เปิดขายไทย 1,599,000 บาท Ford Ranger SUPER DUTY Double Cab V6 3.0 TURBO 4A-4WD ยอดจอง 150 คัน เพียง 4 วัน ตารางผ่อนดาวน์


กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 27 มีนาคม 2569 – ฟอร์ด ประเทศไทย สร้างกระแสในตลาดรถกระบะอีกครั้ง กับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ที่สุดแห่งรถกระบะ ที่ไม่เพียงสร้างนิยามใหม่ ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ!’ ให้กับตลาด แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับวงการรถกระบะไทยอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดราคาอย่างเป็นทางการที่ 1,599,000 บาท บาท และได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างล้นหลาม โดยมียอดจองสะสมแล้วกว่า 150 คัน ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าชาวไทยที่มีต่อสมรรถนะอันแข็งแกร่ง เทคโนโลยีล้ำสมัย และความคุ้มค่าในการใช้งานของรถกระบะฟอร์ด
“ฟอร์ดขอขอบคุณลูกค้าที่ให้ความสนใจฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ กระแสตอบรับที่แข็งแกร่งภายในงานครั้งนี้ สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ฟอร์ด และความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ของเราในตลาดรถกระบะเมืองไทย ฟอร์ดยังคงมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกมิติ” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว
ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ โดดเด่นด้วยสมรรถนะที่พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ รองรับทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์ การเดินทางผจญภัย และการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ด้วยความสามารถในการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม น้ำหนักรถรวมบรรทุกสูงสุด หรือ GVM (Gross Vehicle Mass) 4,500 กิโลกรัม และน้ำหนักรถรวมบรรทุกพร้อมลากจูงสูงสุด หรือ GCM (Gross Combine Mass) 8,000 กิโลกรัม ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการพละกำลังและความทนทานในระดับสูงสุด
ลูกค้าสามารถชมตัวจริงของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ และทัพรถยนต์ยอดนิยมของฟอร์ด พร้อมข้อเสนอสุดเร้าใจได้ที่บูธ A2 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน พ.ศ. 2569

Photo: James Lipman / jameslipman.com
Ford Ranger Super Duty เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ราคา 1,599,000 บาท
ราคาและการรับประกัน
- รุ่น Double Cab 4 ประตู: 1,599,000 บาท
- รุ่น Single Cab Chassis: (รอประกาศราคาอย่างเป็นทางการ)
- Warranty: 5 ปี หรือ 100,000 กม.
ข้อมูลทางเทคนิคและสมรรถนะ (Technical Specs)
เครื่องยนต์รุ่นนี้คือเครื่องยนต์ดีเซล V6 TDI ขนาด 3.0 ลิตร (2,993 ซีซี) พ่วงระบบเทอร์โบชาร์จ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งและพละกำลังที่ต่อเนื่อง
-
พละกำลังสูงสุด: 210 แรงม้า ที่ 3,250 รอบ/นาที
-
แรงบิดสูงสุด: 600 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที
-
การจูนเนอร์พิเศษ: สังเกตว่าแรงม้าถูกปรับลดลงจากเดิม (250 แรงม้า) ให้เหลือ 210 แรงม้า เพื่อแลกกับความทนทานและการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยมขึ้น เหมาะสำหรับการทำงานหนักต่อเนื่องยาวนานโดยเครื่องยนต์ไม่ล้าครับ
ระบบส่งกำลังและขับเคลื่อน
- เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ (SelectShift): ถูกปรับจูนซอฟต์แวร์ใหม่ให้ตอบสนองต่อการบรรทุกหนักและการลากจูงได้ฉลาดขึ้น
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (Full-Time 4A-4WD): มาพร้อม Transfer Case (ชุดเกียร์ส่งกำลัง) ดีไซน์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่า Ranger ทั่วไป เพื่อรองรับแรงบิดที่ต้องส่งไปยังล้อทั้ง 4 ตลอดเวลา
ความอึดและการใช้เชื้อเพลิง
- ถังน้ำมันยักษ์: เพิ่มความจุจาก 80 ลิตร เป็น 130 ลิตร ทำให้คุณวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง แม้จะเปิดระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไว้ตลอดเวลาก็ตาม
