Leapmotor B10 อยู่ด้วยกันเกือบ 3 วัน วิ่งจริงประมาณ 378 กม./ชาร์จ


Leapmotor B10 รถสวยที่หายากเหมือนตัวลับ! อยู่ด้วยกันเกือบ 3 วัน วิ่งจริงประมาณ 378 กม./ชาร์จ
ตอนแรกว่าจะไม่ลองทดสอบแล้ว เพราะพูดกันตรง ๆ ว่า Leapmotor B10 เป็นรถที่ค่อนข้างนอกกระแส แต่สุดท้ายก็ได้มาลองอยู่ด้วยกันเกือบ 3 วัน ไหน ๆ มาแล้วก็จัดให้เต็มหน่อย เพราะรถคันนี้มีหลายอย่างน่าสนใจกว่าที่คิด
ข้อมูลล่าสุดจากทางแบรนด์แจ้งว่า ปัจจุบัน Leapmotor มีโชว์รูมแล้ว 15 แห่ง ส่วนจำนวนรถบนถนนนั้น…ขับไปแทบไม่เจอเพื่อนร่วมรุ่นเลย
เรียกว่าเป็น แรร์ไอเทมแบบไม่ต้องสุ่มกาชา ไปจอดที่ไหนมีโอกาสโดนมองและถามว่า “รถแบรนด์อะไรครับ?”
ไม่แปลก เพราะนาน ๆ จะเห็น B10 วิ่งผ่านมาสักคัน ทั้งที่ตัวรถออกแบบมาสวยและดูน่าใช้งาน ส่วนคำถามว่า “รถสวยแล้วทำไมคนใช้น้อย?” อันนี้ลองไปหาคำตอบกันเองว่าเป็นเพราะการรับรู้แบรนด์ เครือข่ายศูนย์บริการ ความมั่นใจหลังการขาย หรือคู่แข่งในตลาดที่เยอะจนเลือกไม่ถูก
ดีไซน์สวย แต่การเข้ารถมีพิธีกรรมเล็กน้อย
ภายนอกผมไม่มีอะไรติดใจ รูปทรงดูลงตัว ทันสมัย และไม่ได้พยายามออกแบบให้ล้ำจนต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ สิ่งที่ส่วนตัวไม่ค่อยชอบคือ มือจับประตูแบบซ่อนและกุญแจแบบคีย์การ์ด อาจจะหัวโบราณไปหน่อย แต่ผมยังรู้สึกว่ากุญแจแบบปกติสะดวกกว่า
เวลาใช้คีย์การ์ดจะต้องนำบัตรไปแตะบริเวณกระจกมองข้างเพื่อปลดล็อก จากนั้นนำบัตรไปวางบริเวณแท่นชาร์จไร้สายจึงจะพร้อมขับได้ ไม่ได้ยุ่งยากมาก แค่มี “พิธีเปิดรถ” เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ทำไปสักพักก็ชินครับ
ภายในมินิมอลจริง โล่งจริง ปุ่มก็น้อยจริง
เข้ามาในห้องโดยสาร จุดที่ทำให้ผมตะหงิดที่สุดคือบริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งมีช่องว่างขนาดใหญ่จนแวบแรกนึกว่า ฝ่ายออกแบบพักเที่ยงแล้วลืมกลับมาทำต่อ แต่จริง ๆ แล้วเป็นแนวทางการออกแบบแบบมินิมอล เปิดพื้นที่ให้เจ้าของซื้ออุปกรณ์เสริมมาติดตั้งและจัดวางตามการใช้งานของตัวเอง อันนี้เข้าใจแนวคิดนะ แต่จะชอบหรือไม่ชอบก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน
ปุ่มกายภาพมีค่อนข้างน้อย ไม่มีปุ่มควบคุมแอร์แยกออกมาให้ใช้งาน ฟังก์ชันส่วนใหญ่จึงต้องสั่งผ่านหน้าจอกลาง ตามแบบฉบับรถไฟฟ้าจีนยุคใหม่ที่เชื่อว่า “ทุกอย่างรวมไว้ในจอเดียว เดี๋ยวเจ้าของก็ชินเอง” เมื่อใช้งานไปสักพักก็ไม่ได้ซับซ้อน ฟังก์ชันส่วนใหญ่จัดวางเข้าใจง่าย และสามารถตั้งคำสั่งที่ใช้บ่อยไว้กับปุ่มควบคุมฝั่งขวาบนพวงมาลัยได้ตามความถนัด กล้องรอบคัน 360 องศาอยู่ในระดับพอดูและใช้งานได้ แต่ภาพไม่ได้คมกริบจนเห็นรายละเอียดระดับรูขุมขนของพื้นถนน
เบาะนั่งสบาย แต่ไม่ได้นุ่มยวบ
เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า เนื้อเบาะไม่ได้ออกแนวนุ่มมาก และไม่มีระบบดันหลังมาให้ แต่สามารถปรับเอนได้ค่อนข้างเยอะ ถ้าอยากพักหรือนอนรอชาร์จก็ทำได้สบาย
เบาะหลังมีพื้นที่ใช้งานดี พร้อมที่พักแขนตรงกลาง นั่งเดินทางได้สะดวกสมกับการเป็นรถครอบครัว
ส่วนระบบปรับอากาศ คันที่นำมาทดสอบรู้สึกว่าไม่ได้เย็นฉ่ำอย่างที่คาดหวัง อาจเป็นลักษณะของรถทดสอบที่ผ่านการใช้งานมาพอสมควรหรืออาจเป็นการตั้งค่าบางอย่าง จึงขอยังไม่สรุปว่า B10 ทุกคันจะเป็นเหมือนกัน
วิ่งจริงประมาณ 378 กม./ชาร์จ
Leapmotor B10 Design ใช้แบตเตอรี่ความจุ 67.1 kWh เคลมระยะทางสูงสุด 516 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC การทดสอบครั้งนี้เริ่มต้นจากแบตเตอรี่ 100% ขับจนเหลือ 12% เท่ากับใช้พลังงานไปทั้งหมด 88% และทำระยะทางได้ 333 กม.
