ตารางราคาผ่อนดาวน์ MG URBAN วิ่งได้ 435 – 530 กม./ชาร์จ NEDC เปิดขายไทย 529,900 – 709,900 บาท รวมภาพคันจริง



น่าจะเป็นจุดเด่นของแบตเตอรี่ MG URBAN ที่ใช้ของ CATL กับมาตรฐานใหม่จีน GB38031-2025 (มาตรฐานนี้เริ่มใช้ 1 ก.ค.2026 แต่แบรนด์จีนใช้ไปก่อนหน้านี้สักพักใหญ่แล้ว)
ใจความสำคัญ GB 38031-2025 มาตรฐานแบตเตอรี่ EV ใหม่ของจีน ที่กำหนดให้แบตเตอรี่ต้องไม่ติดไฟหรือระเบิด เมื่อเกิดภาวะ Thermal Runaway
สรุปมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ MG URBAN
🔹 GB 38031-2025 (จีน)
มาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าฉบับล่าสุดของจีน เน้นการป้องกันการลุกไหม้และการเกิด Thermal Runaway พร้อมกำหนดให้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าและเพิ่มความปลอดภัยของแบตเตอรี่ในสภาวะรุนแรง
🔹 มอก. 3026-2563 (ประเทศไทย)
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า กำหนดด้านความปลอดภัย การทดสอบ และการป้องกันความเสี่ยงจากระบบแบตเตอรี่
🔹 ECE R100-04 (ยุโรป)
ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ครอบคลุมการป้องกันไฟฟ้าช็อต ความทนทานต่อแรงกระแทก และความปลอดภัยหลังเกิดอุบัติเหตุ
ข้อควรระวัง: แม้มาตรฐานใหม่จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะ Thermal Runaway ได้อย่างมหาศาล แต่ “ไม่ได้หมายความว่ารถ EV จะไม่มีวันไฟไหม้อีกเลย” มาตรฐานนี้โฟกัสที่การลัดวงจรภายใน แต่ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงจากภายนอก (เช่น การชนด้วยความเร็วสูงมากจนโครงสร้างแบตเตอรี่ฉีกขาดรุนแรง) ก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการออกแบบโครงสร้างตัวถังรถยนต์มาร่วมปกป้องด้วย
Thermal Runaway เปรียบเสมือน “โดมิโนความร้อน” ของแบตเตอรี่ หากเซลล์หนึ่งเกิดปัญหา ความร้อนอาจลามไปทั้งแพ็กได้ แต่ระบบป้องกันที่ดีจะช่วยหยุดการลุกลามนั้นไว้




ราคาจำหน่าย MG URBAN ในประเทศไทย
- STANDARD 42.8 kWh 435 กม./ชาร์จ ราคา 529,900 บาท
- MAX 53.9 kWh 530 กม./ชาร์จ ราคา 599,900 บาท
- ULTRA 53.9 kWh 530 กม./ชาร์จ ราคา 709,900 บาท
*ราคาพิเศษ ถึง 31 กรกฎาคม 2026
รายการของแถมและสิทธิพิเศษ
-
ประกันภัย: ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี (มูลค่า 25,000 บาท)
-
อุปกรณ์ชาร์จ
-
ฟรี MG HOME CHARGER 1 ชุด (มูลค่า 25,000 บาท)
-
ฟรี ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER (มูลค่า 13,500 บาท)
-
ฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน (Emergency Charger)
-
-
อุปกรณ์ตกแต่ง: ฟรี ชุดพรมปูพื้น (มูลค่า 990 บาท)
การรับประกัน
-
แบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน: รับประกันตลอดอายุการใช้งาน (สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาและการใช้งานส่วนบุคคลเท่านั้น)
-
ตัวรถ: รับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 km (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
เงื่อนไขสำคัญ
ระยะเวลาแคมเปญ: ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2569 – 30 มิถุนายน 2569
สิทธิพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถกับผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีทุกแห่งทั่วประเทศ
เงื่อนไขการรับประกันเป็นไปตามที่ฝ่ายบริการหลังการขายกำหนด
สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ และเป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคาร/สถาบันการเงินที่ร่วมรายการ
เอ็มจี ยกระดับวงการยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัว NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดที่ประกอบและผลิตภายในประเทศ (CKD) ยนตรกรรมรุ่นนี้ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อวิถีชีวิตอันเร่งรีบและหลากหลายของคนเมืองยุคใหม่โดยเฉพาะ สะท้อนผ่านนิยามความตั้งใจที่ว่า “LIFE EASY” ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย ง่ายดาย และเปี่ยมไปด้วยความคล่องตัว ด้วยการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เข้าถึงง่ายเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนานและลงตัว

