จีนออกกฏ เข้มมาตรฐาน EREV : ต้องทนทานใช้จริงกว่า 300,000 กม. Start-Stop 100,000 รอบ ลดเสียงรบกวน เริ่ม 1 พ.ย.2026


อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนก้าวไปอีกขั้น เมื่อมีการประกาศปรับปรุงมาตรฐานอุตสาหกรรมแห่งชาติสำหรับ “ระบบขยายระยะทาง” (Range Extender) ในรถยนต์ไฟฟ้าประเภท EREV (Range-Extended Electric Vehicle) ซึ่งเป็นการยกเครื่องกรอบการทำงานเดิมที่ใช้มานานกว่า 8 ปี โดยมาตรฐานใหม่นี้จะมุ่งเน้นไปที่ข้อกำหนดทางเทคนิคและกระบวนการทดสอบที่ละเอียดและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
มาตรฐานใหม่นี้ใช้รหัส QC/T1086-2026 และจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 ตัวมาตรฐานได้กำหนดเป้าหมายประสิทธิภาพที่วัดผลได้ในเชิงปริมาณ (Quantified Performance Targets) ครอบคลุมทั้งความแม่นยำในการควบคุมกำลังไฟฟ้า, การเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC), ประสิทธิภาพด้านเสียงและความสั่นสะเทือน (NVH) รวมถึงความทนทานในการใช้งานระยะยาว ตามรายงานจากสำนักข่าว CNR
จากเกณฑ์กว้างๆ สู่ตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง (Measurable Targets)
หากย้อนกลับไปในมาตรฐานเวอร์ชันปี 2017 ข้อกำหนดส่วนใหญ่ยังพึ่งพาเกณฑ์เชิงคุณภาพ (Qualitative) และให้ผู้ผลิตแต่ละรายกำหนดสเปกขึ้นมาเอง แต่ในเวอร์ชัน 2026 นี้ ได้เปลี่ยนข้อบัญญัติเหล่านั้นให้กลายเป็น “เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพที่จับต้องได้”
เกณฑ์ความแม่นยำในการควบคุมกำลังของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator Power Control)
- ระบบที่มีกำลังขับ 50 kW หรือต่ำกว่า: ต้องควบคุมกำลังไฟให้อยู่ในสัดส่วนความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ±1.5 kW
- ระบบที่มีกำลังขับสูงกว่า 50 kW: ต้องรักษาความแม่นยำของกำลังไฟให้อยู่ในเกณฑ์ ±3%
ข้อมูลจากคณะผู้ร่างมาตรฐาน: เกณฑ์ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตจริงจากผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์รายใหญ่ในตลาด โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานให้ซัพพลายเออร์กระแสหลักสามารถทำได้จริง ในขณะเดียวกันก็ช่วยคัดกรองระบบที่ด้อยประสิทธิภาพออกจากตลาดไปในตัว
นอกจากนี้ ขอบเขตของมาตรฐานที่ปรับปรุงใหม่ยังครอบคลุมถึง “ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแบบบูรณาการ” (Integrated Electric Drive Systems) ซึ่งรวมฟังก์ชันการผลิตไฟฟ้าและการขับเคลื่อนเข้าไว้ด้วยกันในชุดส่งกำลังเดียว สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการรวมระบบขับเคลื่อน (Powertrain Integration) ให้มีขนาดเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ยกระดับมาตรฐานความนุ่มนวลและการป้องกันสัญญาณรบกวน (EMC & NVH)
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มข้อกำหนดการทดสอบเฉพาะสำหรับ EMC (Electromagnetic Compatibility) และ NVH (Noise, Vibration, and Harshness)
