ขนส่ง อนุมัติ! ให้รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง จดทะเบียนได้ อัตราภาษีปีละ 150 บาท


ถือเป็นข่าวดีครั้งใหญ่สำหรับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพขนส่งรายย่อยในระดับชุมชน เมื่อกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ประกาศปรับปรุงมาตรการและแนวทางปฏิบัติใหม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำ “รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง” หรือรถเศรษฐกิจชุมชน เข้าสู่ระบบการจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพควบคู่ไปกับการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก เร่งพิจารณาปรับปรุงมาตรการรองรับกลุ่มรถเศรษฐกิจชุมชน เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่นๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของประชาชนจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมายังติดล็อกข้อกฎหมายทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง
เจาะลึกเกณฑ์ใหม่ รถพ่วงข้างแบบไหนที่จดทะเบียนได้?
นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดและข้อกำหนดทางวิศวกรรมยานยนต์ สำหรับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนไว้ดังนี้:
- ตำแหน่งการติดตั้ง: ตัวพ่วงข้างจะต้องติดตั้งไว้ทาง “ด้านซ้าย” ของตัวรถจักรยานยนต์เท่านั้น
- ความมั่นคงแข็งแรง: โครงสร้างและจุดยึดพ่วงต้องมีความแข็งแรง มั่นคง ไม่บดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ และที่สำคัญต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการทรงตัวหรือการควบคุมรถ
- ระบบความปลอดภัย: ต้องติดตั้งระบบห้ามล้อ (ระบบเบรก) ที่มีประสิทธิภาพ สามารถลดความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างปลอดภัย
- ระบบไฟและสัญญาณ: ต้องมีอุปกรณ์ส่องสว่าง (ไฟท้าย/ไฟสัญญาณ) และอุปกรณ์สะท้อนแสงติดตั้งไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ร่วมใช้ทางเห็นตัวรถได้ง่ายในเวลากลางคืนหรือในสภาพแสงน้อย ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน
ประเภทการจดทะเบียนและอัตราภาษี
เมื่อผ่านการตรวจสภาพและพิจารณาจากนายทะเบียนแล้ว รถจักรยานยนต์พ่วงข้างจะถูกบันทึกสถานะให้เป็น ประเภทรถจักรยานยนต์ (รย.12) โดยจะระบุลักษณะรถอย่างถูกต้องว่าเป็น “รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง” ซึ่งมีการจัดเก็บอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้างอยู่ที่ 150 บาท
ขั้นตอนและวิธีนำรถพ่วงข้างไปจดทะเบียน
กรมการขนส่งทางบกได้เปิดให้เจ้าของรถสามารถนำรถไปยื่นคำขอเพื่อบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีขั้นตอนปฏิบัติเบื้องต้นดังนี้:
- เตรียมเอกสารให้พร้อม: นำใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียนรถจักรยานยนต์คันหลัก) พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ
- ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน: เดินทางไปยังสำนักงานขนส่งที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ เพื่อแสดงความจำนงในการขอแก้ไขลักษณะรถ
- นำรถเข้ารับการตรวจสภาพ: นำรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเข้าสู่กระบวนการตรวจสภาพ ณ งานตรวจสภาพรถ ของสำนักงานขนส่ง โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความแข็งแรงของจุดยึด ระบบเบรก และระบบส่องสว่างให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
- บันทึกแก้ไขและชำระภาษี: เมื่อผ่านการตรวจสภาพเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะทำการบันทึกข้อมูลแก้ไขลักษณะรถลงในเล่มทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เจ้าของรถสามารถนำไปใช้งานได้อย่างสบายใจ