ข้อมูลด้านสมรรถนะ ขุมพลัง แบตเตอรี่ และระบบการชาร์จไฟฟ้าของ NEW MG URBAN ในแต่ละรุ่นย่อย
รุ่นย่อย STANDARD (รุ่นเริ่มต้น)
- ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ด้านหน้า FWD กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่ Lithium-Iron Phosphate (LFP) CATL ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมงระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (อ้างอิงตามมาตรฐานการทดสอบ NEDC)
-
ชาร์จเร็ว (DC Quick Charge): รองรับกำลังไฟสูงสุด 82 kW โดยชาร์จพลังงานจาก 10% ถึง 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที เท่านั้น
-
ชาร์จปกติ (AC Normal Charge): รองรับการชาร์จผ่าน MG HOME CHARGER ที่กำลังไฟสูงสุด 6.6 kW
-
รุ่นย่อย MAX (รุ่นกลาง)
- ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า ได้รับการปรับแต่งและอัปเกรดพละกำลังให้สูงขึ้น โดยให้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์) ในส่วนของแรงบิดสูงสุดยังคงอยู่ที่ 250 นิวตันเมตร ม
- แบตเตอรี่และการขับขี่: ติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium-Iron Phosphate (LFP) จาก CATL ขนาด 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุดถึง 530 กิโลเมตร/ชาร์จ NEDC
- ประสิทธิภาพการชาร์จไฟฟ้า: * ชาร์จเร็ว (DC Quick Charge): รองรับกำลังไฟชาร์จสูงสุดที่ 88 kW โดยชาร์จพลังงานจาก 10% ถึง 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
-
ชาร์จปกติ (AC Normal Charge): รองรับการชาร์จผ่าน MG HOME CHARGER ที่กำลังไฟสูงสุด 6.6 kW
-
รุ่นย่อย ULTRA (รุ่นท็อป)
-
ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และการชาร์จ มีข้อมูลทางเทคนิคและสมรรถนะในระบบขับเคลื่อน เหมือนกับรุ่นย่อย MAX ทุกประการ * มอเตอร์ไฟฟ้า FWD ให้กำลัง 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร
-
แบตเตอรี่ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง และวิ่งได้ไกลสุด 530 กิโลเมตร (NEDC)
-
ชาร์จเร็ว DC สูงสุด 88 kW (10% – 80% ในเวลา 30 นาที) และชาร์จปกติ AC ที่ 6.6 kW
-
-
ระบบจัดการความร้อนเสริมอัจฉริยะ: แม้ว่าสมรรถนะด้านการขับเคลื่อนจะเทียบเท่ากับรุ่น MAX แต่ในรุ่น ULTRA จะมีความพิเศษและเหนือกว่าด้วยการทำงานร่วมกับชิปเซ็ตประมวลผลความเร็วสูง Qualcomm Snapdragon 8155 และระบบ i-SMART PRO ทำให้รองรับฟังก์ชันพิเศษในการสั่งเปิดระบบเป่าลมเย็นที่เบาะนั่ง (Cooling Seat) ล่วงหน้าผ่านทางสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งช่วยเตรียมความพร้อมและปรับอุณหภูมิห้องโดยสารให้เย็นสบายก่อนเริ่มออกเดินทาง
ระบบแชสซี ช่วงล่าง และฟังก์ชันการขับขี่มาตรฐาน (มีให้เหมือนกันทั้ง 3 รุ่นย่อย)
- โหมดการขับขี่ (Drive Mode): ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO (เน้นประหยัดพลังงาน), NORMAL (เน้นการขับขี่ทั่วไป), SPORT (เน้นอัตราเร่งและการตอบสนองที่เร้าใจ), SNOW (เน้นการเกาะถนนบนพื้นผิวลื่น) และ CUSTOM (ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ด้วยตัวเอง)
- ระบบ Regenerative Braking: มาพร้อมระบบ ONE PEDAL หรือระบบขับขี่อัจฉริยะด้วยแป้นเดียว ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดในเมือง พร้อมทั้งช่วยหน่วงความเร็วและดึงพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่แบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ระบบจ่ายกระแสไฟภายนอก (V2L): ติดตั้งระบบ Vehicle-to-Load มาให้ทุกรุ่นย่อย สามารถเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าสตรีมต่อไปยังอุปกรณ์ใช้สอยภายนอกรถได้ โดยรองรับกำลังไฟสูงสุดถึง 3.3 kW
-
ระบบช่วงล่างและการควบคุม: * ช่วงล่างด้านหน้า: แบบอิสระ MacPherson Strut มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลและบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ
- ช่วงล่างด้านหลัง: แบบ Torsion Beam ที่ผ่านการเซ็ตติ้งมาอย่างลงตัว ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการเกาะถนนและการทรงตัว
