HONDA แก้เกม! เตรียมเปิดตัว NEW CIVIC , HR-V , ACCORD งบปี 2027 บนระบบไฮบริดใหม่ เน้นลงทุนไฮบริดมากขึ้น








Honda เตรียม “แก้เกมใหญ่” เดินหน้า HEV ไฮบริด 13 รุ่น และยกระดับระบบช่วยขับด้วย AI (NOA) เพื่อกู้ศักยภาพรถ 4 ล้อ
บทความจาก Best Car Web สื่อรถยนต์ดังในประเทศญี่ปุ่น สะท้อนภาพเดียวกันชัดมากว่า “ฮอนด้ากำลังอยู่ในช่วงต้องพลิกเกม” เพราะธุรกิจรถยนต์ 4 ล้อเจอแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งยอดขายในญี่ปุ่นที่ลดลง ตลาดจีนที่หดแรง และการรุก BEV ที่ยังไม่เข้าเป้า จนทำให้ฮอนด้าต้องกลับมาโฟกัสอาวุธที่ตัวเองถนัดที่สุด คือระบบไฮบริด e:HEV และเทคโนโลยีช่วยขับขั้นสูงที่ใช้ AI เป็นแกนกลาง
ภาพรวมปัญหา ทำไม Honda ต้อง “เปลี่ยนจังหวะ”
Best Car Web ระบุว่า ยอดขายในญี่ปุ่นปี 2025 ของฮอนด้าปิดด้วยตัวเลขลดลงราว 7.3% เหลือประมาณ 6.2 แสนคัน และตกเป็นอันดับ 3 รองจาก Toyota/Lexus และ Suzuki ซึ่งในกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่ มีไม่กี่ค่ายที่ยอดขาย “ติดลบ” ในปีเดียวกันนั้น (ฮอนด้าเป็นหนึ่งในนั้น)
ขณะเดียวกัน ภาพต่างประเทศก็ไม่ได้สวย โดยสหรัฐฯ โตเพียงเล็กน้อย แต่จีนกลับลดลงระดับ “ราว 20%” และ BEV ที่ฮอนด้าอุตส่าห์ผลักดันก็ยังทำผลงานไม่โดดเด่น ทำให้มองไม่เห็นทางแก้เกมแบบชัดเจนในระยะสั้น อีกทั้งภูมิภาคอาเซียนก็ถูกมองว่าเผชิญความยากลำบากในทิศทางใกล้เคียงกัน
บทความยังชี้ว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนในผลประกอบการด้วย โดยธุรกิจรถ 4 ล้อมีแนวโน้มขาดทุนในปีงบประมาณ 2025 และแม้จะมีปัจจัยซัพพลายเชนอย่างกรณีซัพพลายเออร์ชิปลด/หยุดส่งมอบ (Nexperia) มาซ้ำเติม แต่แนวทาง “ไปสุดทาง BEV/FCEV” ก็ถูกมองว่ามีส่วนเป็นความผิดจังหวะเชิงกลยุทธ์เช่นกัน
คำตอบของ Honda คือ “กลับมาเน้น HEV” แบบจริงจัง
แกนหลักที่ Best Car Web ย้ำคือ ฮอนด้าประกาศชัดว่าจะ “ทบทวนยุทธศาสตร์ BEV” แล้วหันมาเสริมกำลังไฮบริด e:HEV โดยตั้งเป้าเปิดตัว “ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่” รวม 13 รุ่นในระดับโลก ภายในช่วง 4 ปีนับจากปี 2027
ถ้าแปลความแบบมุมธุรกิจ นี่คือการยอมรับความจริงของตลาดช่วงเปลี่ยนผ่าน ว่าลูกค้ายังต้องการรถที่ประหยัด ใช้งานง่าย ไม่ต้องพึ่งโครงสร้างชาร์จ 100% แต่ก็ยังได้ประสบการณ์ขับแบบไฟฟ้าและลดการใช้น้ำมันลง “มากพอ” ซึ่ง HEV ตอบโจทย์ที่สุดในสมรภูมิที่แข่งกันด้วยความคุ้มค่า
ญี่ปุ่นอาจได้ 3 รุ่น “ไฮบริดเจนใหม่” ในปีงบประมาณ 2027
บทความระบุว่ามีข้อมูลว่าในปีงบประมาณ 2027 ตลาดญี่ปุ่นจะได้รถ e:HEV เจเนอเรชันใหม่ 3 รุ่น โดย “Accord เจเนอเรชันถัดไป” และ “Civic รุ่นถัดไป” ดูมีความเป็นไปได้สูง ส่วนรุ่นที่สามยังไม่ระบุชัด แต่ “Vezel” ถูกมองว่าเป็นตัวเต็ง และจะมีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบ 4WD ให้เลือกด้วย
จุดนี้สำคัญ เพราะถ้าฮอนด้าทำ e:HEV รุ่นใหม่ให้ “ประหยัดขึ้น ขับเนียนขึ้น ต้นทุนลดลง” และเสริม e-4WD ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ก็จะเพิ่มความน่าสนใจในกลุ่มลูกค้าที่เริ่มเบื่อสงครามราคา BEV แต่ยังอยากได้เทคโนโลยีไฟฟ้า