คำนวณง่าย ๆ แบตเตอรี่ 1% วิ่งได้ประมาณ 3.78 กม. หากใช้ครบ 100% จึงประเมินระยะทางใช้งานจริงได้ประมาณ 378 กม./ชาร์จ หรือคิดเป็นอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยราว 17.75 kWh/100 กม. ตัวเลขนี้มาจากการใช้งานจริงเกือบ 3 วัน ไม่ใช่การขับรวดเดียวเพื่อทำสถิติ เส้นทางมีครบทั้งในเมือง นอกเมือง รถติด ไฟแดง ทางด่วน และการใช้ความเร็วตามสถานการณ์
มีช่วงทดสอบสมรรถนะความเร็วสูงระยะสั้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และมีการเทสถึงระดับ 178 กม./ชม. ในรอบสั้นๆ ดังนั้นรอบนี้ไม่ได้ขับประคองคันเร่งเพื่อทำตัวเลขสวย ๆ แน่นอน
ชาร์จ 12–80% ใช้เวลา 26 นาที
การชาร์จ DC จากแบตเตอรี่ 12–80% ใช้เวลาประมาณ 26 นาที กำลังชาร์จสูงสุดที่พบอยู่ราว 156 kW เมื่อระดับแบตเตอรี่แตะประมาณ 50% กำลังชาร์จยังอยู่แถว 120 kW ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง และในช่วงปลายใกล้ 80% อยู่ประมาณ 89 kW
ถือว่าเป็นรถที่ชาร์จได้เร็วและรักษากำลังชาร์จช่วงกลางได้ค่อนข้างดี เหมาะกับการเดินทางไกล เพราะจอดพักเข้าห้องน้ำ ซื้อกาแฟ เดินกลับมารถก็น่าจะพร้อมเดินทางต่อแล้ว—ถ้าไม่เผลอเดินดูของจนเพลินเสียก่อน
ช่วงล่างคือจุดเด่นที่น่าสนใจ
Leapmotor B10 เซ็ตช่วงล่างมาในแนวนุ่มสบาย แต่ไม่ได้ย้วยหรือโคลงจนน่ารำคาญ เวลาเจอโค้งรูปตัว S หรือโค้งค่อนข้างแคบ รถยังควบคุมง่ายและเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ
ถ้าถามว่าคมกริบแบบรถสายสปอร์ตหรือไม่ ก็ยังไม่ถึงระดับนั้น แต่สำหรับรถครอบครัวที่เน้นนั่งสบาย ผมว่าจูนมาได้ลงตัวและใช้งานง่าย
เมื่อใช้ความเร็วสูง ตัวรถค่อนข้างนิ่ง ให้ความมั่นใจได้ดี สิ่งที่สังเกตชัดคือเสียงลมบริเวณเสา A ซึ่งเริ่มดังเข้ามาในห้องโดยสารเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น การเก็บเสียงจึงยังเป็นอีกจุดที่สามารถปรับปรุงได้
คันเร่งตอบสนองดี ไม่กระโชกจนขับยาก และไม่ได้เฉื่อยจนต้องลุ้นทุกครั้งเวลาจะแซง
Regen ระดับสูงสุดยังขับสบาย
ระบบ Regenerative Braking ปรับได้ 3 ระดับ จุดที่ชอบคือระดับสูงสุดของ B10 ทำงานนุ่มกว่ารถไฟฟ้าหลายรุ่นที่เคยลอง เวลาถอนคันเร่ง รถไม่ได้หน่วงแรงหรือกระชากจนคนนั่งข้าง ๆ หันมามอง สามารถเปิดระดับสูงสุดใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่รู้สึกรำคาญ
แต่หากเดินทางบนทางด่วนหรือวิ่งระยะไกล ผมยังชอบลด Regen ลง เพราะระดับสูงสุดยังมีแรงหน่วงเล็กน้อยเมื่อถอนคันเร่ง หากต้องการปล่อยรถไหลและรักษาโมเมนตัม การลดระดับ Regen จะช่วยให้ขับสบายและเป็นธรรมชาติมากกว่า
ส่วนพวงมาลัยให้ความรู้สึกกระชับ น้ำหนักไม่ได้เบาจนลอย และสามารถปรับได้ 3 ระดับ เลือกให้เข้ากับสไตล์การขับของแต่ละคนได้
สรุปหลังอยู่ด้วยกันเกือบ 3 วัน
Leapmotor B10 ไม่ได้มีดีแค่พื้นที่ห้องโดยสารหรืออุปกรณ์ ตัวรถออกแบบสวย ขับง่าย ช่วงล่างนุ่มแต่ไม่ย้วย พวงมาลัยกระชับ และสมรรถนะการชาร์จถือว่าทำได้ดี
ระยะทางใช้งานจริงจากการทดสอบรอบนี้อยู่ที่ประมาณ 378 กม./ชาร์จ จากแบตเตอรี่ 67.1 kWh ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขเคลม 516 กม. NEDC พอสมควร แต่ยังอยู่ในระดับที่ใช้งานประจำวันและเดินทางต่างจังหวัดได้ไม่ลำบาก