- ระบบเบรก: มั่นใจด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ โดยจานเบรกคู่หน้าเป็นแบบมีช่องระบายความร้อน (Ventilated Disc) และจานเบรกคู่หลังแบบดิสก์เบรกปกติ (Disc)
- ความคล่องตัว: ด้วยมิติตัวถังที่สมดุลและโครงสร้างแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยม ทำให้มีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.2 เมตร ช่วยให้การเลี้ยวกลับรถหรือซอกแซกในเขตเมืองทำได้อย่างง่ายดาย
รุ่น STANDARD (อุปกรณ์มาตรฐาน)
สำหรับรุ่นเริ่มต้น ถือว่าให้ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐานมาค่อนข้างครบครัน โดยมีรายละเอียดแบ่งตามหมวดหมู่ดังนี้ครับ
ระบบขับเคลื่อน ช่วงล่าง และล้อ
- ช่วงล่างด้านหน้า: แบบแม็คเฟอร์สันสตรัท (McPherson Strut)
- ช่วงล่างด้านหลัง: แบบทอร์ชันบีม (Torsion Beam)
- ระบบเบรก: ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน / ด้านหลังเป็นดิสก์เบรก
- โหมดการขับขี่: เลือกปรับได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW และ CUSTOM
- ระบบคันเร่ง: รองรับระบบ ONE PEDAL (เร่งและชะลอความเร็วได้ในคันเร่งเดียว)
- ล้อและยาง: ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อแบบลดแรงต้านอากาศ (AERO WHEEL COVER) รัดด้วยยางขนาด 195/60 R16
ดีไซน์และอุปกรณ์ภายนอก
-
โลโก้หน้ารถ: แบบเรืองแสง (illuminated Logo)
-
ระบบไฟส่องสว่าง:
- ไฟหน้าแบบ Projector Lens LED
- ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
- ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED Daytime Running Light
- ไฟท้าย LED ดีไซน์เอกลักษณ์แบบ Union Jack
-
ส่วนประกอบตัวถัง: สปอยเลอร์หลัง และระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
-
กระจกมองข้าง: ปรับด้วยระบบไฟฟ้า แต่พับด้วยมือ (มีไฟเลี้ยวในตัว)
อุปกรณ์ภายในและความสะดวกสบาย
-
ห้องโดยสาร & เบาะนั่ง:
-
เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์
-
เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง / เบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง
-
เบาะนั่งด้านหลังแยกพับอิสระได้แบบ 60:40 พร้อมที่เท้าแขนและที่วางแก้วน้ำ
-
ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะนั่งคู่หน้า
-
- ระบบปรับอากาศ: ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
- พวงมาลัย: พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน (Multi-Function) ปรับได้ 4 ทิศทาง (ขึ้น-ลง-เข้า-ออก) พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง
- กระจกหน้าต่าง: ระบบไฟฟ้าแบบ One-Touch ขึ้น-ลงอัตโนมัติทั้ง 4 บาน
- แผงบังแดด: กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่าง ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
หน้าจอ ระบบมัลติมีเดีย และระบบเชื่อมต่อ
- ชุดหน้าจอ: หน้าจอมาตรวัดความเร็วแบบ Digital ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอกลางระบบสัมผัส (Touchscreen) ขนาด 12.8 นิ้ว
- หน่วยประมวลผล: ชิป Snapdragon 8015
- การเชื่อมต่อไร้สาย: รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย (Wireless) รวมถึงระบบเชื่อมต่อ Bluetooth
- ช่องชาร์จไฟ: ช่อง USB Type C ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง (กำลังไฟสูง 60W) และช่อง USB Type C ด้านหลัง 1 ตำแหน่ง (15W)
- ระบบเสียง: ลำโพง 4 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่ (Safety & ADAS)
-
ระบบควบคุมการทรงตัวและเบรกพื้นฐาน
- เบรกมือไฟฟ้า (EPB) พร้อมฟังก์ชัน Auto Brake Hold
- ระบบป้องกันล้อล็อกและกระจายแรงเบรก (ABS / EBD / EBA)
- ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS) และระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง (CBC)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAS)
-
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS):
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัจฉริยะ (ICA) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ (TJA)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน พร้อมช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน (ELK)
- ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน (LKA) และระบบเตือนออกนอกเลน (LDW)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า (FCW) และระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
- ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (IHC)
-
ระบบเตือนและป้องกันจุดอับสายตา
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา (BSD / LCA)
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยจอด (RCTA) พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อถอยจอด (RCTB)
- ระบบเตือนเมื่อเปิดประตู (DOW) และระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง (RCW)
-
ระบบปกป้องและตรวจจับพฤติกรรม:
- ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ (DMS)
- กล้องมองภาพขณะถอยจอด พร้อมสัญญาณเตือนกะระยะด้านหลัง
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านนิรภัย และถุงลมนิรภัยตรงกลางระหว่างเบาะหน้า)
- จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX และเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
-
การเข้าออกรถ: ระบบกุญแจอัจฉริยะ Smart Keyless Entry
รุ่น MAX (อุปกรณ์ที่เพิ่มขยายจากรุ่น STANDARD)
ในรุ่น MAX จะเป็นการท็อปอัปออปชันเพิ่มเข้ามาเพื่อยกระดับความหรูหรา ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อขั้นสูงให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยสิ่งที่ได้เพิ่มมาจากรุ่น Standard มีดังนี้ครับ:
การอัปเกรดภายนอกและระบบการขับเคลื่อน
- ล้อและยางขนาดใหญ่ขึ้น: อัปเกรดเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 205/50 R17 (ช่วยเรื่องการยึดเกาะถนนและดูเต็มซุ้มล้อมากขึ้น)
- กระจกมองข้าง: เปลี่ยนเป็นระบบปรับและพับด้วยไฟฟ้า (สะดวกเวลาจอดรถในที่แคบ)
- ฝาท้ายไฟฟ้า: ระบบเปิด-ปิดฝาท้ายด้วยไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกสบายในการขนสัมภาระ
ยกระดับความหรูหราและความสบายในห้องโดยสาร
- ระบบระบายอากาศเบาะนั่งคู่หน้า (Cooling Seat): มีระบบพัดลมระบายอากาศทั้งเบาะฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า (ตอบโจทย์สภาพอากาศเมืองไทย)
- พวงมาลัยหุ้มหนัง: เปลี่ยนจากวัสดุทั่วไปเป็นพวงมาลัยหุ้มหนัง ให้สัมผัสที่พรีเมียมยิ่งขึ้น
- ไฟสร้างบรรยากาศ (Interactive Ambient Lights): ไฟแต่งห้องโดยสารที่สามารถปรับเฉดสีได้ถึง 256 สี และทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ของรถ
อัปเกรดหน้าจอ ระบบเสียง และแท่นชาร์จไร้สาย
- หน้าจอกลางที่ใหญ่ขึ้น: อัปเกรดหน้าจอสัมผัสตรงกลางเป็นขนาดใหญ่สะใจ 15.6 นิ้ว (จากเดิม 12.8 นิ้ว)
- แท่นชาร์จไร้สายความเร็วสูง: เพิ่มระบบ Wireless Charger กำลังไฟสูงถึง 50W
- ระบบเสียง: เพิ่มจำนวนลำโพงเป็น 6 ตำแหน่ง (จากเดิม 4 ตำแหน่ง) ให้มิติเสียงที่แน่นขึ้น
ระบบการเชื่อมต่อและสั่งการอัจฉริยะ (i-SMART เต็มรูปแบบ)
- ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND): รองรับระบบ AI VOICE COMMAND สั่งการด้วยเสียง
- ระบบควบคุมการจอดระยะไกล (REMOTE PARKING): สามารถสั่งขยับรถเข้า-ออกจากที่จอดรถแคบ ๆ ได้ผ่านรีโมทหรือสมาร์ทโฟน
- ระบบควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน: สั่งปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศล่วงหน้าก่อนขึ้นรถผ่านมือถือได้
- ระบบ i-SMART เพิ่มเติม: ประกอบด้วยระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT) เพื่ออัปเดตสถานะรถและแผนที่นำทาง
เทคโนโลยีความปลอดภัยและทัศนวิสัยขั้นสูง
- ระบบกล้องรอบคัน 360 องศา: มองเห็นภาพรอบตัวรถแบบมุมมองจำลอง เพิ่มความปลอดภัยเวลาถอยจอดหรือทางแคบ
- ระบบ Rainy Night Mode: ช่วยแสดงภาพบนหน้าจอเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่เวลากลางคืนหรือช่วงที่ฝนตกหนัก
- ระบบ Pop-up Camera: แสดงภาพมุมอับสายตาด้านข้างรถโดยอัตโนมัติบนหน้าจอกลางเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยว
