เปิดขายไทย 1,599,000 บาท Ford Ranger SUPER DUTY Double Cab V6 3.0 TURBO 4A-4WD

Photo: James Lipman / jameslipman.com
Ford Ranger Super Duty เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ราคา 1,599,000 บาท
ราคาและการรับประกัน
- รุ่น Double Cab 4 ประตู: 1,599,000 บาท
- รุ่น Single Cab Chassis: (รอประกาศราคาอย่างเป็นทางการ)
- Warranty: 5 ปี หรือ 100,000 กม.
ข้อมูลทางเทคนิคและสมรรถนะ (Technical Specs)
เครื่องยนต์รุ่นนี้คือเครื่องยนต์ดีเซล V6 TDI ขนาด 3.0 ลิตร (2,993 ซีซี) พ่วงระบบเทอร์โบชาร์จ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งและพละกำลังที่ต่อเนื่อง
-
พละกำลังสูงสุด: 210 แรงม้า ที่ 3,250 รอบ/นาที
-
แรงบิดสูงสุด: 600 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที
-
การจูนเนอร์พิเศษ: สังเกตว่าแรงม้าถูกปรับลดลงจากเดิม (250 แรงม้า) ให้เหลือ 210 แรงม้า เพื่อแลกกับความทนทานและการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยมขึ้น เหมาะสำหรับการทำงานหนักต่อเนื่องยาวนานโดยเครื่องยนต์ไม่ล้าครับ
ระบบส่งกำลังและขับเคลื่อน
- เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ (SelectShift): ถูกปรับจูนซอฟต์แวร์ใหม่ให้ตอบสนองต่อการบรรทุกหนักและการลากจูงได้ฉลาดขึ้น
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (Full-Time 4A-4WD): มาพร้อม Transfer Case (ชุดเกียร์ส่งกำลัง) ดีไซน์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่า Ranger ทั่วไป เพื่อรองรับแรงบิดที่ต้องส่งไปยังล้อทั้ง 4 ตลอดเวลา
ความอึดและการใช้เชื้อเพลิง
- ถังน้ำมันยักษ์: เพิ่มความจุจาก 80 ลิตร เป็น 130 ลิตร ทำให้คุณวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง แม้จะเปิดระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไว้ตลอดเวลาก็ตาม
- มาตรฐานไอเสีย: รองรับมาตรฐาน EURO 6 (มาพร้อมระบบ DPF) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดและสะอาด
- น้ำมันเชื้อเพลิง: รองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง B20 ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับสายวิ่งงานได้ดีครับ
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ
-
Normal (ทั่วไป)
-
ECO (ประหยัด)
-
Tow-Haul (ลากจูง/บรรทุก) – ไฮไลต์ของรุ่นนี้
-
Slippery (ถนนลื่น)
-
Mud-Ruts (โคลน/ร่อง)
-
Sand (ทราย)
-
Rock Crawl (ไต่หิน)
ตารางเปรียบเทียบมิติตัวถัง (Dimensions)
| หัวข้อ | Ranger SUPER DUTY | Ranger Wildtrak | ส่วนต่าง |
| ความยาว | 5,447 มม. | 5,370 มม. | +77 มม. |
| ความกว้าง | 2,035 มม. | 1,918 มม. | +117 มม. |
| ความสูง | 1,975 มม. | 1,884 มม. | +91 มม. |
| ระยะฐานล้อ | 3,270 มม. | 3,270 มม. | เท่ากัน |
| ระยะห่างล้อ (Track) | 1,710 มม. | 1,610 มม. | +100 มม. |
| ระยะต่ำสุดถึงพื้น | 296 มม. | 234 มม. | +62 มม. |
ช่วงล่างของ Ford Ranger SUPER DUTY ไม่ใช่แค่การเอา Ranger ปกติมาแต่งเพิ่มนะครับ แต่มันคือการ “รื้อทำใหม่ทั้งชุด” เพื่อให้กลายเป็นรถบรรทุกหนัก (Heavy Duty) อย่างแท้จริง
โครงสร้างแชสซีส์ (Chassis & Frame)
