหม

ตัวเลขระยะทางขึ้นกับมาตรฐานการทดสอบ ความจุแบต น้ำหนักรถ และประสิทธิภาพระบบขับเคลื่อน หากอ้างตาม CLTC ตัวเลขมักสูงกว่าการใช้งานจริง จึงควรรอดูรายละเอียดทางการและผลทดสอบใช้งานจริงเพิ่มเติม

God’s Eye 5.0 จะเทียบชั้นระบบช่วยขับคู่แข่งได้หรือไม่

อยู่ที่ 3 เรื่องหลัก คือ ความสามารถที่เปิดให้ใช้จริงในสถานการณ์ซับซ้อน, ความเสถียร/ความปลอดภัย และความเร็วในการอัปเดตซอฟต์แวร์ ตัวเลขฐานข้อมูลช่วยได้ แต่ต้องแปลงเป็นประสบการณ์ใช้งานที่จับต้องได้

สรุป

หากงาน 5 มีนาคมของ BYD เปิดตัวเทคโนโลยีตามที่คาดการณ์จริง เราอาจได้เห็น “แพ็กเกจอัปเกรดทั้งระบบ” ที่เชื่อมกันตั้งแต่สถานีชาร์จระดับเมกะวัตต์ ไปจนถึงแบตเตอรี่ที่รับชาร์จเร็วได้มากขึ้น พร้อมขยับฝั่ง PHEV และระบบช่วยขับขี่ไปพร้อมกัน หลังงานนี้ประเด็นสำคัญที่สุดคือ รายละเอียดทางการ รุ่นรถที่รองรับจริง และไทม์ไลน์การขยายสถานีชาร์จ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะบอกว่า “เมกะวัตต์ชาร์จ” เป็นแค่ตัวเลขโชว์ หรือกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่จริงในปี 2026

carnewschina

BYD Song Ultra SUV ไฟฟ้าใหม่ 620 – 710 กม./ชาร์จ CLTC ก่อนเปิดตัวในจีน

 

BYD Song Ultra  SUV ไฟฟ้าตัวจริง เสริมไลน์ Song Series

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026 ได่้มีการเผยภาพภายในห้องโดยสารอย่างเป็นทางการของ SONG Ultra eV ภายในรถโดดเด่นด้วยคอนโซลกลางที่ค่อนข้างเรียบง่าย พร้อมแผงหน้าปัด LCD เต็มรูปแบบ จอแสดงผลกลางแบบลอยตัวขนาดใหญ่ และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสองก้าน ให้ความรู้สึกทันสมัย

​​นอกจากนี้ยังมีช่องชาร์จไร้สายสำหรับโทรศัพท์มือถือสองช่อง ที่วางแก้วสองอัน ปุ่มควบคุมมัลติมีเดีย และลวดลายเรขาคณิตบนแผงคอนโซลกลางด้านหน้าเบาะผู้โดยสารเพื่อเพิ่มบรรยากาศ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยระยะฐานล้อ 2840 มม. เบาะหน้าและเบาะหลังสามารถเชื่อมต่อกันเพื่อทำเป็นเตียงคู่ได้ ตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย

BYD Song Ultra ถือเป็นการขยายไลน์ตระกูล Song Series ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของค่าย โดยแตกต่างจาก Song L DM-i ที่ใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริด เพราะ Song Ultra ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบ รถไฟฟ้าล้วน 100% เพื่อตอบโจทย์ตลาด EV โดยตรง ทั้งในจีนและตลาดส่งออกในอนาคต

จุดน่าสนใจคือ ขนาดตัวถังของ Song Ultra ถูกขยับให้ใหญ่กว่า Song L DM-i อย่างชัดเจน สะท้อนว่ารถรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงรุ่นย่อย แต่เป็นโมเดลที่ถูกวางตำแหน่งสูงขึ้นในเชิงการใช้งานและภาพลักษณ์

ดีไซน์ภายนอก สปอร์ต ดุดัน บนพื้นฐาน Song L

งานออกแบบของ BYD Song Ultra ยังคงใช้โครงสร้างดีไซน์เดียวกับ Song L DM-i เป็นหลัก แต่ปรับรายละเอียดให้ดูสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น

  • ด้านหน้าใช้ กระจังหน้าทรงปิดแบบรถ EV เสริมด้วยกันชนล่างแบบแบ่งชั้นแนวนอน
  • ช่องดักลมด้านข้างมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มอารมณ์สปอร์ตและภาพลักษณ์สมรรถนะสูง
  • ด้านข้างติดตั้ง มือจับประตูแบบกึ่งซ่อน (Semi-hidden Door Handle)
  • เส้นสายตัวถังเรียบลื่น ลดแรงต้านอากาศ
  • ด้านท้ายใช้ ไฟท้ายแบบพาดยาวเต็มความกว้าง เอกลักษณ์ของรถ BYD ยุคใหม่