- เซนเซอร์กะระยะเพิ่มเติม: เพิ่มสัญญาณเตือนกะระยะด้านหน้า (ทำให้มีเซนเซอร์ช่วยจอดครบทั้งหน้าและหลัง)
- ระบบตรวจสอบลมยาง (TPMS): ระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนความผิดปกติของแรงดันลมยางทั้ง 4 ล้อ
ULTRA เพิ่มดังนี้
ดีไซน์และสิ่งอำนวยความสะดวกภายนอก/ภายใน (Design & Comfort)
-
หลังคากระจก Panoramic Roof แบบ Fixed
-
ม่านบังแดดหลังคา: เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า สะดวกสบายในการกันความร้อน
-
เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า ปรับด้วยไฟฟ้า 4 ทิศทาง
-
ฟังก์ชัน COOLING SEAT ผ่านมือถือ สามารถสั่งเปิดระบบระบายความร้อนเบาะนั่งล่วงหน้าผ่านสมาร์ทโฟนได้
ระบบประมวลผลและการเชื่อมต่อ (Hardware & Connectivity)
-
ชิปประมวลผล Snapdragon 8155: อัปเกรดชิปเซ็ตหน้าจอให้ประมวลผลได้ไหลลื่น รวดเร็ว และรองรับกราฟิกที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
-
ระบบปฏิบัติการ i-SMART PRO: อัปเกรดเวอร์ชันระบบอัจฉริยะให้รองรับฟังก์ชันที่ฉลาดและครอบคลุมมากกว่าเดิม
ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Advanced Parking Assistance)
-
ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (SMART PARKING ASSIST): ตัวรถช่วยควบคุมพวงมาลัย เบรก และเกียร์เพื่อเข้าจอดให้อัตโนมัติ
-
ระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกลไร้คนขับ (REMOTE AUTO PARKING): สามารถสั่งการให้รถเข้า-ออกจากที่จอดรถได้ผ่านรีโมทหรือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องมีคนนั่งในรถ
ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่ (Safety & Driving Assistance)
-
ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC (Auto Lane Change): ช่วยเปลี่ยนเลนให้โดยอัตโนมัติเมื่อเปิดไฟเลี้ยวและระบบประเมินว่าปลอดภัย
-
ระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC (Lane Centering Control): ช่วยประคองพวงมาลัยให้รถวิ่งอยู่ตรงกึ่งกลางเลนตลอดเวลา
-
ระบบกล้องบันทึกเหตุการณ์ด้านหน้า (Front Camera Recorder): ติดตั้งกล้องบันทึกภาพด้านหน้ามาจากโรงงาน เพิ่มความปลอดภัยและใช้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นวัตกรรมโครงสร้างเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM
เบื้องหลังความยอดเยี่ยมของ NEW MG URBAN คือการพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะเจนเนอเรชันใหม่ล่าสุดอย่าง SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM ซึ่งโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการออกแบบโครงสร้างในรูปแบบ “CELL-TO-BODY” (CTB) เทคโนโลยีนี้คือการผสานรวมเอาโครงสร้างตัวถังรถและแพลตฟอร์มแบตเตอรี่เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งก่อให้เกิดข้อดีและจุดเด่นรอบด้านดังต่อไปนี้:
- ความยืดหยุ่นและการรองรับในอนาคต: แพลตฟอร์มนี้มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งสูง สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าได้หลากหลายเซกเมนต์
- น้ำหนักลดลงแต่แข็งแกร่งขึ้น: การผสานโครงสร้างช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินของตัวรถลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานในการปกป้องห้องโดยสารให้สูงขึ้น
- จุดศูนย์ถ่วงต่ำเพื่อการทรงตัวที่เหนือชั้น: เมื่อแบตเตอรี่และตัวถังรวมเป็นหนึ่งเดียว ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถลดต่ำลงอย่างมาก ส่งผลให้รถมีเสถียรภาพและทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกย่านความเร็ว
- พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเกินคาด: การจัดวางระบบจัดเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางและโปร่งสบายมากยิ่งขึ้น
SMART DESIGN ดีไซน์ภายนอกสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์คนเมือง
รูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตภายใต้แนวคิด “GENDER NEUTRAL TRENDY” ซึ่งเน้นการผสมผสานความทันสมัย ภาพลักษณ์ที่ดูสดใส มีชีวิตชีวา และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในยุคดิจิทัลได้อย่างไร้ข้อจำกัดเรื่องเพศและวัย พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
