14 ค่ายญี่ปุ่น นำทัพโดย TOYOTA รวมมาตรฐานร่วม ยอมรับ “ชิ้นส่วนมีตำหนิเล็กน้อย” หวังแก้ปัญหาสินค้าขาดแคลน ในประเทศญี่ปุ่น

14 ค่ายญี่ปุ่น นำทัพโดย TOYOTA รวมมาตรฐานร่วม ยอมรับ “ชิ้นส่วนมีตำหนิเล็กน้อย” หวังแก้ปัญหาสินค้าขาดแคลน ในประเทศญี่ปุ่น
Spread the love
Advertisement Advertisement

ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นนำโดย Toyota กำลังสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ด้วยการจับมือกับซัพพลายเออร์เพื่อปฏิรูปมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ครั้งใหญ่ ผ่านการกำหนดนโยบายร่วมในการยอมรับ “ชิ้นส่วนที่มีตำหนิภายนอกขนาดเล็ก” หากชิ้นส่วนนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะและความปลอดภัยของตัวรถ

มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดขยะในระบบการผลิต (Manufacturing Waste) เพิ่มเสถียรภาพให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และที่สำคัญที่สุดคือ “การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อรับมือกับสงครามราคาจากค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน” ที่กำลังรุกคืบอย่างหนักในตลาดโลก

จุดเริ่มต้นของวิกฤต ทำไมญี่ปุ่นต้องยอมลด “ความเนี้ยบ”?

เป็นที่ทราบกันดีว่า มาตรฐานการผลิตของญี่ปุ่น หรือวิถีแห่ง Monozukuri (จิตวิญญาณการทำของให้สมบูรณ์แบบ) นั้นมีความเข้มงวดสูงมาก ในอดีต ซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนมักจะคัดแยกชิ้นส่วนที่มีตำหนิเพียงเล็กน้อย เช่น จุดด่างดำ รอยขีดข่วนบางๆ หรือครีบพลาสติกส่วนเกิน ทิ้งไปโดยสมัครใจ แม้ว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นจะใช้งานได้ปกติ 100% ก็ตาม

ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นไม่สามารถแบกรับเม็ดเงินที่สูญเสียไปกับ “ความสมบูรณ์แบบที่เกินความจำเป็น” (Over-specification) นี้ได้อีกต่อไป โดยมีปัจจัยเร่ง 3 ประการ ดังนี้:

  • วิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งและการจัดหา แนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในการผลิตพลาสติกและชิ้นส่วนโพลิเมอร์ในรถยนต์ เมื่อวัตถุดิบหายากและแพงขึ้น การทิ้งชิ้นส่วนจึงกลายเป็นต้นทุนที่มหาศาล
  • วิกฤตแรงงานและต้นทุนในประเทศ ปัญหาประชากรสูงวัยในญี่ปุ่นทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต ประกอบกับค่าแรงเฉลี่ยของพนักงานประจำในอุตสาหกรรมนี้พุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 370,000 เยนต่อเดือน หรือ 75,000 บาท (เพิ่มขึ้นราว 20% ในรอบทศวรรษ) ทำให้ต้องลดขั้นตอนที่ใช้แรงงานคนให้ได้มากที่สุด
  • ความเร็วและราคาของคู่แข่งจากจีน ค่ายรถยนต์และซัพพลายเออร์จากจีนมีความได้เปรียบทั้งในแง่ของความเร็วในการพัฒนา (Speed to Market) และต้นทุนที่ต่ำกว่า จากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและการกำหนดมาตรฐานที่เน้นการใช้งานจริงเป็นหลัก

โมเดลขับเคลื่อน ความร่วมมือระดับประเทศของ JAMA และ JAPIA

นโยบายปฏิรูปมาตรฐานชิ้นส่วนยานยนต์ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการบูรณาการร่วมกันของ 2 องค์กรหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น โดยมีแผนการบังคับใช้และขยายผลไปจนถึงสิ้นปี 2026

ข้อมูลอ้างอิงโครงสร้างองค์กรขับเคลื่อน:
JAMA (Japan Automobile Manufacturers Association) สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งญี่ปุ่น ประกอบด้วยผู้ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรายใหญ่ 8 ราย (รวมถึง Toyota, Honda, Nissan) ตลอดจนผู้ผลิตรถบรรทุกและรถโดยสาร
JAPIA (Japan Auto Parts Industries Association) สมาคมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์แห่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของซัพพลายเออร์และผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยประมาณ 450 ราย

ปัจจุบัน Toyota ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์กรเฉพาะกิจ (Special Task Force) ขึ้นมาภายในองค์กรเรียบร้อยแล้ว เพื่อทำหน้าที่ร่วมประเมินและทดสอบชิ้นส่วนภายใต้มาตรฐานใหม่ร่วมกับซัพพลายเออร์โดยตรง พร้อมทั้งเปิดเวทีประชุมร่วมกับค่ายรถยนต์คู่แข่งรายอื่นอย่าง Honda และ Nissan เพื่อให้ทิศทางการปรับเปลี่ยนมาตรฐานนี้เดินหน้าไปในแนวทางเดียวกันทั้งประเทศ

เจาะลึกเกณฑ์ใหม่ อะไรคือชิ้นส่วนที่ “ยอมรับได้”?