- มาตรฐานไอเสีย: รองรับมาตรฐาน EURO 6 (มาพร้อมระบบ DPF) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดและสะอาด
- น้ำมันเชื้อเพลิง: รองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง B20 ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับสายวิ่งงานได้ดีครับ
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ
-
Normal (ทั่วไป)
-
ECO (ประหยัด)
-
Tow-Haul (ลากจูง/บรรทุก) – ไฮไลต์ของรุ่นนี้
-
Slippery (ถนนลื่น)
-
Mud-Ruts (โคลน/ร่อง)
-
Sand (ทราย)
-
Rock Crawl (ไต่หิน)
ตารางเปรียบเทียบมิติตัวถัง (Dimensions)
| หัวข้อ | Ranger SUPER DUTY | Ranger Wildtrak | ส่วนต่าง |
| ความยาว | 5,447 มม. | 5,370 มม. | +77 มม. |
| ความกว้าง | 2,035 มม. | 1,918 มม. | +117 มม. |
| ความสูง | 1,975 มม. | 1,884 มม. | +91 มม. |
| ระยะฐานล้อ | 3,270 มม. | 3,270 มม. | เท่ากัน |
| ระยะห่างล้อ (Track) | 1,710 มม. | 1,610 มม. | +100 มม. |
| ระยะต่ำสุดถึงพื้น | 296 มม. | 234 มม. | +62 มม. |
ช่วงล่างของ Ford Ranger SUPER DUTY ไม่ใช่แค่การเอา Ranger ปกติมาแต่งเพิ่มนะครับ แต่มันคือการ “รื้อทำใหม่ทั้งชุด” เพื่อให้กลายเป็นรถบรรทุกหนัก (Heavy Duty) อย่างแท้จริง
โครงสร้างแชสซีส์ (Chassis & Frame)
- เฟรมแชสซีส์ใหม่: มีขนาดใหญ่ขึ้น หนาขึ้น และแข็งแรงกว่าเดิม โดยมีน้ำหนักเฉพาะตัวเฟรมมากกว่า Ranger รุ่นปกติถึง 70-80 กิโลกรัม
- จุดยึดใหม่: มีการขยับจุดยึดสปริงและปีกนกล่างให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มระยะห่างจากพื้น (Ground Clearance)
- เบ้าช็อคอัพ: เพิ่มจุดยึดจาก 3 จุด เป็น 4 จุด เพื่อกระจายแรงกระแทกจากการบรรทุกหนักได้ดีขึ้น
ระบบกันสะเทือน (Suspension)
- ด้านหน้า: เป็นแบบอิสระ ปีกนก 2 ชั้น (Double Wishbone) มาพร้อม ปีกนกอะลูมิเนียมที่หนาที่สุด เท่าที่เคยมีมาในตระกูล Ranger
- ด้านหลัง: เป็นแบบ แหนบซ้อน 4 แผ่น (Leaf Spring) ที่ออกแบบมาให้ยาวขึ้นและหนาขึ้น เน้นการรับน้ำหนักบรรทุก (Payload) และการลากจูงเป็นหลัก
- ช็อคอัพ: เลือกใช้แบบ Twin-Tube เพื่อเน้นความทนทานในการแบกน้ำหนักมากกว่าเน้นความนุ่มนวลแบบรถเก๋ง
เพลาและระบบขับเคลื่อน (Axles & Drivetrain)
- เพลาลอย (Full-Floating Axle): นี่คือจุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้ เพราะใช้เพลาหลังแบบลอยที่แข็งแรงที่สุด รองรับแรงกดทับจากการบรรทุกหนักได้ดีกว่าเพลาแบบครึ่งลอยในกระบะทั่วไป
- Diff-Lock ไฟฟ้า: ให้มาครบทั้ง ด้านหน้า และ ด้านหลัง (Electronic Front-Rear Diff-Lock) ทำให้ลุยผ่านอุปสรรคได้ทุกรูปแบบ
- น็อตล้อ 8 ตัว: เปลี่ยนจาก 6 ตัว เป็น 8 ตัว เพื่อรองรับแรงบิดและน้ำหนักกดทับที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
ระบบเบรก (Braking System)
-
ดิสก์เบรก 4 ล้อ: มาพร้อมครีบระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อประสิทธิภาพการหยุดรถในขณะที่บรรทุกน้ำหนักรวมสูงสุด (GVM) ถึง 4.5 ตัน ได้อย่างมั่นใจ
สรุปสั้นๆ: ช่วงล่างชุดนี้คือร่างจำลองของพี่ใหญ่อย่าง F-Series Super Duty ที่ถูกย่อส่วนลงมาอยู่ในร่าง Ranger เพื่อเน้นการ “แบกหนัก ลากดุ” โดยเฉพาะ
ดีไซน์ภายนอก
ด้านหน้า (Front View)
- กระจังหน้าเฉพาะรุ่น: ดีไซน์แบบ Super Duty ที่เน้นความดุดันและช่องดักอากาศขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนเครื่องยนต์ V6 ขณะบรรทุกหนัก
- กันชนหน้าเหล็ก: เป็นกันชนแบบ Frame-mounted ยึดกับแชสซีส์โดยตรง แข็งแรงพอที่จะรองรับการติดตั้ง Winch (วินซ์) ขนาด 12,000 ปอนด์
- ชุดไฟส่องสว่าง:
-
-
ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light รูปตัว C-Clamp
-
ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
-
ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าและปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
-
การปกป้องและอุปกรณ์สายลุย (Protection & Off-Road Gear)
- แผ่นกันกระแทกใต้ท้อง: จัดเต็มด้วยแผ่นเหล็กหนา 3.6 มิลลิเมตร ปกป้องตั้งแต่เฟืองหน้า เกียร์ ไปจนถึงชุดส่งกำลัง (น้ำหนักรวมเฉพาะชุดเกราะนี้สูงถึง 130 กก.)