มิติตัวถังและขนาดของตัวรถ
- ความยาว: 4,395 มิลลิเมตร
- ความกว้าง: 1,842 มิลลิเมตร
- ความสูง: 1,549 มิลลิเมตร
- ระยะความยาวฐานล้อ (Wheelbase): 2,750 มิลลิเมตร
- ระยะวางขาสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง (Rear Legroom): 984 มิลลิเมตร
- รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด: 5.2 เมตร
อุปกรณ์และออปชันภายนอกที่โดดเด่น
- สะดุดตาด้วยโลโก้เรืองแสงลายใหม่ ILLUMINATED LOGO ที่ด้านหน้า
- ชุดไฟหน้าแบบ LED ประสิทธิภาพสูง มาพร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย
- ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHTS) เพิ่มทัศนวิสัยและการมองเห็นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- ชุดไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์เอกลักษณ์อันโดดเด่นในแบบ Union Jack
- ติดตั้งสปอยเลอร์หลัง ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติมาให้พร้อมใช้งาน
- กระจกมองข้างควบคุมด้วยไฟฟ้า ปรับและพับเก็บอัตโนมัติ พร้อมไฟเลี้ยวในตัว (มีให้ในรุ่นย่อย MAX และ ULTRA)
- การเลือกใช้ล้ออัลลอย: ในรุ่นย่อย STANDARD จะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วที่ติดตั้งฝาครอบล้อแอโรไดนามิก AERO WHEEL COVER เพื่อช่วยลดแรงต้านอากาศ ส่วนรุ่นย่อย MAX และ ULTRA จะอัปเกรดเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว เพิ่มความสปอร์ตพรีเมียม

SMART CABIN & TECHNOLOGY ห้องโดยสารอัจฉริยะยุคดิจิทัล
ภายในห้องโดยสารของ NEW MG URBAN ได้รับการจัดสรรพื้นที่อย่างเข้าใจผู้ใช้งานจริง ตกแต่งอย่างประณีตด้วยวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม SOFT TOUCH ในหลายจุดเพื่อมอบสัมผัสที่เหนือระดับ เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ชั้นดีพร้อมลวดลาย Diamond Cut ตัวเบาะนั่งด้านหลังดีไซน์พนักพิงให้สามารถแยกพับได้ในอัตราส่วน 60:40 พร้อมติดตั้งที่เท้าแขนตรงกลางเบาะหลังและที่วางแก้วน้ำ เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง
นอกจากนี้ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถยังออกแบบให้สามารถปรับการใช้งานได้แบบสองชั้น โดยมีความจุพื้นที่เก็บของปกติสูงถึง 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะผู้โดยสารแถวหลังลงทั้งหมด จะสามารถขยายพื้นที่ความจุสัมภาระได้มากสูงสุดถึง 1,266 ลิตร รองรับการขนย้ายสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย
ความแตกต่างและฟังก์ชันเด่นภายในแยกตามรุ่นย่อย
- รุ่นย่อย STANDARD (รุ่นเริ่มต้นที่คุ้มค่า): มาพร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MULTI-INFORMATION CLUSTER ขนาด 7 นิ้ว หน้าจอสีระบบความบันเทิงและการสั่งงานแบบสัมผัส (Infotainment) ขนาด 12.8 นิ้ว และเพลิดเพลินไปกับระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพงคุณภาพ 4 จุดรอบทิศทาง
- รุ่นย่อย MAX (ยกระดับความสะดวกสบาย): เพิ่มขนาดหน้าจอสัมผัสตรงกลางให้ใหญ่เต็มตาถึง 15.6 นิ้ว ขยายระบบเครื่องเสียงเป็นลำโพง 6 จุด ติดตั้งระบบไฟสร้างบรรยากาศอัจฉริยะ INTERACTIVE AMBIENT LIGHTS ที่ปรับได้มากถึง 256 เฉดสี เพิ่มแท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger) พลังแรงสูง 50 วัตต์ มีระบบเป่าลมกระจายความเย็นที่เบาะนั่งคู่หน้า (ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร) และทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่มาพร้อมฟังก์ชันระบบควบคุมการจอดรถจากระยะไกล (REMOTE PARKING)
- รุ่นย่อย ULTRA (ที่สุดของความอัจฉริยะตัวท็อป): ได้รับฟังก์ชันอัปเกรดของรุ่น MAX ทั้งหมด แต่เหนือกว่าด้วยระบบประมวลผลอัจฉริยะขั้นสูง คุมด้วยชิปเซ็ตประมวลผลความเร็วสูง QUALCOMM SNAPDRAGON 8155 ทำงานร่วมกับระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะขั้นสูง i-SMART PRO พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายด้วยฟังก์ชันการสั่งเปิดระบบเป่าลมเย็นที่เบาะนั่ง (COOLING SEAT) ผ่านสมาร์ทโฟนล่วงหน้าได้ รวมถึงติดตั้งระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ (SMART PARKING ASSIST) และระบบสั่งจอดรถอัตโนมัติระยะไกล (REMOTE AUTO PARKING) เพิ่มความง่ายในการจอดรถในทุกพื้นที่
