รีวิว GEELY EX2 รถ 4.5 แสนบาท ที่ทำให้คำว่า “ขาดนิดขาดหน่อยก็ไม่ว่ากัน” ฟังดูมีเหตุผลขึ้นมาทันที


รีวิว GEELY EX2 รถ 4.5 แสนบาท ที่ทำให้คำว่า “ขาดนิดขาดหน่อยก็ไม่ว่ากัน” ฟังดูมีเหตุผลขึ้นมาทันที
มีประโยคหนึ่งที่น่าจะเหมาะกับ GEELY EX2 มากที่สุดคือ “โถ่ว…ราคามัน 4.5 แสนบาทเอง ขาดนิดขาดหน่อยก็ไม่ว่ากัน”
และพูดตรง ๆ ว่า ประโยคนี้ไม่ได้เกินจริงเลยสำหรับรถคันนี้ เพราะ EX2 เป็นรถที่หน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดู โค้งมน ดูเป็นมิตรจนรู้สึกว่าเวลาจะด่าอะไร ก็ต้องหยุดคิดก่อนนิดหนึ่ง เหมือนกำลังจะดุแมวที่ทำแก้วตก แต่พอเห็นหน้ามันแล้วก็พูดไม่ออก
รูปลักษณ์ภายนอกของน้องดูดีเกินกว่าราคาพอสมควร ไม่ได้หล่อดุดัน ไม่ได้พยายามเป็นรถหรู แต่มีความน่ารักแบบรถเมืองที่ขับแล้วคนมองแล้วรู้ว่า “คันนี้น่าใช้ดีนะ” และคงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รถทรงนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดรถไฟฟ้า
แต่แน่นอนว่า รถราคา 4 แสนกลางๆ ก็ต้องมีอะไรให้เราได้คุยกันบ้าง



เริ่มจากฝาท้ายก่อนเลย บางครั้งปิดง่าย บางครั้งปิดยาก เหมือนน้องมีอารมณ์ของตัวเอง วันไหนอารมณ์ดีก็ปิดเบา ๆ แล้วล็อกให้ วันไหนงอแงก็ต้องฟาดให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของรถ สำหรับคนมือหนักอย่างเรา ไม่มีปัญหาอะไรครับ ฟาดทีเดียวจบข่าว ฝาท้ายปิดสนิทเหมือนไม่เคยมีดราม่ามาก่อน
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ EX2 มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้าขนาด 70 ลิตร หรือ Frunk นั่นเอง อันนี้มีประโยชน์จริง เพราะเวลาซื้อของมีกลิ่นแรงอย่างทุเรียน ปลาร้า หรือของทอดหนัก ๆ ก็เอาใส่ไว้ด้านหน้าไปเลย ผู้โดยสารด้านหลังจะได้ไม่ต้องร่วมรับรู้ชะตากรรมไปด้วย แต่จบด้วยการฟาดปิด เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่เก็บของที่เป็นพระคุณต่อคนในรถอย่างแท้จริง

ส่วนกระจกมองข้าง รุ่นนี้ปรับไฟฟ้าได้นะ หมุนได้ครบ แต่พับไฟฟ้าไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกแบบ…อุตส่าห์มีมอเตอร์แล้ว ทำไมไม่ทำต่อให้จบ เหมือนซื้อข้าวกะเพราไข่ดาว แต่ร้านให้ไข่ดาวมาแล้วไม่ให้ช้อน ต้องใช้มือกินเอาเองนิดหนึ่ง แต่เอาเถอะครับ ถ้าจะพับก็ใช้มือกดเบา ๆ ทั้งสองข้าง เป็นกิจกรรมออกกำลังกายข้อมือไปในตัว
อีกอย่างที่ไม่มีคือ ที่ปัดน้ำฝนหลัง ซึ่งสำหรับรถใช้งานในเมือง หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะกระจกหลังของ EX2 ค่อนข้างชัน น้ำไม่ได้เกาะหนักมากนัก แต่ถ้าอยากให้ชีวิตดีขึ้น ก็เคลือบกระจกดี ๆ ไว้หน่อย ช่วยได้เยอะ รถไม่ได้ให้ที่ปัดน้ำฝนหลังมา แต่เปิดโอกาสให้เจ้าของรถได้สร้างกิจกรรมดูแลรถเอง ถือว่าได้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับรถเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ
ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อเดินห่างจากตัวรถก็ไม่มีเช่นกัน เวลาลงจากรถแล้วเดินไปสักพัก จะไม่มีเสียง “ปิ๊บ” บอกว่ารถล็อกให้แล้ว ต้องกดรีโมตเองนะครับ แต่พอคิดอีกที น้องมันราคา 4.5 แสนบาท จะเอาอะไรเยอะ กดเปิด กดปิด รีโมตเองนิดหน่อย ถือเป็นการบริหารกล้ามเนื้อนิ้วโป้งก่อนเริ่มวันใหม่



เข้ามาดูภายในกันบ้าง จุดเด่นคือหน้าจอกลาง Touchscreen ขนาด 14.6 นิ้ว รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto แต่เป็นแบบต่อสาย ใครอยากใช้แบบไร้สายก็ต้องหากล่องแปลงหรือจัดสายดี ๆ เอาเอง
หน้าจอใช้งานง่าย เมนูหลัก ๆ อยู่รวมกันที่นี่แทบทั้งหมด การจัดวางจอถือว่าทำได้ดี ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป มองง่าย ไม่ต้องก้มจนเหมือนกำลังหาของตกใต้เบาะ
คอนโซลหน้าก็ออกแบบเรียบง่าย อ่านง่าย ไม่รกตา แต่มีอย่างหนึ่งที่ยังสงสัยคือไฟ Ambient Light ลายตึกเมือง ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ตอนออกแบบ บางคนบอกว่าแสงอาจสะท้อนเข้าตาได้ แต่ส่วนตัวรับรถมาไม่กี่วัน ฝนตกแทบทุกวัน ยังไม่ได้เจอแสงแดดแรงพอจะพิสูจน์ว่ามันจะรบกวนจริงไหม ตอนนี้จึงขอเก็บไว้เป็นปริศนาประจำรถไปก่อน
วัสดุภายในโดยรวมไม่ได้ให้ความรู้สึกพรีเมียม แต่ก็ไม่ได้ดูแย่จนรับไม่ได้ เป็นแนวพลาสติกแข็งที่จับแล้วรู้เลยว่า “โอเค ประหยัดต้นทุนมาแหละ” แต่ก็ยังดูแข็งแรง ใช้งานจริงไม่น่ามีอะไรน่าห่วง
แอร์หน้าเย็นมาก เย็นแบบบางครั้งต้องลดพัดลม เพราะถ้าปล่อยไปนาน ๆ มีสิทธิ์รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในตู้แช่ไอศกรีม แต่พอหันไปด้านหลัง แอร์หลังกลับไม่ได้เย็นทั่วถึงนัก ช่องแอร์ปรับซ้าย-ขวาได้พอประมาณ แต่แรงลมและการกระจายความเย็นยังไม่ใช่จุดเด่น
ระบบเสียงถือว่าฟังได้ในระดับราคา รายละเอียดเสียงทั่วไปโอเค แต่เสียงเบสยังออกแนวกลม ๆ ตุ้บ ๆ แบบรถราคาประหยัด ปรับยังไงก็ไม่ได้กลายเป็นห้องฟังเพลงระดับไฮเอนด์แน่นอน แต่ก็ไม่ถึงขั้นฟังไม่ได้ เปิดเพลงขับรถในเมือง ฟังข่าว ฟังพอดแคสต์ หรือเปิดเพลงลูกทุ่งไปตลาดก็เพียงพอแล้ว

เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ ส่วนเบาะผู้โดยสารหน้าเป็นแบบปรับมือ เบาะนั่งถือว่านั่งสบาย ไม่เมื่อยง่าย และมีพื้นที่รองรับต้นขาพอสมควร ขับไกล ๆ ไม่ได้ทรมานตัวเอง
กระจกแต่งหน้ามีไฟให้ อันนี้น่าจะถูกใจหลายคน เพราะเป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ ที่ใช้งานจริงได้บ่อยกว่าที่คิด
ส่วน Wireless Charger มีข้อสังเกตนิดหนึ่ง ใครใช้เคสมือถือหนา ๆ อาจเจออาการวางแล้วชาร์จไม่ติด ต้องขยับตำแหน่ง หรือลดความหนาของเคสลงหน่อยเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่เป็นจุดที่ทำให้รู้ว่าเทคโนโลยีไร้สาย บางครั้งก็ยังต้องใช้ความพยายามแบบมีสายอยู่เหมือนกัน
