Ford Fathom กระบะไฟฟ้าราคาถูกมาแล้ว! เริ่มไม่ถึง 1 ล้านบาทในสหรัฐฯ เปิดตัวปี 2027 บนแพลตฟอร์ม EV ใหม่

Ford เดินหน้าเขย่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง หลังยืนยันชื่ออย่างเป็นทางการของรถกระบะไฟฟ้าขนาดกลางรุ่นใหม่ว่า Ford Fathom ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถกระบะ EV ราคาจับต้องได้ และมีกำหนดเริ่มทำตลาดในปี 2027

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือราคาเริ่มต้นที่ Ford ประกาศไว้เพียง 29,945 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมค่าจัดส่งปลายทางหรือ Destination Fee จำนวน 1,595 ดอลลาร์แล้ว เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 33.13 บาท ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 992,078 บาท หรือราว 9.92 แสนบาท เท่านั้น

แน่นอนว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการแปลงค่าเงินโดยตรงจากราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ ยังไม่ใช่ราคาหากนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

Ford Fathom คืออะไร?

Ford Fathom จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มไฟฟ้ารุ่นใหม่ของบริษัทที่เรียกว่า Ford Universal EV Platform แพลตฟอร์มนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดโดยเฉพาะ และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรถกระบะเท่านั้น

Ford วางแผนจะนำสถาปัตยกรรมดังกล่าวไปใช้กับรถยนต์อีกหลายประเภทในอนาคต ทั้ง

  • รถกระบะไฟฟ้า
  • รถ SUV ไฟฟ้า
  • รถเพื่อการพาณิชย์
  • รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นราคาประหยัดในเซกเมนต์อื่น

เป้าหมายสำคัญคือการลดต้นทุนการผลิต พร้อมสร้างรถยนต์ที่พึ่งพาซอฟต์แวร์มากขึ้น หรือที่เรียกว่า Software-Defined Vehicle

ไม่ใช้ชื่อรุ่นเก่า แต่สร้างชื่อ “Fathom” ขึ้นมาใหม่

ในช่วงการพัฒนารถรุ่นนี้ Ford เคยพิจารณานำชื่อรุ่นคลาสสิกในอดีตกลับมาใช้ เช่นเดียวกับแนวทางที่บริษัทเคยนำชื่อ Mustang มาใช้กับ Mustang Mach-E อย่างไรก็ตาม Ford ตัดสินใจเลือกชื่อใหม่ทั้งหมด และลงตัวที่ชื่อ Fathom ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า Ford ต้องการสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดเจเนอเรชันถัดไป แทนที่จะพึ่งพาภาพจำจากรถยนต์รุ่นเดิมเพียงอย่างเดียว

ห้องโดยสารใหญ่กว่า Toyota RAV4

แม้จะเป็นรถกระบะขนาดกลาง แต่ Ford ระบุว่า Fathom จะให้ความสำคัญกับพื้นที่โดยสารอย่างมาก บริษัทอ้างว่าพื้นที่ภายในห้องโดยสารสำหรับผู้โดยสารจะมีมากกว่า Toyota RAV4 นั่นหมายความว่า Ford ไม่ได้ต้องการให้ Fathom เป็นเพียงรถกระบะเพื่อการใช้งาน แต่ยังพยายามทำให้รถรุ่นนี้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันและครอบครัวด้วย แนวคิดดังกล่าวถือว่าน่าสนใจ เพราะตลาดรถกระบะไฟฟ้าในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังมีราคาค่อนข้างสูง และหลายรุ่นเน้นสมรรถนะมากกว่าความประหยัด

เทคโนโลยีครบทั้ง OTA, Apple Maps และ BlueCruise

แม้ Ford Fathom จะถูกวางตำแหน่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด แต่บริษัทยืนยันว่าจะยังติดตั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่หลายรายการ หนึ่งในนั้นคือระบบเชื่อมต่อ Apple Maps Integration ซึ่งช่วยให้ระบบนำทางบน iPhone สามารถทำงานร่วมกับข้อมูลจากตัวรถได้ลึกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ OTA หรือ Over-the-Air Update รวมถึงระบบช่วยขับขี่แบบไม่ต้องจับพวงมาลัยในบางเงื่อนไขอย่าง Ford BlueCruise จุดนี้สะท้อนว่า Ford ต้องการลดต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์และกระบวนการผลิต แต่ไม่ได้ลดความสามารถด้านซอฟต์แวร์และระบบช่วยขับขี่ลงตามไปด้วย