- เฟรมแชสซีส์ใหม่: มีขนาดใหญ่ขึ้น หนาขึ้น และแข็งแรงกว่าเดิม โดยมีน้ำหนักเฉพาะตัวเฟรมมากกว่า Ranger รุ่นปกติถึง 70-80 กิโลกรัม
- จุดยึดใหม่: มีการขยับจุดยึดสปริงและปีกนกล่างให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มระยะห่างจากพื้น (Ground Clearance)
- เบ้าช็อคอัพ: เพิ่มจุดยึดจาก 3 จุด เป็น 4 จุด เพื่อกระจายแรงกระแทกจากการบรรทุกหนักได้ดีขึ้น
ระบบกันสะเทือน (Suspension)
- ด้านหน้า: เป็นแบบอิสระ ปีกนก 2 ชั้น (Double Wishbone) มาพร้อม ปีกนกอะลูมิเนียมที่หนาที่สุด เท่าที่เคยมีมาในตระกูล Ranger
- ด้านหลัง: เป็นแบบ แหนบซ้อน 4 แผ่น (Leaf Spring) ที่ออกแบบมาให้ยาวขึ้นและหนาขึ้น เน้นการรับน้ำหนักบรรทุก (Payload) และการลากจูงเป็นหลัก
- ช็อคอัพ: เลือกใช้แบบ Twin-Tube เพื่อเน้นความทนทานในการแบกน้ำหนักมากกว่าเน้นความนุ่มนวลแบบรถเก๋ง
เพลาและระบบขับเคลื่อน (Axles & Drivetrain)
- เพลาลอย (Full-Floating Axle): นี่คือจุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้ เพราะใช้เพลาหลังแบบลอยที่แข็งแรงที่สุด รองรับแรงกดทับจากการบรรทุกหนักได้ดีกว่าเพลาแบบครึ่งลอยในกระบะทั่วไป
- Diff-Lock ไฟฟ้า: ให้มาครบทั้ง ด้านหน้า และ ด้านหลัง (Electronic Front-Rear Diff-Lock) ทำให้ลุยผ่านอุปสรรคได้ทุกรูปแบบ
- น็อตล้อ 8 ตัว: เปลี่ยนจาก 6 ตัว เป็น 8 ตัว เพื่อรองรับแรงบิดและน้ำหนักกดทับที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
ระบบเบรก (Braking System)
-
ดิสก์เบรก 4 ล้อ: มาพร้อมครีบระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อประสิทธิภาพการหยุดรถในขณะที่บรรทุกน้ำหนักรวมสูงสุด (GVM) ถึง 4.5 ตัน ได้อย่างมั่นใจ
สรุปสั้นๆ: ช่วงล่างชุดนี้คือร่างจำลองของพี่ใหญ่อย่าง F-Series Super Duty ที่ถูกย่อส่วนลงมาอยู่ในร่าง Ranger เพื่อเน้นการ “แบกหนัก ลากดุ” โดยเฉพาะ
ดีไซน์ภายนอก
ด้านหน้า (Front View)
- กระจังหน้าเฉพาะรุ่น: ดีไซน์แบบ Super Duty ที่เน้นความดุดันและช่องดักอากาศขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนเครื่องยนต์ V6 ขณะบรรทุกหนัก
- กันชนหน้าเหล็ก: เป็นกันชนแบบ Frame-mounted ยึดกับแชสซีส์โดยตรง แข็งแรงพอที่จะรองรับการติดตั้ง Winch (วินซ์) ขนาด 12,000 ปอนด์
- ชุดไฟส่องสว่าง:
-
-
ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light รูปตัว C-Clamp
-
ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
-
ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าและปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
-
การปกป้องและอุปกรณ์สายลุย (Protection & Off-Road Gear)
- แผ่นกันกระแทกใต้ท้อง: จัดเต็มด้วยแผ่นเหล็กหนา 3.6 มิลลิเมตร ปกป้องตั้งแต่เฟืองหน้า เกียร์ ไปจนถึงชุดส่งกำลัง (น้ำหนักรวมเฉพาะชุดเกราะนี้สูงถึง 130 กก.)
- สน็อกเกิล (Snorkel): ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน (ดีไซน์พิเศษโดย Safari) ช่วยให้ลุยน้ำได้ลึกถึง 850 มม.
- ตะขอลากจูง: แบบ Heavy Duty คู่หน้าและคู่หลัง ออกแบบมาเพื่อการกู้ภัยในสถานการณ์หนักโดยเฉพาะ
ด้านข้างและซุ้มล้อ (Side Profile)
- ซุ้มล้อแบบ Wide Body: มีการขยายคิ้วล้อให้กว้างขึ้นและดีไซน์ทรงเหลี่ยม (Pumped Guards) เพื่อรองรับระยะห่างระหว่างล้อที่กว้างขึ้น 100 มม.