ขณะขับขี่ EX2 ให้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มาอย่างค่อนข้างครบสำหรับรถระดับนี้ ทั้งกล้องรอบคัน เซ็นเซอร์หน้า-หลัง และระบบช่วยเตือนต่าง ๆ อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะเป็นระบบขับขี่อัจฉริยะระดับรถแพง เพราะมันคือระบบช่วยเตือนและช่วยประคองมากกว่า แต่มีให้ครบก็นับว่าดีแล้ว
กล้องรอบคันใช้งานได้ แต่ระยะในจอบางครั้งดูเหมือนยังเหลืออีกเยอะ ทั้งที่ชีวิตจริงใกล้จะทักทายกำแพงแล้ว ดังนั้นใช้กล้องเป็นตัวช่วยได้ แต่อย่าเชื่อแบบถวายชีวิต ยังไงก็ต้องเหลือพื้นที่ให้สัญชาตญาณคนขับได้ทำงานบ้าง
จุดที่เซอร์ไพรส์ที่สุดของ EX2 คือช่วงล่างหลังแบบ Multi-link พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง RWD รถราคาไม่ถึง 4.6 แสนบาท แต่ให้โครงสร้างช่วงล่างมาแบบนี้ ถือว่าเกินคาดมาก
ฟีลลิ่งการขับขี่นุ่มกว่าที่คิด มีอาการเด้งบ้าง แต่เป็นเด้งแบบพอดี ๆ ไม่ใช่เด้งจนผู้โดยสารด้านหลังเริ่มสงสัยว่ากำลังนั่งรถหรือเรือหางยาว
พวงมาลัยมีน้ำหนักติดมือเล็กน้อย ไม่เบาหวิวจนเหมือนหมุนพวงมาลัยเล่นเกม แต่ก็ไม่ได้หนักจนต้องกินเวย์โปรตีนก่อนขับ ข้อเสียคือปรับน้ำหนักพวงมาลัยไม่ได้
แต่เอาหน่า รถราคาเท่านี้ อย่าเพิ่งเยอะ ไปกันต่อ
เรื่องอัตราเร่ง โหมด Comfort ก็สมชื่อครับ นุ่มนวล ค่อย ๆ ไป ไม่กระโชก ไม่กระชาก เหมาะกับตอนขับรถตอนเช้าที่สมองยังไม่พร้อมเจอโลก แต่พอเปลี่ยนเป็น Sport Mode คาแรกเตอร์รถเปลี่ยนทันที คันเร่งตอบสนองไวขึ้น รถพุ่งขึ้นแบบรู้สึกได้ อารมณ์คล้าย MG4 EV ในโหมดขับปกติ คือไม่ได้ถึงกับยิงหนังสติ๊กใส่เบาะ แต่ก็มีแรงพอให้แซงรถในเมืองได้อย่างมั่นใจ
ส่วนความเร็วสูงสุด ลองในพื้นที่ที่เหมาะสม ได้เต็มกราฟที่ประมาณ 140 กม./ชม. ช่วง 100 กม./ชม. เริ่มได้ยินเสียงลมชัดขึ้น และพอ 120 กม./ชม. เสียงลมก็เริ่มเข้ามาทักทายแบบจริงจัง รถรุ่นนี้ไม่ใช่สายเก็บเสียงเงียบกริบแน่นอน
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวรถยังนิ่งพอสมควร ฟีลเหมือนรถบอกว่า “ไปต่อก็ได้นะ” แต่พอความสำนึกผิดเริ่มทำงาน ก็ผ่อนคันเร่งกลับมาใช้ชีวิตตามกฎหมายกันต่อดีกว่า
เรื่องระยะทางใช้งานจริง หลังจากพา “น้อง 2” ไปใช้ทั้งในเมือง รถติด ทางด่วน ฝนตก และขับแบบชีวิตจริง ไม่ได้ขับประหยัด ไม่ได้เปิดแอร์เบา ไม่ได้เลี้ยงคันเร่งเหมือนกลัวแบตหมดกลางทาง
ตอนแบตเตอรี่เหลือ 9% รถวิ่งไปแล้วประมาณ 280 กม. เฉลี่ยคร่าว ๆ แบตเตอรี่ 1% วิ่งได้ประมาณ 3 กม. ถ้าใช้จนหมดจริง ๆ ก็มีลุ้นระยะทางประมาณ 307 กม./ชาร์จ ถือว่าเหมาะกับการใช้งานจริงในเมืองมาก ขับไปทำงาน ไปตลาด ไปส่งลูก รถติดบ้าง เร่งแซงบ้าง เปิดแอร์เต็มบ้าง ก็ยังใช้ชีวิตได้สบาย
