เปิดขายจีน 751,000 – 892,000 บาท BYD Sealion 06 EV ใหม่ รองรับ 900V ชาร์จ 10-97% 9 นาที 605 – 710 กม./ชาร์จ CLTC

เจาะลึก 2026 BYD Sealion 06 EV มาตรฐานใหม่ 900V ในงบ 8 แสนบาท!
เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา BYD ได้เขย่าวงการรถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้งด้วยการเปิดตัว 2026 Sealion 06 EV ในประเทศจีน ซึ่งรุ่นที่น่าสนใจที่สุดคือ 710 Long Range Flagship (710 远航旗舰版) ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูงระดับ 900V ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ตารางสรุปราคา (เทียบค่าเงิน 1 CNY = 4.702 THB)
| รุ่นย่อย | ราคา (หมื่นหยวน) | ราคาไทย (บาท) | ระยะทางวิ่ง (CLTC) |
| 605 Pilot | 15.99 | 751,850 | 605 กม. |
| 710 Long Range | 16.89 | 794,168 | 710 กม. |
| 605 Flagship | 16.89 | 794,168 | 605 กม. |
| 710 Long Range Flagship | 17.99 | 845,890 | 710 กม. |
| 710 Ultra (Full ADAS) | 18.99 | 892,910 | 710 กม. |
ขนาดตัวถัง
- ความยาวตัวรถ: 4,810 มิลลิเมตร
- ความกว้าง: 1,920 มิลลิเมตร
- ความสูง: 1,675 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ: 2,820 มิลลิเมตร (กว้างขวางนั่งสบายระดับรถ C-SUV พรีเมียม)
- ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า/หลัง: 1,640 และ 1,665 มิลลิเมตร
- รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด: 5.55 เมตร (ถือว่าคล่องตัวมากสำหรับรถไซส์นี้)
- ขนาดล้อและยาง: 235/55 R19
สรุปข้อมูล BYD Sea Lion 06EV (2026) โดยแยกตามระดับสมรรถนะและรุ่นย่อย เพื่อให้เห็นความแตกต่างของมอเตอร์และแบตเตอรี่ได้ชัดเจนขึ้นครับ
รุ่น 605 (เน้นความคล่องตัว อัตราเร่งไว)
มีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย (Pilot, Pilot Lidar, Flagship, Flagship Lidar) โดยใช้สเปกพื้นฐานเดียวกันคือ:
- มอเตอร์ไฟฟ้า: กำลังสูงสุด 240 kW (ประมาณ 322 แรงม้า)
- แรงบิดสูงสุด: 305 N·m
- แบตเตอรี่: Blade Battery ความจุ 69.07 kWh
- ระยะทางวิ่ง (CLTC): 605 กม.
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 6.8 วินาที (เร็วที่สุดในซีรีส์นี้)
- การชาร์จ: รองรับระบบ 800V และชาร์จ AC 7.0 kW
รุ่น 710 (เน้นวิ่งทางไกล แบตเตอรี่จุใจ)
มีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย (Voyage, Voyage Lidar, Voyage Flagship, Voyage Flagship Lidar) โดยใช้สเปกพื้นฐานเดียวกันคือ:
- มอเตอร์ไฟฟ้า: กำลังสูงสุด 270 kW (ประมาณ 362 แรงม้า)
- แรงบิดสูงสุด: 305 N·m
- แบตเตอรี่: Blade Battery ความจุ 82.73 kWh
- ระยะทางวิ่ง (CLTC): 710 กม.