บทสรุปและมุมมอง: การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ โดยหันมา “กำกับดูแลแทนการสั่งห้าม” ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทเศรษฐกิจฐานรากของไทย ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้า รถพุ่มพวง และผู้ขับขี่รถพ่วงข้างสามารถวิ่งใช้งานบนท้องถนนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเสี่ยงโดนจับดัดแปลงสภาพรถอีกต่อไป ทั้งยังช่วยยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันอีกด้วย
Advertisement Advertisement


เจาะลึกเกณฑ์และข้อกำหนดมิติตัวรถพ่วงข้าง
นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดข้อกำหนดทางวิศวกรรมยานยนต์ สำหรับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยมีเกณฑ์มิติตัวรถและลักษณะการติดตั้งที่สำคัญ ดังนี้:
- ตำแหน่งการติดตั้ง: ตัวพ่วงข้างจะต้องติดตั้งไว้ทาง “ด้านซ้าย” ของตัวรถจักรยานยนต์เท่านั้น
- ความมั่นคงแข็งแรง: โครงสร้างและจุดยึดพ่วงต้องมีความแข็งแรง มั่นคง ไม่บดบังทัศนวิสัยหรือสายตาของผู้ขับขี่ และไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการทรงตัวหรือการควบคุมรถ
- เกณฑ์มิติตัวรถ:
- ความกว้างตัวพ่วงข้าง: ไม่เกิน 1.10 เมตร
- ความกว้างรวม (รถ + พ่วงข้าง): ไม่เกิน 1.50 เมตร
- ความยาวตัวพ่วงข้าง: ไม่เกิน 1.75 เมตร
- ความสูง: ไม่เกิน 2.00 เมตร
ระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์แสงสว่างที่ต้องมี
เพื่อลดความเสี่ยงจากการเฉี่ยวชนและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถบนท้องถนน โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือในสภาพแสงน้อย ตัวรถต้องมีองค์ประกอบด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม ดังนี้:
- ระบบเบรก: ระบบห้ามล้อต้องทำงานดี มีประสิทธิภาพ สามารถลดความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างปลอดภัย
- ระบบไฟหน้าและอุปกรณ์สะท้อนแสง: ตัวพ่วงข้างต้องติดตั้งไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง และมีอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงติดตั้งไว้ที่ท้ายรถเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน
- อุปกรณ์เพิ่มเติมที่แนะนำเพื่อความปลอดภัย: เจ้าของรถสามารถติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยได้แก่ ไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงที่ส่องสว่างไปด้านหลัง รวมถึงติดตั้งป้ายสะท้อนแสงคำว่า “รถพ่วงข้าง” (พื้นหลังสีขาวหรือสีเหลือง อักษรสีดำ) ไว้ที่ด้านท้ายรถ
ประเภทการจดทะเบียนและอัตราภาษีรถประจำปี
เมื่อผ่านการตรวจสภาพและพิจารณาจากนายทะเบียนแล้ว รถจักรยานยนต์พ่วงข้างจะได้รับการบันทึกแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจัดอยู่ในประเภทรถจักรยานยนต์ (รย.12) ลักษณะ “รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง” ซึ่งมีรายละเอียดการชำระภาษีรถประจำปี ดังนี้:
- ภาษีรถจักรยานยนต์: 100 บาท
- ภาษีรถพ่วงข้าง: 50 บาท
- อัตราภาษีรวมประจำปี: 150 บาท
ขั้นตอนการนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียน
กรมการขนส่งทางบกได้เปิดให้เจ้าของรถสามารถนำรถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปยื่นคำขอเพื่อบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้:
- เตรียมเอกสารและใบคู่มือจดทะเบียน: เจ้าของรถเตรียมคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียนรถจักรยานยนต์คันหลัก) และหลักฐานประจำตัว
- นำรถเข้ารับการตรวจสภาพ: นำรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเข้าตรวจสภาพ ณ งานตรวจสภาพรถ ของสำนักงานขนส่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของจุดยึดพ่วง ระบบเบรก และระบบแสงสว่างให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด
- บันทึกแก้ไขตราบัญชีและชำระภาษี: เมื่อรถผ่านการตรวจสภาพเรียบร้อยแล้ว นายทะเบียนจะทำการบันทึกข้อมูลการแก้ไขลักษณะรถลงในเล่มทะเบียนให้ถูกต้อง และจัดเก็บภาษีประจำปี เพื่อให้เจ้าของรถได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและใช้งานได้อย่างมั่นใจ