- สน็อกเกิล (Snorkel): ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน (ดีไซน์พิเศษโดย Safari) ช่วยให้ลุยน้ำได้ลึกถึง 850 มม.
- ตะขอลากจูง: แบบ Heavy Duty คู่หน้าและคู่หลัง ออกแบบมาเพื่อการกู้ภัยในสถานการณ์หนักโดยเฉพาะ
ด้านข้างและซุ้มล้อ (Side Profile)
- ซุ้มล้อแบบ Wide Body: มีการขยายคิ้วล้อให้กว้างขึ้นและดีไซน์ทรงเหลี่ยม (Pumped Guards) เพื่อรองรับระยะห่างระหว่างล้อที่กว้างขึ้น 100 มม.
- ล้อและยาง: ล้อกระทะเหล็กขนาด 18 นิ้ว (8 น็อต) เน้นความทนทาน รัดด้วยยาง All-Terrain (AT) ขนาดใหญ่ถึง 33 นิ้ว (275/70 R18)
- กระจกมองข้าง: ขนาดใหญ่พิเศษแบบรถบรรทุกหนัก ปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟส่องสว่างข้างตัวรถ (Puddle Lamps)
- บันไดข้าง: แบบ Off-road ยึดกับเฟรมแชสซีส์โดยตรง แข็งแรงกว่าบันไดทั่วไป
ด้านท้ายและกระบะ (Rear & Bed)
- ฝาท้าย Easy Lift: ผ่อนแรงในการเปิด-ปิด
- ระบบไฟฟ้าในกระบะ: มีช่องชาร์จไฟ AC 400W (230V) สำหรับเสียบเครื่องมือช่างหรืออุปกรณ์แคมป์ปิ้ง
- บันไดเหยียบข้างกระบะ: ช่วยให้ขึ้น-ลงกระบะเพื่อจัดเรียงสัมภาระได้ง่ายขึ้น
- ไฟท้าย LED: ดีไซน์ทันสมัยและมองเห็นได้ชัดเจน
สีตัวถัง (Exterior Colors)
มีให้เลือกทั้งหมด 5 เฉดสี:
- Arctic White (สีขาว)
- Absolute Black (สีดำ)
- Command Grey (สีเทา – เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
- Traction Green (สีเขียว – เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
- Seismic Tan (สีทะเลทราย – เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
ภาพรวมภายนอก: รุ่นนี้จะดู “ล่ำ” และ “สูง” กว่า Wildtrak อย่างชัดเจนครับ ด้วย Ground Clearance เกือบ 30 ซม. และล้อ 8 น็อตที่ดูเหมือนรถบรรทุกขนาดใหญ่มากกว่ารถกระบะทั่วไป
ภายในห้องโดยสาร
เบาะนั่ง (The Throne)
- วัสดุ: หุ้มด้วยหนังคุณภาพสูง ให้สัมผัสที่นุ่มแต่ทนทานต่อการใช้งาน
- ระบบปรับไฟฟ้า: เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ละเอียดถึง 10 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ 8 ทิศทาง
- ระบบบันทึกตำแหน่ง (Memory Seat): มีระบบจดจำตำแหน่งเบาะคนขับ ไม่ต้องเสียเวลาตั้งใหม่เวลาเปลี่ยนคนขับครับ
- เบาะระบายอากาศ (Ventilation Seats): มีพัดลมระบายอากาศในตัวเบาะคู่หน้า ช่วยให้หลังไม่แฉะเวลาขับรถลุยแดดเมืองไทย
ระบบบันเทิง (The Tech Hub)
- หน้าจอแสดงผล: จอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 8 นิ้ว บอกข้อมูลการขับขี่ครบถ้วน
- หน้าจอกลางยักษ์: จอสัมผัสแนวตั้งขนาด 12.0 นิ้ว พร้อมระบบปฏิบัติการ SYNC4 ที่ฉลาดและลื่นไหล
- การเชื่อมต่อไร้สาย: รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบ Wireless ไม่ต้องพกสายชาร์จให้เกะกะ
- ระบบเสียง: ลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน พร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย
- FordPass App: เชื่อมต่อรถกับสมาร์ทโฟนเพื่อเช็กสถานะหรือสั่งงานรถจากระยะไกลได้
ความสะดวกสบาย (Daily Utility)
- ระบบปรับอากาศ: เป็นแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา (Dual Zone) และที่สำคัญคือมี ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มาให้ด้วย
- แหล่งจ่ายไฟ: มีช่องชาร์จไฟบ้าน AC 400W (230V) ทั้งในห้องโดยสารและกระบะท้าย เสียบปลั๊กโน้ตบุ๊กหรือเครื่องมือช่างได้เลย
- ระบบเกียร์และเบรก: ใช้คันเกียร์ไฟฟ้า e-Shifter ดีไซน์ล้ำ และเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Brake Hold
- ช่องเชื่อมต่อพิเศษ: มี USB ที่กระจกมองหลัง มาให้จากโรงงานสำหรับเสียบกล้องหน้ารถ และมีสวิตช์ Upfitter สำหรับต่ออุปกรณ์เสริมสายลุยโดยไม่ต้องตัดต่อสายไฟให้วุ่นวาย