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 7.2 วินาที (ช้ากว่ารุ่น 605 เล็กน้อยเพราะน้ำหนักแบตที่มากกว่า)
- การชาร์จ: รองรับระบบ 800V และชาร์จ AC 7.0 kW
ความเร็วในการชาร์จ
การชาร์จกระแสตรง DC (Fast Charge)
ด้วยระบบ 800V High-voltage Platform และแบตเตอรี่ Blade Gen 2 ทำให้ความเร็วโดดเด่นกว่ารุ่นก่อนๆ:
- ชาร์จ 5 นาที: สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ขึ้นไปถึง 70%
- ชาร์จ 9 นาที: สามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเกือบเต็มจาก 10% ขึ้นไปถึง 97%
- ในสภาพอากาศหนาวจัด (-30 องศาเซลเซียส): จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพียง 3 นาที เท่านั้น
การชาร์จกระแสสลับ AC (Home Charge)
- รองรับสูงสุด: 7.0 kW
- เวลาในการชาร์จ: * รุ่น 605 (69.07 kWh): ประมาณ 10-11 ชั่วโมง (จาก 0-100%)
-
รุ่น 710 (82.73 kWh): ประมาณ 12-13 ชั่วโมง (จาก 0-100%)
-
ระบบจัดการความร้อน (Thermal Management)
-
Intelligent Pulse Self-heating: ระบบนี้จะช่วย “วอร์ม” แบตเตอรี่ให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการชาร์จแบบด่วน ทำให้ความเร็วในการชาร์จเสถียร ไม่ตกลงง่ายๆ แม้ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด
การจ่ายไฟภายนอก (VTOL)
-
ความเร็วการจ่ายไฟ: สูงถึง 6 kW * ถือว่าสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป (ปกติ 3.3 kW) สามารถเสียบใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหนักๆ อย่างเตาปิ้งย่างไฟฟ้า, เครื่องชงกาแฟ หรือแอร์เคลื่อนที่พร้อมกันได้สบายๆ ครับ
ช่วงล่าง
โครงสร้างหลัก
- ช่วงล่างด้านหน้า: เป็นแบบ Double Ball Joint MacPherson Strut ซึ่งพัฒนาให้ดีกว่าแม็กเฟอร์สันสตรัททั่วไป ช่วยให้การควบคุมพวงมาลัยแม่นยำขึ้นและซับแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิม
- ช่วงล่างด้านหลัง: เป็นแบบ อิสระ Five-link (5 ลิงก์) ซึ่งเป็นสเปกที่มักอยู่ในรถยุโรปหรือรถระดับพรีเมียม ช่วยให้ล้อสัมผัสพื้นถนนได้เต็มที่ในทุกสภาพถนน เพิ่มความนุ่มนวลให้กับผู้โดยสารตอนหลัง
เทคโนโลยีอัจฉริยะ (ทีเด็ดของรุ่นนี้)
- ระบบ DiSus-C (云辇-C): เป็นระบบควบคุมหน่วงช่วงล่างอัจฉริยะที่สามารถปรับความหนืดของโช้คอัพได้แบบเรียลไทม์ตามสภาพถนน ถ้าเจอทางขรุขระจะปรับให้นุ่ม แต่ถ้าสาดโค้งจะปรับให้แข็งขึ้นเพื่อลดการโยนตัว
- Road Preview: ระบบนี้จะใช้เซนเซอร์สแกนพื้นผิวถนนด้านหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมของช่วงล่างให้ตอบสนองก่อนที่ล้อจะไปเหยียบจริง ๆ
- TBC (High-speed Blowout Stability Control): ระบบช่วยรักษาเสถียรภาพของรถหากเกิดเหตุการณ์ “ยางระเบิด” ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง เพื่อไม่ให้รถเสียอาการ
ระบบเบรกและการหยุดรถ
- ระบบเบรก: เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ โดยคู่หน้าเป็นแบบมีครีบระบายความร้อน (Ventilated Disc)
- Comfort Stop: มีระบบช่วยให้รถหยุดนิ่งได้อย่างนุ่มนวล ลดอาการ “หน้าทิ่ม” เวลาเบรกจนรถหยุดสนิท
การออกแบบภายนอกของ
ด้านหน้า: ดีไซน์ทรงพลังและล้ำสมัย (Front View)
-