- ล้อและยาง: ล้อกระทะเหล็กขนาด 18 นิ้ว (8 น็อต) เน้นความทนทาน รัดด้วยยาง All-Terrain (AT) ขนาดใหญ่ถึง 33 นิ้ว (275/70 R18)
- กระจกมองข้าง: ขนาดใหญ่พิเศษแบบรถบรรทุกหนัก ปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟส่องสว่างข้างตัวรถ (Puddle Lamps)
- บันไดข้าง: แบบ Off-road ยึดกับเฟรมแชสซีส์โดยตรง แข็งแรงกว่าบันไดทั่วไป
ด้านท้ายและกระบะ (Rear & Bed)
- ฝาท้าย Easy Lift: ผ่อนแรงในการเปิด-ปิด
- ระบบไฟฟ้าในกระบะ: มีช่องชาร์จไฟ AC 400W (230V) สำหรับเสียบเครื่องมือช่างหรืออุปกรณ์แคมป์ปิ้ง
- บันไดเหยียบข้างกระบะ: ช่วยให้ขึ้น-ลงกระบะเพื่อจัดเรียงสัมภาระได้ง่ายขึ้น
- ไฟท้าย LED: ดีไซน์ทันสมัยและมองเห็นได้ชัดเจน
สีตัวถัง (Exterior Colors)
มีให้เลือกทั้งหมด 5 เฉดสี:
- Arctic White (สีขาว)
- Absolute Black (สีดำ)
- Command Grey (สีเทา – เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
- Traction Green (สีเขียว – เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
- Seismic Tan (สีทะเลทราย – เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
ภาพรวมภายนอก: รุ่นนี้จะดู “ล่ำ” และ “สูง” กว่า Wildtrak อย่างชัดเจนครับ ด้วย Ground Clearance เกือบ 30 ซม. และล้อ 8 น็อตที่ดูเหมือนรถบรรทุกขนาดใหญ่มากกว่ารถกระบะทั่วไป
ภายในห้องโดยสาร
เบาะนั่ง (The Throne)
- วัสดุ: หุ้มด้วยหนังคุณภาพสูง ให้สัมผัสที่นุ่มแต่ทนทานต่อการใช้งาน
- ระบบปรับไฟฟ้า: เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ละเอียดถึง 10 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ 8 ทิศทาง
- ระบบบันทึกตำแหน่ง (Memory Seat): มีระบบจดจำตำแหน่งเบาะคนขับ ไม่ต้องเสียเวลาตั้งใหม่เวลาเปลี่ยนคนขับครับ
- เบาะระบายอากาศ (Ventilation Seats): มีพัดลมระบายอากาศในตัวเบาะคู่หน้า ช่วยให้หลังไม่แฉะเวลาขับรถลุยแดดเมืองไทย
ระบบบันเทิง (The Tech Hub)
- หน้าจอแสดงผล: จอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 8 นิ้ว บอกข้อมูลการขับขี่ครบถ้วน
- หน้าจอกลางยักษ์: จอสัมผัสแนวตั้งขนาด 12.0 นิ้ว พร้อมระบบปฏิบัติการ SYNC4 ที่ฉลาดและลื่นไหล
- การเชื่อมต่อไร้สาย: รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบ Wireless ไม่ต้องพกสายชาร์จให้เกะกะ
- ระบบเสียง: ลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน พร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย
- FordPass App: เชื่อมต่อรถกับสมาร์ทโฟนเพื่อเช็กสถานะหรือสั่งงานรถจากระยะไกลได้
ความสะดวกสบาย (Daily Utility)
- ระบบปรับอากาศ: เป็นแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา (Dual Zone) และที่สำคัญคือมี ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มาให้ด้วย
- แหล่งจ่ายไฟ: มีช่องชาร์จไฟบ้าน AC 400W (230V) ทั้งในห้องโดยสารและกระบะท้าย เสียบปลั๊กโน้ตบุ๊กหรือเครื่องมือช่างได้เลย
- ระบบเกียร์และเบรก: ใช้คันเกียร์ไฟฟ้า e-Shifter ดีไซน์ล้ำ และเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Brake Hold
- ช่องเชื่อมต่อพิเศษ: มี USB ที่กระจกมองหลัง มาให้จากโรงงานสำหรับเสียบกล้องหน้ารถ และมีสวิตช์ Upfitter สำหรับต่ออุปกรณ์เสริมสายลุยโดยไม่ต้องตัดต่อสายไฟให้วุ่นวาย
- ที่ชาร์จไร้สาย: มีแท่น Wireless Charger วางมือถือปุ๊บชาร์จปั๊บ