จุดที่ยังอยากให้ปรับปรุงคือความคมชัดของกล้อง 360 องศา เสียงลมบริเวณเสา A ระบบแอร์ของรถทดสอบ รวมถึงประสบการณ์ใช้งานคีย์การ์ดที่มีพิธีกรรมมากกว่ากุญแจทั่วไปเล็กน้อย
โดยรวมแล้ว B10 เป็นรถที่ขับแล้วรู้สึกว่า “ของดีนะ ทำไมบนถนนมีน้อยจัง?”
ใครอยากได้รถสวย ขับสบาย ช่วงล่างดี และไม่อยากจอดติดไฟแดงแล้วพบรถรุ่นเดียวกันเรียงกันสามคัน Leapmotor B10 อาจตอบโจทย์มาก เพราะตอนนี้นอกจากจะได้รถไฟฟ้าหนึ่งคันแล้ว ยังได้สถานะเจ้าของแรร์ไอเทมติดตัวไปด้วย
Leapmotor B10 รุ่น Design 67.1 kWh
ราคาอย่างเป็นทางการ 798,000 บาท
ขุมพลังและแบตเตอรี่
- มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD
- กำลังสูงสุด 218 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่ LFP จาก CATL ขนาด 67.1 kWh
- ระยะทาง 516 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC
- ประมาณ 434 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน WLTP
- อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 8 วินาที
- ความเร็วสูงสุด 170 กม./ชม.
- รองรับ V2L กำลัง 3.3 kW
การชาร์จ
- AC สูงสุด 11 kW
- DC สูงสุด 168 kW
- ชาร์จ DC 30–80% ประมาณ 18–20 นาที
- จากผลทดสอบใช้งานจริงของคุณ: 12–80% ประมาณ 26 นาที
- ระยะทางใช้งานจริงที่ทดสอบได้ประมาณ 378 กม.
ขนาดตัวรถ
- ยาว 4,515 มม.
- กว้าง 1,885 มม.
- สูง 1,655 มม.
- ฐานล้อ 2,735 มม.
- ระยะใต้ท้องรถ 170 มม.
- พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายประมาณ 420 ลิตร
- ช่องเก็บของด้านหน้า 25 ลิตร
- ล้ออัลลอย 18 นิ้ว
- ช่วงล่างหน้า MacPherson Strut
- ช่วงล่างหลังอิสระแบบ 4-Link
อุปกรณ์เด่นเฉพาะรุ่น Design
- เบาะหนังสังเคราะห์ ECO Leather
- เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
- ระบบระบายอากาศและระบบอุ่นเบาะคู่หน้า
- ฝาท้ายไฟฟ้า
- กระจกมองข้างพับไฟฟ้าและพับเมื่อล็อกรถ
- กระจกหลัง Privacy Glass
- ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
- ไฟ Ambient Light 64 สี
- ที่วางแขนและที่วางแก้วสำหรับเบาะหลัง
- หลังคากระจก Panoramic พร้อมม่านไฟฟ้า
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติและกรอง PM2.5
หน้าจอและความบันเทิง
- จอมาตรวัดดิจิทัล 8.8 นิ้ว
- จอกลาง 14.6 นิ้ว ความละเอียด 2.5K
- Wireless Apple CarPlay และ Android Auto
- ลำโพง 12 ตำแหน่ง
- ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 15W
- USB-C กำลัง 60W
ความปลอดภัย
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
- กล้องรอบคัน 360 องศา
- ระบบช่วยขับระดับ L2
- ACC, LCC, LKA และ ELKA
- AEB พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า
- BSD เตือนมุมอับสายตา
- RCTA และระบบเบรกขณะถอยหลัง RCTB
- ระบบเตือนเปิดประตู DOW
- ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าและการเสียสมาธิของผู้ขับขี่