กระจังหน้าแบบปิด (Closed Grille): เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้า 100% ด้านหน้าจึงเป็นแบบเรียบเพื่ออากาศพลศาสตร์ที่ดี พร้อม Active Air Intake Grille (กระจังหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ) เพื่อช่วยระบายความร้อนและลดแรงต้านลม
-
ไฟหน้า LED อัจฉริยะ: ชุดไฟหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยวแบบสามมิติ พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างขณะเลี้ยว (Cornering Light)
-
โลโก้เรืองแสง: มีไฟส่องสว่างที่โลโก้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความโดดเด่นในเวลากลางคืน
-
ฝากระโปรงหน้า: ออกแบบให้มีเส้นสายที่ดูมีมัดกล้ามเนื้อ และภายใต้ฝากระโปรงมี “Frunk” (ช่องเก็บของด้านหน้า) ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
ด้านข้าง: สไตล์สปอร์ต SUV (Side Profile)
-
รูปทรงตัวถัง: เป็นแบบ Fastback SUV ที่มีแนวหลังคาลาดเทไปด้านหลังเล็กน้อย ให้ความรู้สึกกึ่งสปอร์ตคูเป้
-
มือจับประตูแบบกึ่งซ่อน (Half-hidden Door Handles): ออกแบบมาเพื่อลดแรงต้านอากาศแต่ยังคงใช้งานได้สะดวกและทนทาน
-
เส้นสาย “Sea Wave”: เส้นเอวข้างรถมีความพริ้วไหวเหมือนเกลียวคลื่น ช่วยให้รถดูมีมิติและไม่ดูทึบตัน
-
ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว: มีให้เลือก 2 ลายคือ แบบ Multi-spoke (เน้นความหรูหรา) และแบบ Low Drag (เน้นการประหยัดพลังงาน)
-
ราวหลังคา (Roof Rails): ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานสำหรับการขนสัมภาระเพิ่มเติม
ด้านหลัง: ความหรูหราที่มาพร้อมความกว้างขวาง (Rear View)
-
ไฟท้าย LED แบบพาดยาว (Through-type): ดีไซน์เป็นเส้นเดียวเชื่อมต่อกันทั้งสองฝั่ง พร้อมลวดลายภายในที่ดูคล้ายเกลียวคลื่น (Wave pattern)
-
ไฟเลี้ยว Dynamic: ไฟเลี้ยวด้านหลังเป็นแบบวิ่ง (Sequential) ดูล้ำสมัย
-
ฝาท้ายไฟฟ้า (Electric Tailgate): เปิด-ปิดสะดวกด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมตำแหน่งป้ายทะเบียนที่วางไว้พอดีกับระดับสายตา
-
สปอยเลอร์หลัง: ออกแบบให้รวมเป็นส่วนหนึ่งกับแนวหลังคา ช่วยเรื่องการทรงตัวในความเร็วสูง
อุปกรณ์ภายนอกเสริมความหรูหรา
-
หลังคาพาโนรามิก (Panoramic Sunroof): เป็นกระจกบานใหญ่เต็มบาน พร้อม ม่านบังแดดไฟฟ้า ที่สามารถเปิด-ปิดได้ (หลายรุ่นคู่แข่งจะไม่มีม่านมาให้)
-
ระบบไฟ Welcome Light: มีไฟส่องสว่างที่กระจกมองข้างลงมาที่พื้น (Puddle Light) และไฟส่องสว่างที่มือจับประตู เพิ่มความหรูหราตอนเดินเข้าหารถ
-
สีตัวถังใหม่: รุ่นปี 2026 มีการเปิดตัวสีใหม่ “Glittering Silver” ซึ่งเป็นสีเงินเหลือบเงาที่ดูแพงและรักษาง่าย
การออกแบบภายในห้องโดยสาร
การออกแบบและบรรยากาศภายใน (Interior Design)
-
คอนเซปต์: เน้นเส้นสายที่โค้งมนและลื่นไหลเหมือนเกลียวคลื่น มีการใช้วัสดุบุนุ่ม (Soft-touch) ทั่วทั้งคัน
-
โทนสีใหม่: รุ่นปี 2026 เพิ่มสีภายในใหม่คือ สีน้ำเงินมืด (Twilight Blue ) และ สีเทา (Sea Rhythm Gray ) ให้ความรู้สึกสุขุมและพรีเมียม
-
ดีไซน์คอนโซล: แผงคอนโซลหน้าดูสะอาดตาด้วยช่องแอร์ที่ออกแบบให้กลืนไปกับเส้นแนวนอน และใช้ คันเกียร์ไฟฟ้าแบบติดตั้งที่คอพวงมาลัย (Column Shifter) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของบริเวณคอนโซลกลาง
เบาะนั่งและความสบาย (Seating & Comfort)
เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ หุ้มด้วยหนังคุณภาพสูง:
-
เบาะหน้า: * การปรับไฟฟ้า: ฝั่งคนขับปรับได้สูงสุด 8 ทิศทาง และฝั่งผู้โดยสาร 4 ทิศทาง (ในรุ่นท็อป)
-
ฟังก์ชันเสริม: มีระบบ ระบายอากาศ (Ventilation), อุ่นเบาะ (Heating) และ ระบบนวด (Massage) พร้อมหน่วยความจำตำแหน่งเบาะ (Memory Seat)
-
พิเศษ: เพิ่ม ที่รองขา (Leg Rest) สำหรับเบาะผู้โดยสารตอนหน้า ช่วยให้นั่งสบายเหมือนนอนบนโซฟา
-
-
เบาะหลัง: * สามารถปรับองศาพนักพิงได้ และแยกพับได้แบบ 40:60
-
มีที่วางแขนกลางพร้อมที่วางแก้วคู่ และจุดยึดเบาะเด็ก ISO-FIX
-
สิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ (Convenience)
-
ตู้เย็นอัจฉริยะ: อยู่บริเวณที่วางแขนคอนโซลกลาง สามารถปรับได้ทั้ง ทำความเย็นและอุ่นร้อน (มีในรุ่น Flagship)
-
ระบบน้ำหอมอัจฉริยะ: สามารถเลือกกลิ่นได้หลากหลายตามอารมณ์การขับขี่
-
การชาร์จไร้สาย: แท่นชาร์จมือถือแบบไร้สายกำลังไฟสูง 50W พร้อมระบบระบายอากาศไม่ให้เครื่องร้อน
-
หลังคา: พาโนรามิกซันรูฟ ขนาดใหญ่ พร้อม ม่านบังแดดไฟฟ้า (เปิด-ปิดผ่านคำสั่งเสียงได้)
-
ความเงียบ: ใช้กระจกกันเสียงสองชั้น (Double-layer Acoustic Glass) ที่คู่หน้า ช่วยตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีเยี่ยม
ระบบบันเทิงและเทคโนโลยี (Infotainment)
-
หน้าจอกลาง: จอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว ที่สามารถหมุนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน (Rotating Pad) รันบนระบบปฏิบัติการ DiLink 100/150
-
หน้าจอผู้ขับขี่: มาตรวัด Full LCD ขนาด 10.25 นิ้ว
-
HUD (Head-Up Display): หน้าจอสะท้อนกระจกขนาดใหญ่ถึง 26 นิ้ว (W-HUD) แสดงข้อมูลการขับขี่และแผนที่โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
-
เครื่องเสียง: รุ่นท็อปมาพร้อมลำโพงแบรนด์ระดับโลก Dynaudio ที่ให้มิติเสียงรอบทิศทาง
-
โหมดพิเศษ: มีโหมดแคมป์ปิ้ง (Camping), โหมดเด็ก (Baby), และโหมดล้างรถ (Car Wash) ซึ่งจะปรับการทำงานของแอร์และหน้าจอให้เหมาะสมอัตโนมัติ
-
การเชื่อมต่อ: รองรับ 5G, Apple CarPlay, Android Auto และระบบสั่งงานด้วยเสียง 4 โซน (คนนั่งตรงไหนสั่งก็ได้ยิน)
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีการขับขี่ของ BYD Sea Lion 06EV (2026)
ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (DiPilot Suite)
แบ่งออกเป็น 2 ระดับตามรุ่นย่อยที่คุณเลือก
-
DiPilot 100 (รุ่นมาตรฐาน): ให้การขับขี่อัตโนมัติระดับ L2+ ประกอบด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC), ระบบประคองรถให้อยู่ในเลน (LCC), และระบบเบรกฉุกเฉิน (AEB) ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
-
DiPilot 300 “Eye of the Gods B” (รุ่นท็อปติดตั้ง LiDAR):
-
CNOA (City Navigation on Autopilot): ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติในเมือง (เลี้ยวตามทางแยก, เลี่ยงสิ่งกีดขวาง)
-