- ที่ชาร์จไร้สาย: มีแท่น Wireless Charger วางมือถือปุ๊บชาร์จปั๊บ
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีการขับขี่ของ Ford Ranger SUPER DUTY จัดมาให้แบบ “Full Option” เรียกว่ายกเอาระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) ระดับ Autonomous Level 2 มาใส่ไว้ในรถบรรทุกหนัก เพื่อให้การควบคุมรถขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักรวมถึง 4.5 ตัน เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยที่สุด
ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety & ADAS)
ระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกับกล้อง 360 องศา และเซนเซอร์รอบคัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงก่อนเกิดอุบัติเหตุครับ:
- ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ: มาพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB with Pedestrian Detection) และระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW)
- ระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะ: Adaptive Cruise Control แบบ Stop & Go ที่ช่วยรักษาความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้าอัตโนมัติจนถึงจุดหยุดนิ่ง
- ระบบรักษาเลน: มีทั้งระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (LKA) และระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (LDP)
- ระบบช่วยหักพวงมาลัยเลี่ยงการปะทะ: ช่วยเสริมแรงในจังหวะที่ผู้ขับขี่ต้องหักหลบสิ่งกีดขวางกะทันหัน
- ระบบเตือนมุมอับสายตา: BSM และระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง (RCTA) พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง (Reverse Brake Assist)
เทคโนโลยีช่วยการบรรทุกและลากจูง (Towing & Utility Tech)
- Pro-Trailer Backup Assist: ระบบช่วยถอยหลังเข้าซองพร้อมรถพ่วง โดยใช้ Yaw Rate Sensor ช่วยควบคุมทิศทางให้ง่ายขึ้นเหมือนมือโปร
- On-Board Scale: ระบบชั่งน้ำหนักบรรทุกแบบ Real-Time แสดงผลผ่านหน้าจอกลาง ช่วยให้คุณรู้ว่าตอนนี้บรรทุกหนักเท่าไหร่ และใกล้ถึงขีดจำกัด 4.5 ตัน (GVM) หรือยัง
- ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง: ปรับการทำงานของเบรกและกำลังเครื่องยนต์เพื่อลดอาการส่ายของรถพ่วง
เทคโนโลยีการขับขี่ Off-Road
แม้จะเป็นรถบรรทุกหนักแต่เรื่องลุยก็ไม่เป็นรองใคร ด้วยระบบช่วยเหลือที่ถอดแบบมาจากรุ่นพี่สายลุย:
- โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ: เลือกปรับได้ตามสภาพเส้นทาง (Normal, ECO, Tow-Haul, Slippery, Mud-Ruts, Sand, Rock Crawl)
- Trail Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติสำหรับการขับขี่ Off-Road (คล้าย Cruise Control ความเร็วต่ำ) ให้คนขับโฟกัสแค่การบังคับพวงมาลัย
- Trail Turn Assist: ระบบช่วยเลี้ยวในทางแคบขณะขับขี่ Off-Road โดยการจับเบรกล้อหลังด้านในเพื่อช่วยให้วงเลี้ยวแคบลง
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-Time 4A-4WD: ทำงานร่วมกับ Electronic Front-Rear Diff-Lock ล็อกล้อหน้าและหลังไฟฟ้าเพื่อผ่านอุปสรรคยากๆ
ระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety)
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง: ครอบคลุมคู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านนิรภัย และหัวเข่าคนขับ
- โครงสร้างนิรภัย: ตัวถังและแชสซีส์ที่หนาขึ้นพิเศษช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิม
- ระบบโทรฉุกเฉิน (Emergency Call): ช่วยติดต่อขอความช่วยเหลือให้อัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
สรุปสั้นๆ: เทคโนโลยีในรุ่นนี้ไม่ได้เน้นแค่ความฉลาด แต่เน้นความ “มั่นใจ” เมื่อคุณต้องควบคุมน้ำหนักบรรทุกและลากจูงมหาศาลครับ