กระบวนการผลิตใหม่ ลดต้นทุนครั้งใหญ่

Ford Fathom จะผลิตที่โรงงาน Louisville Assembly Plant ในรัฐ Kentucky ประเทศสหรัฐอเมริกา การผลิตมีกำหนดเริ่มขึ้นในปี 2027 หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการนี้คือกระบวนการผลิตแบบใหม่ ซึ่ง Ford ออกแบบมาให้มีความซับซ้อนน้อยลงกว่าสายการผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิม แทนที่จะประกอบรถทั้งคันไปตามสายการผลิตเดียว Ford จะผลิตตัวรถแยกออกเป็นส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนหน้า ตัวรถส่วนกลาง และส่วนท้าย จากนั้นจึงนำทั้ง 3 ส่วนมาประกอบรวมกันในขั้นตอนสุดท้าย Ford เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดจำนวนขั้นตอนการผลิต ลดชิ้นส่วนที่ซ้ำซ้อน และช่วยลดต้นทุนแรงงานและเวลาในการประกอบลงอย่างมีนัยสำคัญ

Ford ทุ่มเงินกว่า 1.65 แสนล้านบาท

Ford ให้ความสำคัญกับโครงการรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดนี้อย่างมาก โดยบริษัทลงทุนในโครงการและแพลตฟอร์มใหม่รวมประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยน 33.13 บาทต่อดอลลาร์ จะมีมูลค่าประมาณ 165,650 ล้านบาท เงินลงทุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์ม โรงงาน ระบบการผลิต และรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต เหตุผลสำคัญคือ Ford ต้องการลดช่องว่างด้านต้นทุนระหว่างผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐฯ กับคู่แข่งจากประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาต่ำกว่าได้อย่างมาก

Ford ต้องการสู้รถ EV จีนด้วย “ต้นทุน”

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้าสู่การแข่งขันด้านราคาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ผลิตจากจีนที่สามารถนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอุปกรณ์สูงในราคาต่ำกว่าค่ายรถยนต์ตะวันตกจำนวนมาก Ford จึงมองว่าการแข่งขันในอนาคตไม่สามารถใช้เพียงชื่อแบรนด์หรือสมรรถนะเป็นจุดขายได้อีกต่อไป

บริษัทต้องลดต้นทุนตั้งแต่แพลตฟอร์ม การผลิต แบตเตอรี่ ไปจนถึงระบบซอฟต์แวร์ Ford Fathom จึงถือเป็นหนึ่งในโครงการที่สำคัญที่สุดของบริษัทในการพิสูจน์ว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากสหรัฐฯ ยังสามารถสร้างรถ EV ที่มีราคาจับต้องได้และแข่งขันกับรถจีนได้หรือไม่

ยังไม่เปิดสเปกแบตเตอรี่และระยะทางวิ่ง

ปัจจุบัน Ford ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคของ Fathom ทั้งหมด

ข้อมูลที่ยังต้องรอประกาศเพิ่มเติม ได้แก่

  • ความจุแบตเตอรี่
  • ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ
  • กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า
  • ระบบขับเคลื่อน RWD หรือ AWD
  • อัตราเร่ง
  • ความเร็วในการชาร์จ DC
  • น้ำหนักบรรทุก
  • ความสามารถในการลากจูง
  • จำนวนรุ่นย่อย

รวมถึงดีไซน์ตัวถังเวอร์ชันผลิตจริง ซึ่งคาดว่าจะทยอยเปิดเผยมากขึ้นในช่วงใกล้เปิดตัว

ราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท อาจเป็นจุดเปลี่ยนตลาดกระบะ EV