และหากใครขับในเมืองเป็นหลัก ขับเรื่อย ๆ ไม่กดหนักเกินไป มีสิทธิ์เห็นตัวเลขระยะทางระดับ 400 กม. ต่อการชาร์จได้ไม่ยาก เพราะคันนี้เกิดมาเพื่อเมืองชัดเจน
แต่สำหรับคนที่เดินทางไกลบ่อย ต้องเข้าใจคาแรกเตอร์ของมันนิดหนึ่ง เพราะเมื่อใช้ความเร็วสูงต่อเนื่อง ระยะทางจะลดลงตามธรรมชาติของรถไฟฟ้า และการชาร์จ DC รองรับสูงสุดประมาณ 70 kW
ไม่ได้เร็วระดับคนลืมชาร์จเมื่อคืนแล้วต้องรีบไปประชุมเช้า แต่ข้อดีคือไม่ต้องกังวลมากว่าหัวชาร์จตรงหน้าจะแรง 120 kW หรือ 360 kW เพราะยังไง EX2 ก็รับไม่เกิน 70 kW อยู่ดี
รอบนี้ลองชาร์จที่ตู้ SPARK จากแบตเตอรี่ 9% ไป 80% ใช้เวลา 29 นาที
กำลังไฟสูงสุดที่รับได้ประมาณ 68 kW จากสเปกเคลม 70 kW ถือว่าทำได้ใกล้เคียงมาก ช่วงแรกยังรับไฟแรงดี จากนั้นลดลงมาแถว 59 kW ตอนแบตราว 50% และช่วง 70–80% ลดลงมาเหลือประมาณ 45 kW
เป็นสไตล์รถที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อแข่งทำเวลาอยู่หน้าหัวชาร์จ แต่ก็ไม่ได้ช้าจนน่าหงุดหงิด
สรุปแล้ว GEELY EX2 คือรถไฟฟ้าที่เหมาะกับคนเมืองมาก ๆ
เหมาะกับคนที่ชาร์จบ้านได้ ขับไปทำงาน ขับไปตลาด ขับรถติดทุกวัน แล้วกลับมาชาร์จตอนนอน ใช้เป็นรถคันแรกในบ้าน หรือรถคันที่สองสำหรับวิ่งในเมืองก็เหมาะ
มันมีข้อขาดอยู่บ้าง กระจกไม่พับไฟฟ้า ไม่มีที่ปัดน้ำฝนหลัง ไม่มีระบบล็อกเมื่อเดินห่าง เก็บเสียงไม่ได้เด่น กล้องกะระยะต้องใช้สติร่วมด้วย และชาร์จไม่ได้เร็วระดับรถแพง
แต่พอหันกลับมาดูราคาแล้ว ก็ต้องพูดประโยคเดิมอีกครั้ง
“โถ่ว…ราคามัน 4.5 แสนบาทเอง ขาดนิดขาดหน่อยก็ไม่ว่ากัน”
เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือรถ EV ขับหลัง ช่วงล่าง Multi-link ห้องโดยสารใช้งานง่าย อุปกรณ์พื้นฐานค่อนข้างครบ แอร์หน้าเย็น เบาะนั่งสบาย และขับในเมืองได้สนุกกว่าที่หลายคนคิด
มีอีกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อ คือ EX2 ไม่สามารถจอดซ้อนคันได้ แม้รถจะมีโหมดลากจูง แต่เมื่อเปิดโหมดนี้ รถจะไม่ล็อก ดังนั้นคนที่อยู่คอนโด หรือมีพื้นที่จอดรถจำกัดและต้องจอดซ้อนคัน อาจต้องคิดเรื่องนี้ให้ดี เพราะน้อง 2 อาจน่ารัก ขับดี และให้อภัยได้หลายเรื่อง แต่ถ้าต้องเข็นรถออกจากที่จอดทุกเช้า…อาจเริ่มมองหน้าน้องไม่เหมือนเดิมก็ได้
สำหรับรุ่นที่นำเอามารีวิวคือ GEELY EX2 ชุดแต่ง Shooting Star ราคารวมชุดแต่ง 475,000 บาท
จุดเด่นของรุ่น Shooting Star
- ชุดสเกิร์ตหน้า
- ชุดสเกิร์ตข้าง
- ชุดสเกิร์ตหลัง
- ชุดตกแต่งกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต
- สปอยเลอร์หลัง
- เลือกเส้นสายชุดแต่งได้ 2 แบบ
- ชุดแต่งสีเดียวกับตัวรถ
- ชุดแต่งตกแต่งสีเหลือง
- รับประกันอุปกรณ์ตกแต่ง 3 ปี หรือ 100,000 กม.
สีตัวถัง
มีให้เลือก 2 สีทูโทน หลังคาดำ
- สีขาว หลังคาดำ
- สีเทา หลังคาดำ
มิติตัวถัง
- ความยาว 4,135 มม.