ภาพรวมดีไซน์มุ่งเน้นความพรีเมียม สปอร์ต และทันสมัย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้รถไฟฟ้าระดับครอบครัวถึงวัยทำงาน

มิติตัวถังใหญ่ขึ้น เน้นพื้นที่ใช้สอย

จากข้อมูลในเอกสาร MIIT ระบุว่า BYD Song Ultra มีมิติตัวถังดังนี้

  • ความยาว : 4,850 มม.
  • ความกว้าง : 1,910 มม.
  • ความสูง : 1,670 มม.
  • ระยะฐานล้อ : 2,840 มม.

เมื่อเทียบกับ Song L DM-i พบว่า Song Ultra

  • ยาวขึ้น 70 มม.
  • ฐานล้อยาวขึ้น 58 มม.

การเพิ่มขนาดตัวถังและฐานล้อ ส่งผลโดยตรงต่อ พื้นที่ห้องโดยสารตอนหลัง และความสบายในการเดินทางระยะไกล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันกับ SUV ไฟฟ้าระดับเดียวกัน

ขุมพลังไฟฟ้าเดี่ยว ขับหลัง 270 kW หรือ 367 แรงม้า PS

ด้านระบบขับเคลื่อน BYD Song Ultra ใช้ มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ให้กำลังสูงสุดถึง

  • กำลังสูงสุด : 270 กิโลวัตต์ หรือ 367 แรงม้า PS
  • ความเร็วสูงสุด : 210 กม./ชม.
  • แบตเตอรี่ 75.616 kWh ระยะทางวิ่งไฟฟ้า (มาตรฐาน CLTC) 620 กม.
  • แบตเตอรี่ 82.732 kWh ระยะทางวิ่งไฟฟ้า (มาตรฐาน CLTC) 710 กม.

สเปกระดับนี้สะท้อนชัดเจนว่า Song Ultra ถูกวางตัวเป็น SUV ไฟฟ้าที่เน้นทั้งสมรรถนะและการใช้งานจริง ไม่ได้เป็นเพียงรถครอบครัวทั่วไป แต่ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการอัตราเร่งและความคล่องตัว

ลุ้นติดตั้ง “God’s Eye” ระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ ความเป็นไปได้ที่ BYD Song Ultra จะมาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ God’s Eye (Tianshen Zhiyan) ระดับ B ซึ่งเป็นระบบ ADAS ขั้นสูงของ BYD

  • รองรับการขับขี่กึ่งอัตโนมัติระดับสูง
  • สามารถเลือกติดตั้ง LiDAR จากโรงงาน
  • เพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน

หากสเปกดังกล่าวถูกยืนยันจริง จะทำให้ Song Ultra เป็นหนึ่งใน SUV ไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีอัจฉริยะครบที่สุดในกลุ่มราคาเดียวกัน

คู่แข่งหลัก Tesla Model Y และ XPeng G6

จากขนาดตัวถัง สมรรถนะ และเทคโนโลยี ทำให้ BYD Song Ultra ถูกวางตัวเป็นคู่แข่งโดยตรงของ

  • Tesla Model Y
  • XPeng G6

จุดแข็งของ Song Ultra คือ ขนาดตัวถังที่ใหญ่กว่า ระบบขับขี่อัจฉริยะที่เน้น LiDAR และภาพลักษณ์ความคุ้มค่าในแบบ BYD ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแย่งส่วนแบ่งตลาด EV SUV

สรุป  Song Ultra ไพ่ใบใหม่ของ BYD ในตลาด SUV ไฟฟ้า

BYD Song Ultra คืออีกหนึ่งโมเดลที่สะท้อนกลยุทธ์ของ BYD ในการขยายตลาดรถไฟฟ้าระดับกลางอย่างจริงจัง ทั้งด้านขนาด สมรรถนะ และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเล็งเป้าไปยัง Tesla Model Y ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในหลายประเทศ

หากเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมราคาที่แข่งขันได้ มีความเป็นไปได้สูงว่า Song Ultra จะกลายเป็น SUV ไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่นที่เขย่าตลาดจีน และอาจรวมถึงตลาดต่างประเทศในอนาคต

*หมายเหตุ: ข้อมูลอ้างอิงจากเอกสาร MIIT ประเทศจีน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการ*

Advertisement Advertisement

คำนวณค่างวดรถ ผ่อนรถ ดาวน์ ดอกเบี้ยรถใหม่ ดอกเบี้ยรถมือสอง 2568-2569

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้