BMW X5 เจเนอเรชันใหม่ ยกระดับดีไซน์ Neue Klasse พร้อมขุมพลังที่หลากหลาย พละกำลังสูงสุด 570 แรงม้า

BMW X5 เจเนอเรชันใหม่ ยกระดับดีไซน์ Neue Klasse พร้อมขุมพลังที่หลากหลาย พละกำลังสูงสุด 570 แรงม้า
- เปิดตัวในฤดูใบไม้ร่วงนี้ด้วยรุ่น 40 xDrive พละกำลัง 394 แรงม้า
- รุ่นปลั๊กอินไฮบริด 50e PHEV พละกำลัง 483 แรงม้า จะตามมาในช่วงต้นปี 2027
- เตรียมพบกับความหลากหลาย ทั้งรุ่นสมรรถนะสูง M Performance เครื่องยนต์ V8 และ iX5 Hydrogen ในอนาคต
- พลิกโฉมดีไซน์ด้วยมือจับประตูแบบใหม่ และภายในตกแต่งด้วยวัสดุหินชนวนแท้ (ตัวเลือกเสริม)
ดีไซน์ภายนอก: ปฏิวัติรูปลักษณ์ใหม่หมดจด
การออกแบบของ X5 ใหม่มีความแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน โดยได้รับอิทธิพลจาก iX3 รุ่นปี 2027 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ รวมถึงเส้นสายที่ดูสะอาดตาและดีไซน์ด้านหน้าแบบชิลด์ไร้รอยต่อ (Visor-like face) อย่างไรก็ตาม ทีมนักออกแบบไม่ได้เพียงแค่นำ iX3 มาขยายส่วน X5 ที่ผลิตในสหรัฐอเมริการุ่นนี้มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Double X ที่รวมทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) เข้าไว้ในชิ้นส่วนเดียว
เมื่อมองจากด้านข้าง คุณจะพบกับมือจับประตูดีไซน์ใหม่ที่ซ่อนตัวเนียนไปกับเสา ขอบหน้าต่างที่ไร้รอยต่อ และซุ้มล้อที่ดูบึกบึนพร้อมเส้นสายที่ถูกตัดขอบอย่างเฉียบคม X5 ใหม่มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้วเป็นมาตรฐาน และสามารถรองรับล้อขนาดใหญ่สูงสุดถึง 23 นิ้วจากโรงงาน ระบบช่วงล่างแบบแปรผัน (Adaptive Dampers) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยสามารถเลือกอัปเกรดเป็นช่วงล่างแบบถุงลม (Air Springs) เพิ่มเติมได้
ส่วนด้านท้าย โดดเด่นด้วยไฟท้ายแบบเพรียวบางแต่กว้างยาว ซึ่งรับกับดีไซน์ Double X ด้านหน้า ภาพรวมทั้งหมดคือรูปทรงที่ดูสะอาดตา มั่นใจ และมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงความเป็น X5 อย่างชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่านี่จะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับ Mercedes-Benz GLE รุ่นปี 2027
ภายในห้องโดยสาร: ยกระดับวัสดุและเทคโนโลยีชั้นแนวหน้า
BMW จัดเต็มทั้งในเรื่องของวัสดุและเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร มีการใช้แผงตกแต่งหินชนวนแท้บริเวณคอนโซลกลางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจ Clear and Bold ทำงานคู่กับสวิตช์เกียร์และปุ่มปรับระดับเสียงแบบคริสตัล แถบไฟ Ambient Light ถูกออกแบบให้โอบล้อมยาวตั้งแต่ประตูซ้ายจรดขวา และทุกรุ่นย่อยจะมาพร้อมหลังคากระจกพาโนรามาขนาดใหญ่ถึง 2.6 ตารางเมตร
พวงมาลัยดีไซน์ก้านแนวตั้งแบบเดียวกับ iX3 ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐาน (แม้ในแพ็กเกจ M Sport) แต่หากอัปเกรดเป็นแพ็กเกจ M Sport Professional จะได้พวงมาลัยที่มีรูปทรงคุ้นเคยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ X5 ทุกคันมาพร้อมระบบประตูดูด (Soft-close) เป็นมาตรฐาน และยังมีออปชันเสริมสำหรับระบบปิดประตูอัตโนมัติเต็มรูปแบบอีกด้วย
ในด้านเทคโนโลยี X5 ติดตั้งระบบ BMW Panoramic iDrive หน้าจอสัมผัสตรงกลางมีขนาดใหญ่ถึง 17.9 นิ้ว และมีหน้าจอดิจิทัลแสดงผลยาวเต็มขอบกระจกบังลมหน้า พร้อมด้วยระบบแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ 3D Head-up Display นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มหน้าจอขนาด 14.6 นิ้วสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าเพื่อรับชมความบันเทิงขณะเดินทางได้
ระบบขับเคลื่อนที่ไม่ได้ใช้แพลตฟอร์ม Neue Klasse
แม้จะมีดีไซน์ภายนอกตามแนวทาง Neue Klasse แต่ความจริงแล้วทั้ง X5 และ iX5 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Neue Klasse แบบเดียวกับ iX3 แต่เป็นการใช้แพลตฟอร์ม CLAR รุ่นอัปเกรด
เครื่องยนต์สันดาปและปลั๊กอินไฮบริด (The Combustion X5 & PHEV)