- ความกว้าง 1,850 มม.
- ความสูง 1,580 มม.
- ระยะฐานล้อ 2,650 มม.
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 162 มม.
- รัศมีวงเลี้ยว 4.95 เมตร
- น้ำหนักตัวรถ 1,300 กก.
- ที่เก็บสัมภาระด้านหน้า Frunk 70 ลิตร
- พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 375 ลิตร
- เมื่อพับเบาะหลัง เพิ่มเป็น 1,320 ลิตร
มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่
- มอเตอร์ไฟฟ้า PMSM 1 ตัว
- กำลังสูงสุด 85 kW หรือ 116 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร
- ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง RWD
- แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน LFP
- ความจุแบตเตอรี่ 39.4 kWh
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 11.0 วินาที
- ความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม.
- ระยะทางวิ่งสูงสุด 395 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC
- ระยะทางวิ่ง 325 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน WLTP
ระบบชาร์จไฟ
- รองรับหัวชาร์จ AC Type 2 และ DC CCS Combo
- ชาร์จ AC สูงสุด 6.6 kW
- ชาร์จ DC Fast Charge สูงสุด 70 kW
- ชาร์จ DC จาก 30-80% ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
- ระบบตั้งเวลาชาร์จล่วงหน้า
ช่วงล่าง และล้อ
- ช่วงล่างหน้า MacPherson Strut
- ช่วงล่างหลัง Multi-link อิสระ
- ดิสก์เบรก 4 ล้อ
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว
- ยางขนาด 205/60 R16
- พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS
- โหมดการขับขี่ Eco / Comfort / Sport
อุปกรณ์ภายนอก
- ไฟหน้า LED Projector
- ไฟ Daytime Running Light LED
- ไฟท้าย LED
- ไฟตัดหมอกหลัง
- ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
- ระบบไฟหน้า Follow-me-home
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ IHBC
- มือเปิดประตูแบบกึ่งซ่อน
- กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า
- สปอยเลอร์หลัง
- เซ็นเซอร์ช่วยจอดด้านหลัง
ภายในห้องโดยสาร
- หน้าจอมาตรวัดดิจิทัล 8 นิ้ว
- หน้าจอกลางสัมผัส 14.6 นิ้ว
- ระบบความบันเทิง Flyme Audio
- รองรับ Bluetooth
- รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนผ่าน CorbitLink
- รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 4G
- สั่งค้นหาและควบคุมรถผ่านสมาร์ตโฟน
- ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย
- ช่อง USB Type-A และ Type-C
- ช่องชาร์จ USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
- ลำโพง 6 ตำแหน่ง
- ไฟ Ambient Light ปรับได้ 256 สี
- ระบบปรับอากาศดิจิทัล
- ช่องแอร์ผู้โดยสารตอนหลัง
- กุญแจ Smart Keyless Entry
- เบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Hold
- พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง
- เบาะนั่งหุ้มหนัง
- เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
- เบาะผู้โดยสารหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง
- เบาะหลังพับแยก 60:40
- กระจกหน้าต่าง 4 บาน แบบ One-Touch
- ภายในมีให้เลือกโทน Skyline White และ Horizon Grey
ระบบความปลอดภัย
- ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
- ระบบเบรก ABS / EBD / BA
- ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี G-TCS
- ระบบช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ ARP
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC
- ระบบเตือนคนเดินถนนขณะใช้ความเร็วต่ำ AVAS
- ระบบเตือนมุมอับสายตา BSD
- ระบบเตือนรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน LCA
- ระบบเตือนรถตัดผ่านขณะถอย RCTA
- ระบบเตือนการชนด้านหลัง RCW
- ระบบเตือนก่อนเปิดประตู DOW
- ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS
- จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX
- ระบบกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา
- โหมดกล้อง Transparent Chassis
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC
- ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB
- ระบบเตือนรถออกนอกเลน LDW
- ระบบตรวจจับป้ายจราจร TSI
- ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ FVD
- ระบบจ่ายไฟให้เครื่องใช้ภายนอก V2L
การรับประกัน
- รับประกันตัวรถ 6 ปี หรือ 150,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 150,000 กม.
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี
- ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี
- Portable Charger
- พรมปูพื้น


























































































