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาตรฐาน (มีติดตั้งให้ในทุกรุ่นย่อย)
- ระบบ INTELLIGENT SMART ACCESS ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายขั้นสุดในการเข้า-ออกห้องโดยสารและการสตาร์ทรถได้ทันทีโดยไม่ต้องกดปุ่ม
- พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังอย่างดี สามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทาง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
- เบาะนั่งฝั่งคนขับปรับด้วยระบบไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง
- เปิดรับทัศนวิสัยมุมกว้างด้วยหลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น (Panoramic Glass Roof) พร้อมม่านบังแดดเปิด-ปิดไฟฟ้า
- ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมการติดตั้งช่องกระจายความเย็นสำหรับผู้โดยสารตอนหลังอย่างทั่วถึง
- กระจกหน้าต่างไฟฟ้าพร้อมระบบ ONE-TOUCH UP-DOWN และกระจกแต่งหน้าบริเวณที่บังแดดคู่หน้าพร้อมไฟส่องสว่าง
- ช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะ USB TYPE C จำนวน 3 จุด และระบบเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ
- รองรับความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วยการเชื่อมต่อ APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO แบบไร้สาย
- ระบบ AI VOICE COMMAND สั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ
- ระบบการขับขี่ด้วยแป้นเดียว ONE PEDAL ที่ช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ในเมืองที่คล่องตัวและผ่อนคลายยิ่งขึ้น
- ระบบ V2L (Vehicle-to-Load) เทคโนโลยีเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นแหล่งจ่ายไฟ แปรรูปพลังงานจากแบตเตอรี่รถส่งต่อไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอก รองรับกำลังไฟสูงสุด 3.3 kW
SMART SAFETY: ระบบความปลอดภัยระดับโลก มาตรฐานยุโรป 5 ดาว
NEW MG URBAN ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยตัวรถผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจากทั้งสถาบัน Euro NCAP และ ANCAP มั่นใจด้วยการออกแบบระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัยที่แข็งแกร่ง และการติดตั้งเทคโนโลยีระบบช่วยเหลือการขับขี่สุดล้ำ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) ระดับ 12 พร้อมการทำงานของระบบสั่งจอดอัจฉริยะ SMART AUTO PARKING SOLUTION โดยรอบคันมีการติดตั้งฮาร์ดแวร์ความปลอดภัยรวมกันถึง 21 ตำแหน่ง (แบ่งเป็น เซ็นเซอร์ตรวจจับ 12 ตำแหน่ง, กล้องรอบตัวรถ 6 ตัว และเรดาร์อัจฉริยะ 3 ตำแหน่ง)
ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่เป็นไฮไลต์
- ระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ: มาพร้อมระบบมุมมองหลายช่องจราจร (MULTI-LANE VIEW) โดยในรุ่นย่อย MAX และ ULTRA จะเป็นกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติเต็มรูปแบบที่ทำงานคู่กับระบบสัญญาณเตือนระยะด้านหน้าและด้านหลังรถ
- ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS (Smart Auto Parking Solution) และระบบช่วยเหลือการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติพร้อมสัญญาณเตือน ALC (Auto Lane Change with Alert)
- ระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลนอัตโนมัติ LCC (Lane Centering Control) และระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)
- กลุ่มระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ: ประกอบไปด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control), ระบบช่วยควบคุมความเร็วแปรผันอัจฉริยะ ICA (Intelligent Cruise Assist) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติในสภาวะการจราจรติดขัดความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