หาก Ford สามารถรักษาราคาเริ่มต้น 29,945 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 992,000 บาท ได้จริง Fathom จะกลายเป็นหนึ่งในรถกระบะไฟฟ้าที่มีราคาต่ำที่สุดในตลาดสหรัฐฯ

เมื่อเทียบกับรถกระบะไฟฟ้ารุ่นปัจจุบันที่จำนวนมากมีราคาเกิน 40,000–50,000 ดอลลาร์ Fathom อาจเปิดตลาดใหม่ให้กับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาใช้ EV แต่ยังไม่พร้อมจ่ายเงินระดับรถไฟฟ้าราคาแพง

ดังนั้น Ford Fathom จึงไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของยุทธศาสตร์ EV รุ่นถัดไปของ Ford หากแพลตฟอร์ม Universal EV ประสบความสำเร็จ เราอาจได้เห็นทั้ง SUV และรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดจาก Ford ตามออกมาอีกหลายรุ่นในช่วงหลังปี 2027

MOTOR1

Advertisement Advertisement

Small Decisions, Big EV Gains แอโรไดนามิกคือกุญแจ “ทั้งระยะทางวิ่งและต้นทุน”

ฟอร์ดให้ตัวอย่างที่ชัดมากว่า แม้เพียง เพิ่มความสูงหลังคา 1.0 มม. ก็อาจทำให้ ต้นทุนแบตเพิ่ม 1.30 ดอลลาร์ หรือ 40 บาท หรือทำให้ระยะทางวิ่งลดลงประมาณ 0.055 ไมล์ เมื่อมองเป็น “การผลิตจำนวนมาก” ตัวเลขเล็ก ๆ แบบนี้สะสมกลายเป็นต้นทุนระดับมหาศาลได้ทันที

1) เส้นหลังคาแบบ “Teardrop” ช่วยให้ลมข้ามกระบะท้าย

แทนที่จะออกแบบให้ลมปะทะแล้วปั่นป่วนเหนือพื้นที่กระบะท้าย ฟอร์ดออกแบบเส้นหลังคาให้บังคับทิศทางลมความเร็วสูง เป็นรูปทรง หยดน้ำ (teardrop shape) เหนือกระบะ เพื่อให้ลม ไหลข้ามไปอย่างต่อเนื่อง ลดแรงต้านและลดการสูญเสียพลังงานที่ไม่จำเป็น

2) ใต้ท้องรถ: “รูน็อตตื้นลง” เพื่อการไหลของอากาศที่เนียนขึ้น

รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างความลึกของรูน็อตใต้ท้องรถมีผลต่อการเกิดแรงปั่นป่วน ฟอร์ดทำให้รูน็อต ตื้นลง ช่วยให้ลมไหลผ่านใต้ท้องรถได้มีประสิทธิภาพขึ้น รวมถึงช่วยให้ลมไหลรอบยางและช่วงล่างดีขึ้น

3) จัดการ “Tire Wake”: บังคับลมจากล้อหน้าไปล้อหลัง เพิ่มได้อีก 4.5 ไมล์

ฟอร์ดออกแบบให้กระแสลมที่เกิดจากล้อหน้า (front tire wake) ถูกชี้นำให้ไปยังล้อหลัง
เสมือนเป็นการ “บัง” ล้อหลังจากลมความเร็วสูง ช่วยให้ล้อหลังถูก “ซ่อน” จากการปั่นป่วนของอากาศ
และทำให้ได้ระยะทางเพิ่มขึ้นอีก 4.5 ไมล์ ตามที่ฟอร์ดระบุ

4) ชุดขับเคลื่อนวางต่ำ ลดมุมเพลา ลดแรงเสียดทาน

ฟอร์ดพยายามวาง drive unit ให้ต่ำที่สุด พร้อมออกแบบเคสมอเตอร์เพื่อลดการเกิดกระแสลมปั่นป่วน การวางต่ำยังช่วยลดมุมของ half-shafts และลดแรงเสียดทานที่ข้อต่อ ทำให้สูญเสียพลังงานน้อยลง

5) กระจกมองข้างเล็กลง 20% เพิ่มระยะได้อีก 1.5 ไมล์

ฟอร์ดลดขนาดกระจกมองข้างลง 20% ด้วยการรวมกลไกปรับกระจกและกลไกพับกระจกให้เป็นหน่วยเดียว ทำให้ทั้งชุดกระจก “ขยับไปยังมุมมองที่เหมาะสม” ได้โดยตรง การลดพื้นที่ปะทะลมช่วยเพิ่มระยะทางได้อีก 1.5 ไมล์ หรือ 2.4 กม.