อีกอาวุธคือ “AI + NOA” ยกระดับระบบช่วยขับให้เป็นจุดขายหลัก
Best Car Web บอกว่า ฮอนด้าจะเริ่มใส่เทคโนโลยีแบบ E2E (end-to-end) ในระบบ NOA (Navigation on Pilot) กับรถผลิตจริงตั้งแต่ปี 2027 โดยแนวคิดของ NOA คือ เมื่อผู้ขับตั้งปลายทางในระบบนำทาง รถสามารถช่วยขับตามเส้นทางตั้งแต่ต้นจนจบได้ และด้วยการพัฒนา AI แบบก้าวกระโดด ทำให้ความสามารถระบบขับขี่อัตโนมัติ/กึ่งอัตโนมัติยกระดับเร็วมาก
ขยายความแบบภาษาคนใช้รถ NOA ไม่ใช่แค่ “คุมความเร็วตามคันหน้า” หรือ “ประคองเลน” แต่เป็นการผสานการตัดสินใจบนเส้นทาง เช่น การเปลี่ยนเลน การเลือกช่องทาง การตามเส้นทางจากเนวิเกชัน โดยระบบจะต้องแม่นทั้งเรื่องการมองเห็น การคาดการณ์ และการตัดสินใจ ซึ่งเป็นจุดที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ
อ่านเกมให้ขาด Honda กำลัง “รีบสร้างความคม” ให้สินค้า 2 ด้านพร้อมกัน
สิ่งที่บทความพยายามสะท้อนคือ ฮอนด้าไม่ได้แก้เกมด้วยการเพิ่มรุ่นเฉย ๆ แต่กำลัง “รีเซ็ตความแข็งแรงของสินค้า” ด้วย 2 แกน
- แกนแรก คือ e:HEV เจเนอเรชันใหม่ เพื่อดึงความได้เปรียบด้านการประหยัดและการขับขี่กลับมา และทำให้ไลน์อัปตอบโจทย์ตลาดส่วนใหญ่ในช่วง 2027–2031
- แกนสอง คือระบบช่วยขับ NOA ที่ใช้ AI เป็นฐาน เพื่อเพิ่มมูลค่าของรถในสายตาลูกค้า เพราะถ้ารถไฮบริด “ประหยัดและขับดี” แต่ยังให้เทคโนโลยีช่วยขับระดับสูง ก็จะกลายเป็นแพ็กเกจที่แข็งมาก โดยเฉพาะในยุคที่แบรนด์จีนชนะด้วยฟีเจอร์และเทคโนโลยีเป็นหลัก
มุมมองต่อไทยและอาเซียน อะไรน่าจับตาเป็นพิเศษ
แม้บทความจะพูดกว้างถึงอาเซียนว่าเผชิญความยากคล้ายกัน :contentReference[oaicite:6]{index=6} แต่ถ้ามองในบริบทไทย “HEV คือเซกเมนต์ที่มีโอกาสสูง” เพราะผู้ใช้จำนวนมากยังไม่พร้อมกระโดดไป BEV 100% ทั้งเรื่องสถานีชาร์จ รูปแบบการอยู่อาศัย และความกังวลเรื่องมูลค่าขายต่อ
ดังนั้น ถ้า e:HEV เจนใหม่เกิดจริงตามกรอบปี 2027 ในญี่ปุ่น โอกาสที่จะไล่ไทม์ไลน์มาถึงตลาดสำคัญในอาเซียนก็มีความเป็นไปได้ และสิ่งที่ควรจับตาคือ “ต้นทุนระบบไฮบริดรุ่นใหม่” จะทำให้ราคารถ HEV เข้าถึงง่ายขึ้นหรือไม่ รวมถึงการยกระดับ ADAS/NOA จะมาในสเปกภูมิภาคเรามากน้อยแค่ไหน
สรุปใจความสำคัญ
Best Car Web กำลังบอกเราว่า Honda จะไม่ยืนกรานเดินเกม BEV อย่างเดียวแล้ว แต่จะกลับไปวางหมากแบบตลาดจริง คือเสริมทัพ e:HEV เจเนอเรชันใหม่จำนวนมาก และใช้ AI ยกระดับระบบช่วยขับ NOA เพื่อ “กู้ความสามารถในการแข่งขันของรถ 4 ล้อ” ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
ระบบไฮบริดสองมอเตอร์ของ Honda ที่เรียกว่า e:HEV ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2020
ระบบ e:HEV เป็นระบบไฮบริดแบบสองมอเตอร์ของ Honda Motor Co., Ltd. ที่พัฒนามาจากระบบ i‑MMD (Intelligent Multi-Mode Drive) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในรุ่น Honda Accord Hybrid ในปี 2013 ส่วนชื่อ «e:HEV» ถูกตั้งขึ้นในช่วงปลายปี 2018-2019 เพื่อใช้เป็นแบรนด์สำหรับระบบไฮบริดสองมอเตอร์ของ Honda ในตลาดต่างประเทศในยุคถัดไป