ภายใต้มาตรฐานที่รวมเป็นหนึ่งเดียวนี้ โรงงานประกอบรถยนต์ (OEMs) จะยอมรับชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ตราบใดที่ผ่านมาตรฐานระดับชาติ และไม่มีปัญหาด้านฟังก์ชันการทำงาน โดยมีการยกตัวอย่างชิ้นส่วนที่เห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน ดังนี้:

1. ชิ้นส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Plastic Connectors)

ชุดปลั๊กและคอนเนคเตอร์พลาสติกที่ใช้เชื่อมต่อสายไฟในรถยนต์ ถือเป็นกลุ่มชิ้นส่วนที่มีอัตราการถูกตีตกสูงมากในอดีต

Advertisement Advertisement
  • ปัญหาเดิม: กว่า 60% ของชิ้นส่วนที่ถูกประเมินว่าเป็น “สินค้าไม่ได้มาตรฐาน (NG)” เกิดจากการพบ จุดด่างดำ (Dark Spots) บนพื้นผิวพลาสติก ซึ่งเกิดจากกระบวนการหลอมความร้อน แต่อยู่ในจุดที่ไม่ส่งผลต่อการนำไฟฟ้าหรือความแข็งแรง
  • ผลลัพธ์ใหม่: การยอมรับชิ้นส่วนที่มีจุดดำขนาดเล็กนี้ คาดว่าจะช่วยลดจำนวนขยะพลาสติกและเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนที่นำมาใช้งานได้จริงในญี่ปุ่นได้มากถึง 10,000 ชิ้นต่อเดือน

2. ชิ้นส่วนที่มีคราบหรือส่วนเกินจากการหล่อ (Burrs & Flashes)

กระบวนการปั๊มหรือฉีดขึ้นรูปพลาสติกและโลหะ มักจะเกิดครีบหรือรอยสากขนาดเล็กที่ขอบชิ้นส่วน

  • ปัญหาเดิม: ซัพพลายเออร์ต้องใช้แรงงานคนและเวลาจำนวนมากในขั้นตอนการขัดแต่ง (Deburring) และตรวจสอบคุณภาพ (QC) เพื่อให้ผิวเรียบเนียนที่สุด
  • ผลลัพธ์ใหม่: มาตรฐานใหม่จะอนุญาตให้ชิ้นส่วนที่มีครีบพลาสติกหรือรอยสากในจุดที่ไม่มีอันตราย (ไม่เกี่ยวกับการประกอบและไม่บาดสายไฟ) สามารถผ่านเกณฑ์ตรวจรับได้ทันที ช่วยลดชั่วโมงการทำงาน (Man-Hours) ในไลน์ QC ได้อย่างมหาศาล

สรุปการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติหลัก (Unified Standard)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือข้อสรุปการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเห็นพ้องต้องกัน:

  • จุดด่างดำบนผิวพลาสติก (Dark Spots):

    แนวทางเดิม: ตีตกและนำไปทำลายทิ้งทันที
    มาตรฐานใหม่: ยอมรับให้นำไปใช้งาน ตราบใดที่ระบบการทำงานของชิ้นส่วนสมบูรณ์ 100%

  • รอยขีดข่วนขนาดเล็ก (Minor Scratches):

    แนวทางเดิม: ประเมินเป็นสินค้ามีตำหนิ แม้จะอยู่ด้านในหรือจุดที่มองไม่เห็นหลังจากประกอบรถเสร็จ
    มาตรฐานใหม่: ยอมรับได้ หากไม่มีผลต่อรูปลักษณ์ภายนอกและการใช้งานจริง

  • ครีบพลาสติกหรือรอยสากขอบชิ้นส่วน (Burrs):

    แนวทางเดิม: บังคับให้ใช้แรงงานคนขัดออกทั้งหมด ทำให้เสียชั่วโมงการทำงานในกระบวนการ QC
    มาตรฐานใหม่: อนุญาตให้ผ่านเกณฑ์ได้ หากเป็นรอยที่ไม่มีอันตรายและไม่ส่งผลต่อโครงสร้างหลัก

บทสรุป ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Toyota และกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ยืดหยุ่นและการยอมรับความจริงในโลกธุรกิจยานยนต์ยุคใหม่ การ “ลดความเนี้ยบในจุดที่ไม่จำเป็น” ไม่ใช่การลดทอนความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการ เปลี่ยนขยะทางกระบวนการผลิตให้กลับมาเป็นแต้มต่อทางด้านต้นทุน

ท่ามกลางวิกฤตซัพพลายเชนโลกและการแข่งขันที่ดุเดือด มาตรฐานร่วมนี้จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้ยานยนต์สายเลือดญี่ปุ่น ยังคงรักษาเสถียรภาพการผลิต และสามารถยืนหยัดต่อสู้ในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป

ทำเนียบรายชื่อสมาชิก (องค์กร/สมาคม)

  • บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ จำกัด (Isuzu Motors Limited)
  • บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ส จำกัด (Kawasaki Motors Corporation)
  • บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (Suzuki Motor Corporation)
  • บริษัท ซูบารู คอร์ปอเรชั่น (Subaru Corporation)
  • บริษัท ไดฮัทสุ มอเตอร์ จำกัด (Daihatsu Motor Co., Ltd.)
  • บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (Toyota Motor Corporation)
  • บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (Nissan Motor Co., Ltd.)
  • บริษัท ฮีโน่มอเตอร์ส จำกัด (Hino Motors, Ltd.)
  • บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda Motor Co., Ltd.)
  • บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (Mazda Motor Corporation)
  • บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (Mitsubishi Motors Corporation)
  • บริษัท มิตซูบิชิ ฟูโซ่ ทรัค แอนด์ บัส คอร์ปอเรชั่น (Mitsubishi Fuso Truck and Bus Corporation)
  • บริษัท ยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด (Yamaha Motor Co., Ltd.)
  • บริษัท ยูดี ทรัคส์ คอร์ปอเรชั่น (UD Trucks Corporation)

nikkei

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้