เมื่อรวมการปรับปรุงเล็ก ๆ จำนวนมาก ฟอร์ดระบุว่ารถกระบะไฟฟ้ารุ่นนี้มี ประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ดีกว่ารถกระบะที่ขายอยู่ในปัจจุบันมากกว่า 15% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญมากสำหรับรถกระบะ (เพราะรูปทรงโดยธรรมชาติไม่เอื้อต่อการต้านลมต่ำเท่ารถเก๋งหรือครอสโอเวอร์)

Battery Magic: แบต LFP ปริซึม + แบต 400V + ระบบไฟ 48V และการ “รวมชิ้นส่วน” เพื่อลดสายไฟ

ก่อนหน้านี้ฟอร์ดเผยแล้วว่ารถจะใช้แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) แบบ Prismatic และแบตทำหน้าที่เป็น ส่วนโครงสร้างและพื้นรถ ไปในตัว ล่าสุดทราบเพิ่มว่า
รถจะใช้ระบบแบต 400 โวลต์ และทำงานบนระบบไฟ 48 โวลต์

แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขระยะทางวิ่ง (range) อย่างเป็นทางการ แต่ฟอร์ดบอกว่ากำลังพัฒนาระบบชาร์จและ ecosystem การชาร์จ ภายในบริษัท (in-house) พร้อมบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อ “ลดจำนวนชิ้นส่วนและสายไฟ” ซึ่งเป็นอีกจุดที่ลดต้นทุนและเพิ่มความน่าเชื่อถือในระยะยาว

แผงวงจรรุ่นใหม่: รวม Low-voltage + High-voltage + Thermal Sensing เป็นชิ้นเดียว

ฟอร์ดออกแบบแผงวงจรใหม่ที่รวมระบบไฟแรงต่ำ ระบบไฟแรงสูง และการตรวจวัดอุณหภูมิไว้ในชิ้นส่วนเดียว แปลว่าแทนที่จะมีหลายโมดูล/หลายปลั๊ก/หลายชุดสายไฟ ก็ ยุบให้เหลือชิ้นเดียว ช่วยลดต้นทุนวัสดุ ลดความซับซ้อนในการประกอบ และลดโอกาสเกิดปัญหาจุกจิกจากข้อต่อและสายไฟจำนวนมาก

Zonal Architecture ลดจำนวนกล่องควบคุม และทำให้ชุดสายไฟสั้นลง 4,000 ฟุต หรือ 1,200 เมตร

อีกประเด็นใหญ่คือการย้ายไปสู่สถาปัตยกรรมไฟฟ้าแบบ Zonal Architecture ซึ่งแนวคิดคือ “จัดระบบควบคุมเป็นโซน” แทนการกระจายกล่องควบคุม (control units/ECU) ไปทั่วรถแบบเดิม ส่งผลให้การเดินสายไฟทั้งคันถูกทำให้สั้นลงและเป็นระเบียบขึ้น

ฟอร์ดระบุว่าผลลัพธ์คือชุดสายไฟของรถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ สั้นลงถึง 4,000 ฟุต เมื่อเทียบกับชุดสายไฟของ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของฟอร์ด นี่คือการ “ลดต้นทุน + ลดน้ำหนัก + ลดจุดเสี่ยง” ไปพร้อมกัน เพราะสายไฟยิ่งยาว ยิ่งหนัก และยิ่งมีโอกาสเกิดปัญหาจากการสั่นสะเทือน ความร้อน หรือการเชื่อมต่อในระยะยาว

ทำไม “ราคาเริ่ม 30,000 ดอลลาร์” ถึงยังเป็นคำถามใหญ่ (แต่ฟอร์ดกำลังพยายามจริง)