HNOA (High-speed Navigation on Autopilot): ระบบช่วยขับขี่บนทางหลวงแบบอัจฉริยะ
-
AVP (Automated Valet Parking): ระบบจอดรถด้วยตนเองโดยที่คนขับไม่ต้องอยู่ในรถ
-
LiDAR: เซนเซอร์แสงเลเซอร์ช่วยให้รถตรวจจับวัตถุได้แม่นยำกว่ากล้องทั่วไป โดยเฉพาะในสภาพอากาศเลวร้ายหรือตอนกลางคืน
-
เทคโนโลยีควบคุมตัวถังและช่วงล่าง (Active Control)
-
Cloud-C (DiSus-C) Intelligent Damping: ระบบควบคุมโช้คอัพแบบไฟฟ้าที่ปรับความหนืดได้อัตโนมัติ เพิ่มความนุ่มนวลเวลาเจอหลุม และเพิ่มความหนึบเวลาเข้าโค้ง
-
Road Preview: ระบบสแกนพื้นผิวถนนด้านหน้าด้วยกล้องอัจฉริยะ เพื่อเตรียมปรับช่วงล่างรอรับแรงกระแทกก่อนที่ล้อจะไปถึง (เช่น เวลาจะขึ้นเนินลูกระนาด)
Advertisement Advertisement -
TBC (High-speed Tire Blowout Stability): ระบบช่วยคุมเสถียรภาพเมื่อ “ยางระเบิด” ที่ความเร็วสูง (สูงสุด 140 กม./ชม.) โดยระบบจะเข้าควบคุมเบรกและมอเตอร์เพื่อลดการส่ายของรถให้อยู่ในระยะไม่เกิน 0.75 เมตร
ระบบเบรกและควบคุมการทรงตัว
-
ระบบเบรกอัจฉริยะ: ประกอบด้วยระบบช่วยเบรกไฮดรอลิก, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HHC), และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC)
-
Comfort Stop: ช่วยให้การหยุดรถนิ่งสนิทเป็นไปอย่างนุ่มนวล ลดอาการหน้าทิ่ม
-
ระบบตรวจวัดลมยาง: แสดงผลความดันลมยางแบบดิจิทัลแยกรายล้อ (Direct TPMS)
ความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety)
อัดแน่นด้วยเซนเซอร์รอบคันเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ:
-
AEB (Automatic Emergency Braking): ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (ตรวจจับได้ทั้งรถ, คนเดินถนน และจักรยาน)
-
FCW / RCW: ระบบเตือนการชนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
-
FCTA / RCTA: ระบบเตือนและช่วยเบรกเมื่อมีรถตัดหน้าหรือตัดท้ายขณะถอย
-
BSD (Blind Spot Detection): ระบบเตือนมุมอับสายตา
-
DOW (Door Open Warning): ระบบเตือนเมื่อมีรถหรือจักรยานสวนมาขณะกำลังจะเปิดประตู
โครงสร้างและความปลอดภัยเชิงพาณิชย์ (Passive Safety)
-
CTB (Cell-to-Body) Technology: แบตเตอรี่ถูกออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรถ (Sandwich Structure) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงจากการบิดตัวของตัวถังได้มหาศาล
-
ถุงลมนิรภัยครบครัน: มีทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้างคู่หน้า, ม่านถุงลมนิรภัยยาวตลอดแนว และที่สำคัญคือ ถุงลมนิรภัยระหว่างเบาะหน้า (Far-side Airbag) เพื่อป้องกันคนขับและผู้โดยสารกระแทกกันเอง
-
Sentry Mode (哨兵模式): ระบบเฝ้าระวังรอบรถขณะจอด โดยจะบันทึกวิดีโอทันทีหากมีคนมาใกล้หรือกระทบรถ
เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการขับขี่
-
W-HUD 26 นิ้ว: หน้าจอสะท้อนกระจกขนาดใหญ่ที่รวมเอาระบบนำทางและสถานะ ADAS มาแสดงผลเสมือนลอยอยู่บนถนน
-
Driver Monitoring System: ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าและการเสียสมาธิของคนขับผ่านกล้องภายในรถ
-
AFL (Adaptive Front-lighting): ระบบไฟหน้าอัจฉริยะ ปรับลำแสงหลบหลีกรถสวนทางเพื่อไม่ให้แยงตาเพื่อนร่วมทาง