ในยุคแรกเริ่ม ตัวขยายระยะทาง (Range Extender) ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องปั่นไฟสำรองบนรถที่จะทำงานเฉพาะตอนที่แบตเตอรี่หมดเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ระบบนี้ได้กลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญในระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management) ที่ต้องทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดกับทั้งแบตเตอรี่แพ็ค, มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมของตัวรถ
การเติบโตของรถยนต์กลุ่มพรีเมียม (Premium EREV)
เราจะเห็นเทรนด์การผสมผสานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างชัดเจนในรถยนต์ High-performance EREV และ Hybrid SUV รุ่นใหม่ๆ ที่กำลังบุกตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น:
- Aito M9 (จาก HIMA): ยานยนต์ระดับลักชัวรีที่พกพละกำลังสูงสุดมาถึง 890 แรงม้า
- IM Motors LS8 EREV: โดดเด่นด้วยระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน (CLTC) สูงถึง 430 กิโลเมตร
- Zeekr 9X & 8X (จาก Geely): ตัวรุกตลาดโลกที่น่าจับตา โดยรุ่น Zeekr 9X สามารถทำยอดส่งมอบทะลุ 50,000 คันได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังเปิดตัว และเตรียมส่งออกไปยังตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และยุโรป ส่วนรุ่น Zeekr 8X มีกำหนดการจะเริ่มบุกตลาดต่างประเทศในช่วงปลายปี 2026 นี้
รถยนต์รุ่นใหม่เหล่านี้ให้ความสำคัญกับความนุ่มนวลในการขับขี่ (Refinement) การป้องกันสัญญาณรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้า ความทนทาน และการรวมระบบขับเคลื่อนที่เหนือกว่ารถยนต์ระบบ Range Extender ยุคเก่าอย่างสิ้นเชิง มาตรฐานใหม่นี้จึงเท่ากับเป็นการบังคับให้การทดสอบ EMC, การลดแรงสั่นสะเทือน และการจัดการเสียงรบกวน กลายเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ (Baseline) ที่ทุกแบรนด์ต้องผ่านในการประเมินทางเทคนิค
บททดสอบความทนทานที่จำลองจากการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
มาตรฐานฉบับนี้สร้างความตื่นตัวในอุตสาหกรรมด้วยการกำหนดเกณฑ์ชี้วัดความทนทานขั้นสูง 2 รายการหลัก ได้แก่
- การทดสอบแรงบิดและภาระกรรมสลับไปมา (Alternating-Load Test) ยาวนานต่อเนื่อง 750 ชั่วโมง
- การทดสอบระบบสตาร์ท-หยุดเครื่องยนต์ (Start-Stop Test) มากถึง 100,000 รอบ
ผู้ร่วมร่างมาตรฐานเปิดเผยว่า เกณฑ์การทดสอบนี้พัฒนาขึ้นจากการเก็บข้อมูลการขับขี่จริงในชีวิตประจำวันและการใช้แบบจำลองความเสียหายสะสม (Damage-Equivalence Modelling) แทนที่จะลอกเลียนแบบมาตรฐานสากลที่มีอยู่เดิม โดยกระบวนการทดสอบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ จำลองการใช้งานจริงที่ระยะทางประมาณ 300,000 กิโลเมตร รวมถึงการจำลองสถานการณ์รถติดในเมืองหลวง ซึ่งเครื่องยนต์ต้องสตาร์ทและดับลงบ่อยครั้ง
การตั้งเกณฑ์ที่สูงขนาดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในมุมมองของภาครัฐและอุตสาหกรรม จีนคาดหวังให้รถยนต์ EREV ทำหน้าที่เป็นรถยนต์คันหลักสำหรับการใช้งานในระยะยาว ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางผ่าน (Transitional Technology) อีกต่อไป
ตลาดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือแรงขับเคลื่อนในการเปลี่ยนมาตรฐาน