ราคาเป้าหมายระดับ 30,000 ดอลลาร์สำหรับรถกระบะไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ ฟังดู “ท้าทายมาก” แต่สิ่งที่ฟอร์ดเปิดเผยเป็นเหมือนการโชว์หลังบ้านว่า บริษัทกำลังไล่ “ความคุ้มค่า” แบบละเอียดถึงระดับ ชิ้นส่วนโครงสร้าง, รูน็อตใต้ท้องรถ, ขนาดกระจกมองข้าง, ตำแหน่งชุดขับเคลื่อน ไปจนถึง สถาปัตยกรรมไฟฟ้าทั้งระบบ

กล่าวให้ชัดคือ ฟอร์ดไม่ได้พยายามลดต้นทุนด้วยการ “ตัดออปชัน” อย่างเดียว แต่พยายามลดต้นทุนด้วยการ ลดความซับซ้อนตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว เพราะยิ่งชิ้นส่วนน้อย การประกอบง่ายขึ้น คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น และโอกาสเกิดปัญหาจากจุดเชื่อมต่อก็น้อยลงตามไปด้วย

สรุป กระบะไฟฟ้าปี 2027 ของ Ford คือ “โจทย์ราคาจับต้องได้” ที่แก้ด้วยวิศวกรรมทั้งคัน

แม้รายละเอียดสำคัญอย่าง “ระยะทางวิ่งจริง” จะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่แนวทางทั้งหมดสะท้อนว่า กระบะไฟฟ้ารุ่นนี้ถูกออกแบบเพื่อเป็น EV ที่ คุ้มค่า และ ผลิตได้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่โครงสร้างแบบ aluminum unicasting ไปจนถึงระบบไฟฟ้าแบบ zonal architecture รวมถึงการไล่เก็บรายละเอียดแอโรไดนามิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่า 15%

คำถามสุดท้ายคือ “ฟอร์ดจะทำราคาเริ่มราว 30,000 ดอลลาร์ได้จริงไหม” ซึ่งต้องรอคำตอบเมื่อถึงปี 2027 แต่จากข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาในตอนนี้อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่า ฟอร์ดกำลังพยายามอย่างจริงจัง ในการทำให้รถกระบะไฟฟ้าเป็นของที่คนทั่วไปเข้าถึงได้มากขึ้น

รุปกระบะไฟฟ้า Ford ราคาเริ่มราว 30,000 ดอลลาร์ (ขายปี 2027)

  • เปิดตัวขายปี 2027 ตั้งเป้าราคาเริ่มประมาณ 30,000 ดอลลาร์

  • ใช้แพลตฟอร์มใหม่ Universal Electric Vehicle Platform

  • สมรรถนะเคลมว่าเร็วระดับ Mustang EcoBoost และพื้นที่มากกว่า RAV4

 จุดเด่นด้านวิศวกรรมและต้นทุน

1) โครงสร้างแบบ Aluminum Unicasting

  • ลดชิ้นส่วนโครงสร้างจาก 146 ชิ้น (เทียบ Maverick) เหลือเพียง 2 ชิ้น

  • ลดความซับซ้อน น้ำหนัก และต้นทุนการผลิต

2) โฟกัสแอโรไดนามิกอย่างละเอียด

  • ปรับรูปทรงหลังคาให้ลมไหลแบบหยดน้ำ

  • จัดการกระแสลมล้อหน้า–หลัง เพิ่มระยะได้ 4.5 ไมล์

  • ลดขนาดกระจก 20% เพิ่มระยะอีก 1.5 ไมล์

  • ประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ดีกว่ากระบะทั่วไปกว่า 15%

3) ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่

  • แบตเตอรี่ LFP แบบปริซึม ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นรถ

  • ระบบแบต 400V + ระบบไฟ 48V

  • ใช้ Zonal Architecture ลดจำนวนกล่องควบคุม

  • ชุดสายไฟสั้นลงถึง 4,000 ฟุต เทียบ EV รุ่นแรกของ Ford

CARSCOOP