Honda เองเรียก “Next-Generation e:HEV” (รุ่นถัดไป) ที่จะมีการพัฒนาเพิ่มเติม เช่น เครื่องยนต์ใหม่, มอเตอร์กำลังสูงขึ้น, ระบบขับเคลื่อน AWD ไฟฟ้า ฯลฯ
ระบบ e:HEV อยู่ในเจนที่ 1–2 ขึ้นอยู่กับนิยามของ “เจน”
- เจน 1: ระบบ i-MMD/สองมอเตอร์เริ่มตั้งแต่ 2013
- เจน 2: ระบบที่ใช้แบรนด์ e:HEV ซึ่งเริ่มราว 2019-2020
- เจน 3: “Next-Generation e:HEV” ที่ Honda กำลังพัฒนา (อนาคต)
Next-Gen Honda Hybrid & EV (เจนที่ 3) แพลตฟอร์มใหม่เบากว่า 90 kg / เครื่อง V6 ไฮบริด / Super-ONE EV รุ่นผลิตจริง
Honda เปิดเผยเทคโนโลยีรถยนต์ยุคใหม่ในงาน Four-Wheel Technology Workshop รวมแพลตฟอร์มไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เบาลง 90 กก., ระบบไฮบริด V6 สำหรับรถใหญ่ตลาดอเมริกา และ Super-ONE EV รถไฟฟ้าขนาดเล็กสปอร์ตฟีล
Honda กำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุค “หลังปี 2026” ด้วยยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากหลายค่าย โดยไม่ทิ้งรถเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิมไปทันที แต่เลือก “ต่อยอดไฮบริด” ควบคู่กับการพัฒนา EV อย่างจริงจัง ในงาน Honda Four-Wheel Technology Workshop (6 พฤศจิกายน 2025) บริษัทจึงเปิดเผย 3 เทคโนโลยีหลักที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวกำหนดดีเอ็นเอ Honda ยุคใหม่” ทั้งด้านสมรรถนะ ความสนุกในการขับ และความยั่งยืน
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีใหม่นี้ ไม่ได้อยู่แค่ “ประหยัดพลังงาน” แต่คือการคงไว้ซึ่งสิ่งที่ Honda เรียกว่า “Enjoy the Drive” — ความสนุกในการขับรถแบบ Honda แท้ๆ ไม่ว่าพลังงานจะมาจากเครื่องยนต์เบนซิน ไฮบริด หรือมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน
Honda จึงตั้งเป้าใหญ่ระดับองค์กร:
- คาร์บอนนิวทรัล 100% ภายในปี 2050
- ศูนย์ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับ Honda ภายในปี 2050
ในอีกด้านหนึ่ง Honda ยอมรับว่าตลาดโลกกำลังแยกเป็นสองวงจรใหญ่:
- EV เติบโตเร็วในจีน–ยุโรป–อังกฤษ
- ไฮบริดยังเป็น “หมากสำคัญ” ในอเมริกา–เอเชีย–ญี่ปุ่น
นี่คือเหตุผลที่ Honda เปิดทั้งแพลตฟอร์มไฮบริดยุคใหม่, ระบบ V6 ไฮบริดสำหรับรถใหญ่ และรถไฟฟ้าขนาดเล็ก Super-ONE ไปพร้อมกัน
Honda เตรียมเปลี่ยนเกมยุคใหม่ (ภาพรวม 2026–2030)
- ไฮบริด = หัวหอกก่อน EV เต็มตัว
- EV รุ่นเล็ก = จุดเริ่มต้นใหม่ ไม่แข่งพลังงาน แต่แข่ง “อารมณ์การขับขี่”
- รถใหญ่ตลาดอเมริกา = ไฮบริด V6 แรงกว่าเบนซิน แต่ประหยัดขึ้น 30%
แนวทางนี้ต่างจาก Toyota ที่แบ่งเป็น “รถไฮบริด + EV หลายขนาด” หรือ BYD ที่เดินหน้า EV เป็นหลัก Honda เลือก “ขับสนุกเป็น DNA ก่อน แล้วค่อยแก้โจทย์พลังงานตาม”
แพลตฟอร์มไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เบากว่า 90 kg / โครงสร้างใหม่ / Modular 60%
น้ำหนักลด 90 กิโลกรัม แต่ความแข็งแรงเพิ่ม