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีการขับขี่ของ Ford Ranger SUPER DUTY จัดมาให้แบบ “Full Option” เรียกว่ายกเอาระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) ระดับ Autonomous Level 2 มาใส่ไว้ในรถบรรทุกหนัก เพื่อให้การควบคุมรถขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักรวมถึง 4.5 ตัน เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยที่สุด
ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety & ADAS)
ระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกับกล้อง 360 องศา และเซนเซอร์รอบคัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงก่อนเกิดอุบัติเหตุครับ:
- ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ: มาพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB with Pedestrian Detection) และระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW)
- ระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะ: Adaptive Cruise Control แบบ Stop & Go ที่ช่วยรักษาความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้าอัตโนมัติจนถึงจุดหยุดนิ่ง
- ระบบรักษาเลน: มีทั้งระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (LKA) และระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (LDP)
- ระบบช่วยหักพวงมาลัยเลี่ยงการปะทะ: ช่วยเสริมแรงในจังหวะที่ผู้ขับขี่ต้องหักหลบสิ่งกีดขวางกะทันหัน
- ระบบเตือนมุมอับสายตา: BSM และระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง (RCTA) พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง (Reverse Brake Assist)
เทคโนโลยีช่วยการบรรทุกและลากจูง (Towing & Utility Tech)
- Pro-Trailer Backup Assist: ระบบช่วยถอยหลังเข้าซองพร้อมรถพ่วง โดยใช้ Yaw Rate Sensor ช่วยควบคุมทิศทางให้ง่ายขึ้นเหมือนมือโปร
- On-Board Scale: ระบบชั่งน้ำหนักบรรทุกแบบ Real-Time แสดงผลผ่านหน้าจอกลาง ช่วยให้คุณรู้ว่าตอนนี้บรรทุกหนักเท่าไหร่ และใกล้ถึงขีดจำกัด 4.5 ตัน (GVM) หรือยัง
- ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง: ปรับการทำงานของเบรกและกำลังเครื่องยนต์เพื่อลดอาการส่ายของรถพ่วง
เทคโนโลยีการขับขี่ Off-Road
แม้จะเป็นรถบรรทุกหนักแต่เรื่องลุยก็ไม่เป็นรองใคร ด้วยระบบช่วยเหลือที่ถอดแบบมาจากรุ่นพี่สายลุย:
- โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ: เลือกปรับได้ตามสภาพเส้นทาง (Normal, ECO, Tow-Haul, Slippery, Mud-Ruts, Sand, Rock Crawl)
- Trail Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติสำหรับการขับขี่ Off-Road (คล้าย Cruise Control ความเร็วต่ำ) ให้คนขับโฟกัสแค่การบังคับพวงมาลัย
- Trail Turn Assist: ระบบช่วยเลี้ยวในทางแคบขณะขับขี่ Off-Road โดยการจับเบรกล้อหลังด้านในเพื่อช่วยให้วงเลี้ยวแคบลง
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-Time 4A-4WD: ทำงานร่วมกับ Electronic Front-Rear Diff-Lock ล็อกล้อหน้าและหลังไฟฟ้าเพื่อผ่านอุปสรรคยากๆ
ระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety)
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง: ครอบคลุมคู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านนิรภัย และหัวเข่าคนขับ
- โครงสร้างนิรภัย: ตัวถังและแชสซีส์ที่หนาขึ้นพิเศษช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิม
- ระบบโทรฉุกเฉิน (Emergency Call): ช่วยติดต่อขอความช่วยเหลือให้อัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
สรุปสั้นๆ: เทคโนโลยีในรุ่นนี้ไม่ได้เน้นแค่ความฉลาด แต่เน้นความ “มั่นใจ” เมื่อคุณต้องควบคุมน้ำหนักบรรทุกและลากจูงมหาศาลครับ