เริ่มต้นด้วย X5 40 (ขับเคลื่อนล้อหลัง) และ X5 40 xDrive (ขับเคลื่อนสี่ล้อ) มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ทำงานร่วมกับระบบ Mild Hybrid 48V ให้พละกำลังสูงสุด 394 แรงม้า (400 PS) และแรงบิด 580 นิวตันเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 19 แรงม้า และ 61 นิวตันเมตร จากรุ่นเดิม ทำอัตราเร่ง 0-97 กม./ชม. ภายใน 5.1 วินาที
สำหรับรุ่นปลั๊กอินไฮบริด X5 50e xDrive ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงแบบเดียวกัน ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 194 แรงม้า (197 PS) ให้พละกำลังรวมสูงสุด 483 แรงม้า (490 PS) และแรงบิด 700 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-97 กม./ชม. ในเวลา 4.6 วินาที โดยมีการขยายขนาดแบตเตอรี่จาก 19.2 kWh เป็น 26.5 kWh ทำให้วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางเพิ่มขึ้นเป็น 71 กิโลเมตร (จากเดิม 63 กิโลเมตร)
รุ่นไฟฟ้า 100% (The Electric iX5)
ดาวเด่นของการเปิดตัวครั้งนี้คือ BMW iX5 รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกในตระกูล X5 รูปลักษณ์แทบจะถอดแบบมาจากรุ่นสันดาป แต่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ช่องดักอากาศบริเวณกระจังหน้า
รุ่น iX5 60 AWD ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้พละกำลังมหาศาลถึง 570 แรงม้า (578 PS) แรงบิด 804 นิวตันเมตร พุ่งทะยานจาก 0-97 กม./ชม. ใน 4.4 วินาที แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 144 kWh ที่คาดการณ์ว่าจะให้ระยะทางขับขี่สูงถึง 700 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน EPA) โดยคาดว่าน้ำหนักตัวรถจะอยู่ที่ประมาณ 2,720 กิโลกรัม
ระบบสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V รองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุดถึง 460 kW สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 22 นาที หรือชาร์จเพียง 10 นาทีเพื่อเพิ่มระยะทางได้ถึง 274 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังรองรับระบบ Bidirectional Charging สำหรับจ่ายไฟกลับสู่ตัวบ้านหรือชาร์จ EV คันอื่นได้ในยามจำเป็น
ราคาและการวางจำหน่าย
(หมายเหตุ: ราคาอ้างอิงจากตลาดสหรัฐอเมริกา โดยแปลงเป็นสกุลเงินบาทที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 36.5 บาท / 1 ดอลลาร์สหรัฐ)
- X5 40 (ขับเคลื่อนล้อหลัง): 71,250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,600,600 บาท)
- X5 40 xDrive (ขับเคลื่อนสี่ล้อ): 73,550 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,684,500 บาท)
- X5 50e xDrive (ปลั๊กอินไฮบริด): 78,950 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,881,600 บาท)
- iX5 60 AWD (ไฟฟ้า 100%): 81,250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,965,600 บาท)
ราคาในทุกรุ่นย่อยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 54,700 บาท) เมื่อเทียบกับรุ่นปี 2026 แต่ค่าธรรมเนียมปลายทางที่ 1,450 ดอลลาร์สหรัฐ (รวมอยู่ในราคาข้างต้นแล้ว) ยังคงเท่าเดิม
กำหนดการเปิดตัว: รุ่นเครื่องยนต์สันดาป X5 40 xDrive จะเริ่มส่งมอบในเดือนตุลาคมปีนี้ ตามด้วยรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง, 50e PHEV และ iX5 ในช่วงต้นปี 2027 ส่วนรุ่นสมรรถนะสูง M Performance V8 และ iX5 Hydrogen (ซึ่งคาดว่าจะวิ่งได้ไกลถึง 750 กิโลเมตร) จะตามมาเสริมทัพในภายหลัง
ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของตระกูล X Series ดูเหมือนว่า BMW X5 เจเนอเรชันที่ 5 นี้จะเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งใหญ่ของค่ายใบพัดสีฟ้า คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับ BMW X5 ใหม่คันนี้? สามารถร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้ที่ด้านล่างนี้เลย!