แพลตฟอร์มใหม่นี้จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2026 บนรถไฮบริดรุ่นใหม่หลายรุ่น (คาดว่า CR-V, Accord, Civic รุ่นถัดไป) เทคนิคหลักคือการใช้ “New Handling Rigidity Management” → ไม่ใช่การทำตัวถังแข็งเพียงอย่างเดียว แต่ “ทำให้โครงสร้างบิดตัวในทิศที่ควบคุมได้” เพื่อเพิ่มแรงกดล้อเวลาเข้าโค้ง
ผลลัพธ์คือ
- น้ำหนักลดลงเฉลี่ย 90 kg
- เปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วง, การกระจายน้ำหนัก, ฟีลลิ่งการบังคับพวงมาลัย
- ขับสนุก + ประหยัดเชื้อเพลิงขึ้นพร้อมกัน
Modular Architecture ใช้ชิ้นส่วนร่วมกันมากกว่า 60%
ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการพัฒนารถใหม่ → Honda สามารถสร้าง “หลายตัวถัง หลายบุคลิก” บนโครงเดียวกัน เหมือน MQB ของ Volkswagen หรือ TNGA ของ Toyota
Motion Management System — จากหุ่นยนต์สู่รถยนต์
Honda นำระบบควบคุมท่าทางที่ใช้ใน “หุ่นยนต์ ASIMO” มาประยุกต์ในรถยนต์ ทำงานร่วมกับ Agile Handling Assist (ระบบช่วยเข้าโค้งใน Accord / Prelude ใหม่) และเพิ่ม Pitch Control ช่วยคุมอาการหน้าทิ่ม–ท้ายยกระหว่างเข้าโค้ง/เบรก → ทำให้ผู้ขับ “รู้สึกว่ารถตอบสนองเร็วขึ้น แต่ยังคุมได้ง่าย”
ฮอนด้าจ่อขาดทุนประจำปีครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นปี 1957 ผู้บริหารลั่น “ยอมลดเงินเดือน” เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
รายงาน (12 มีนาคม): ฮอนด้า (Honda) ประกาศคาดการณ์ผลประกอบการทางการเงินรวมสำหรับปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026 โดยคาดว่าจะมีการบันทึกยอด “ขาดทุน” ซึ่งเหตุการณ์นี้นับเป็นการขาดทุนประจำปีครั้งแรกของบริษัทฮอนด้ามอเตอร์ นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 1957
สำหรับคาดการณ์ผลประกอบการของฮอนด้ามอเตอร์ ในปีงบประมาณ 2025 (เดือนเมษายน 2025 – มีนาคม 2026) มีรายละเอียดดังนี้:
-
ขาดทุนจากการดำเนินงาน (Operating Loss): คาดว่าจะขาดทุนราว 2.7 แสนล้าน – 5.7 แสนล้านเยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 5.45 หมื่นล้าน – 1.15 แสนล้านบาท)
-
จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีกำไร 5.5 แสนล้านเยน (ประมาณ 1.11 แสนล้านบาท)
-
-
ขาดทุนสุทธิ (Net Loss): คาดว่าจะขาดทุนราว 4.2 แสนล้าน – 6.9 แสนล้านเยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.47 หมื่นล้าน – 1.39 แสนล้านบาท)
-
จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีกำไร 3 แสนล้านเยน (ประมาณ 6.05 หมื่นล้านบาท)
-
สืบเนื่องจากการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ทางการเงินในปีงบประมาณ 2025 รวมถึงผลขาดทุนจากการที่บริษัทต้องประเมินกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ใหม่อีกครั้ง ทีมผู้บริหารระดับสูงของฮอนด้าบางส่วนจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการสมัครใจคืนเงินค่าตอบแทนผู้บริหารรายเดือนบางส่วน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2026 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้
(หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 100 เยน = 20.17 บาท)
การตัดสินใจยกเลิกโครงการครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขทางการเงินของ Honda โดยบริษัทได้ปรับคาดการณ์ผลประกอบการใหม่สำหรับปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026 ดังนี้
| รายการ | คาดการณ์เดิม | คาดการณ์ใหม่ (หลังยกเลิกโครงการ) |
|---|---|---|
| ผลกำไร/ขาดทุน | กำไร 620 ล้านเยน | ขาดทุน 690,000 ล้านเยน (ประมาณ 1.39 แสนล้านบาท) |
เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คณะกรรมการบริหารจะถูกปรับลดเงินเดือน 20-30% เป็นเวลา 3 เดือน และผู้บริหารระดับสูงจะถูกงดโบนัสตามผลประกอบการระยะสั้นทั้งหมด
อนาคตของ Honda: กลับไปซบ “Hybrid” และความไม่แน่นอนของรุ่นเล็ก
ฮอนด้า (Honda) ประกาศปรับโครงสร้างกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือกับความท้าทายและสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นความยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านแนวทางหลัก ดังนี้
-
ปรับแผนรับมือตลาด EV ชะลอตัว: จากสถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสหรัฐอเมริกาที่เติบโตช้าลง ฮอนด้าจึงปรับการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยหันมาโฟกัสและเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มรถยนต์ไฮบริดมากยิ่งขึ้น
-
บุกตลาดอินเดียและเอเชียด้วยไฮบริดยุคใหม่: นอกเหนือจากตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ฮอนด้าเตรียมส่งมอบ รถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ (Honda Next-generation hybrid) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านต้นทุน ตอบรับการขยายตัวของตลาดในประเทศอินเดียและภูมิภาคเอเชีย
-
ปรับโครงสร้างต้นทุนและยืดหยุ่นกับแผน EV ระยะยาว: มุ่งบริหารจัดการต้นทุนคงที่ให้สอดคล้องกับขนาดธุรกิจ พร้อมเดินหน้าแผนเปิดตัวรถยนต์ EV ในระยะยาวอย่างรอบคอบ โดยรักษาสมดุลระหว่างแนวโน้มของตลาดและความสามารถในการทำกำไร
-
รักษาเสถียรภาพเพื่อผู้ถือหุ้น: แม้อาจมีความท้าทายด้านค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะรักษาผลตอบแทนที่มั่นคง โดยอาศัยศักยภาพการทำกำไรจากรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ ผสานกับกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงิน
บทสรุปจากมุมมองนักวิเคราะห์
การถอยทัพของ Honda ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “สงคราม EV” ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แม้จะมีเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างระบบปฏิบัติการ Asimo หรือการขับขี่อัตโนมัติ Level 3 แต่หากปัจจัยทางการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวย การดึงดันเดินหน้าต่ออาจหมายถึงความล่มจมของบริษัท การกลับมาหา Hybrid จึงเป็น “ท่าไม้ตาย” เพื่อรักษาความอยู่รอดในยุคเปลี่ยนผ่านนี้
ด่วน! HONDA ยกเลิกแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซีรีย์ 0 รุ่นใหม่ ยืนยันเน้นไฮบริดเป็นหลัก





HONDA VEZEL/HRV ปรับปรุงเจนที่ 3 ในญี่ปุ่น เตรียมเปิดตัวปี 2027 ออกแบบใหม่ทั้งหมด