ช่วงเวลาในการประกาศใช้มาตรฐานใหม่นี้สอดรับกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาด EREV ในประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยสถิติยอดขายรถยนต์ EREV ในประเทศจีนระบุว่า:
- ปี 2024: ยอดขายทะลุ 1,000,000 คัน
- ปี 2025: ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเกินกว่า 1,200,000 คัน
ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต่างพากันขยายไลน์ผลิตภัณฑ์กลุ่ม EREV อย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น Seres, Li Auto, Deepal และ Leapmotor ขณะเดียวกัน รถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง Aito M9 ก็ช่วยพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนี้สามารถครองใจผู้ซื้อในเซกเมนต์ราคาสูงได้ โดยข้อมูลจาก China EV DataTracker เผยยอดขายในจีนของ Aito M9 ในช่วงต้นปี 2026 ดังนี้:
- กุมภาพันธ์ 2026: ยอดขาย 3,085 คัน
- มีนาคม 2026: ยอดขาย 2,982 คัน
- เมษายน 2026: ยอดขายเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ 3,382 คัน
สรุปสาระสำคัญ การปฏิวัติมาตรฐานระบบ Range Extender (QC/T1086-2026) ของจีน
ประเทศจีนประกาศใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมแห่งชาติฉบับใหม่ QC/T1086-2026 (เริ่มบังคับใช้ 1 พฤศจิกายน 2026) เพื่อควบคุมและยกระดับเทคโนโลยีระบบขยายระยะทาง (Range Extender) ในรถยนต์ไฟฟ้าแบบ EREV แทนที่มาตรฐานเดิมที่ใช้มานานกว่า 8 ปี โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองดังนี้:
- เปลี่ยนเกณฑ์กว้างๆ ให้กลายเป็นตัวเลขที่วัดผลได้จริง: มาตรฐานใหม่บังคับใช้เกณฑ์เชิงปริมาณที่เข้มงวด เช่น ระบบกำเนิดไฟฟ้าที่ต่ำกว่า 50 kW ต้องมีค่าความคลาดเคลื่อนของกำลังไฟไม่เกิน ±1.5 kW และระบบที่สูงกว่า 50 kW ต้องไม่เกิน ±3% เพื่อคัดกรองซัพพลายเออร์ที่ด้อยประสิทธิภาพออกจากตลาด
- เพิ่มข้อกำหนดด้าน EMC และ NVH เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ: บังคับให้ระบบต้องผ่านการทดสอบการเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) รวมถึงการจัดการเสียงและความสั่นสะเทือน (NVH) รองรับเทรนด์รถยนต์ EREV พรีเมียมรุ่นใหม่ๆ (เช่น Aito M9, Zeekr 9X, IM Motors LS8) ที่เน้นความเงียบและความนุ่มนวลในการขับขี่
- บททดสอบความทนทานจำลองการใช้งานจริง 300,000 กม. กำหนดเกณฑ์ทดสอบสุดโหดด้วยการทดสอบภาระกรรมสลับไปมา (Alternating-Load) 750 ชั่วโมง และการทดสอบระบบสตาร์ท-หยุด (Start-Stop) ถึง 100,000 รอบ เพื่อจำลองการใช้งานในเมืองหลวงที่จราจรติดขัด
- เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีหลักเพื่อการส่งออก: มาตรฐานที่สูงขึ้นนี้สะท้อนว่า จีนไม่ได้มอง EREV เป็นเพียงเทคโนโลยีทางผ่านระยะสั้นอีกต่อไป แต่มองเป็นระบบขับเคลื่อนหลักที่พร้อมใช้งานระยะยาว และรองรับการส่งออกรถยนต์แบรนด์จีนไปบุกตลาดโลก เช่น ยุโรปและตะวันออกกลาง
- ตลาดเติบโตอย่างก้าวกระโดด: ยอดขายรถ EREV ในจีนเติบโตจาก 1 ล้านคันในปี 2024 สู่มากกว่า 1.2 ล้านคันในปี 2025 โดยมีแบรนด์ใหญ่ เช่น Seres, Li Auto, Deepal และ Leapmotor เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