- ระบบรักษาช่องทางเดินรถอัจฉริยะ ELK: ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกเลนในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Lane Keeping Assist) ซึ่งผสานรวมการทำงานของ 3 ระบบย่อยเข้าด้วยกัน ได้แก่ LKA (ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน), LDP (ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน) และ LDW (ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน)
- ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ: ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า FCW และระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติแบบกำหนดเอง AEB
- ระบบตรวจจับและป้องกันอุบัติเหตุในจุดอับสายตารอบคัน: เป็นการทำงานร่วมกันของ 6 ระบบหลัก ได้แก่ LCA (ระบบช่วยเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน), BSD (ระบบเตือนมุมอับสายตา), RCTA (ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง), RCTB (ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง), DOW (ระบบเตือนการเปิดประตูรถหากมีวัตถุวิ่งมาด้านข้าง) และ RCW (ระบบช่วยเตือนการชนจากด้านหลัง)
- ระบบความปลอดภัยมาตรฐานสากล: เบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมระบบป้องกันการไหลของรถอัตโนมัติ AVH, ระบบป้องกันล้อล็อก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบเสริมแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBA, ระบบควบคุมการทรงตัว SCS, ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS
- ระบบตรวจสอบความผิดปกติของความดันลมยางอัตโนมัติ TPMS และระบบตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่ DMS เพื่อป้องกันอาการหลับในของผู้ขับขี่
- การปกป้องในห้องโดยสาร: ติดตั้งถุงลมนิรภัยนิรภัยรอบห้องโดยสารรวมมากถึง 7 ตำแหน่ง (ถุงลมคู่หน้า, ถุงลมด้านข้าง, ม่านถุงลมนิรภัยยาวตลอดแนว และถุงลมนิรภัยตรงกลางระหว่างเบาะคู่หน้า) พร้อมระบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติสำหรับเข็มขัดนิรภัยคู่หน้า และจุดยึดเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX
สีตัวถังภายนอกและสไตล์การตกแต่งภายใน
เพื่อให้สอดรับกับความสดใสและความหลากหลายของคนเมืองยุคใหม่ NEW MG URBAN จึงมาพร้อมตัวเลือกสีสันตัวถังภายนอกที่มีสไตล์ให้เลือกสรรถึง 5 เฉดสี ได้แก่:
- สีม่วงพาสเทลสุดเทรนดี้ (LAVENDER PURPLE)
- สีเบจร่วมสมัยให้ความรู้สึกอบอุ่น (MODERN BEIGE)
- สีขาวบริสุทธิ์สะอาดตา (ARCTIC WHITE)
- สีเทาเข้มสะท้อนความสปอร์ต (ANDES GREY)
- สีดำเมทัลลิกเรียบหรูทรงพลัง (PEARL BLACK)
สำหรับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร ทุกรุ่นย่อยจะได้รับการออกแบบและเลือกใช้โทนสีทูโทนยอดนิยมอย่าง เทา-ดำ (Two-Tone Grey & Black) ซึ่งเป็นการจับคู่สีที่ให้ทั้งอารมณ์ความสปอร์ต ทันสมัย ดูแลรักษาง่าย และแฝงความหรูหราพรีเมียมได้อย่างกลมกลืน


MG URBAN ค่าเช็กระยะ 5 ปีแรก (10,000 – 100,000 กม.) รวมเพียง 19,873 บาท (รวม VAT 7%)
สรุปตลอด 5 ปี หรือ 100,000 กม.
• ค่าอะไหล่และของเหลวรวม 12,423 บาท
• ค่าแรงรวม 6,150 บาท
• ค่าใช้จ่ายรวม 18,573 บาท (ไม่รวม VAT)
• รวม VAT 7% เป็น 19,873 บาท
หมายเหตุ: ฟรีค่าแรงเช็กระยะตั้งแต่ 10,000-50,000 กม. ตามเงื่อนไขของ MG และราคาดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2569
ราคาอะไหล่และของเหลวแต่ละรายการ
• ไส้กรองแอร์พรีเมียม HEPA Filter ราคา 650 บาท/ชิ้น
• น้ำยาทำความสะอาดและบำรุงรักษาสายไฟแรงสูง EV ราคา 1,225 บาท
• น้ำมันเบรก 1 ลิตร ราคา 498 บาท
• น้ำยาหม้อน้ำ 1 ลิตร ราคา 180 บาท (ใช้ 3 ขวด รวม 540 บาท)
• น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ 1 ลิตร ราคา 1,500 บาท
• แหวนรองเติมน้ำมันเกียร์ ราคา 3 บาท
• แหวนถ่ายน้ำมันเกียร์ ราคา 9 บาท
ค่าใช้จ่ายแต่ละระยะ
20,000 กม.
ไส้กรองแอร์ HEPA 650 บาท
น้ำยาดูแลสายไฟแรงสูง EV 1,225 บาท
รวมค่าอะไหล่ 1,875 บาท
40,000 กม.
ไส้กรองแอร์ HEPA 650 บาท
น้ำยาดูแลสายไฟแรงสูง EV 1,225 บาท
น้ำมันเบรก 498 บาท
รวมค่าอะไหล่ 2,373 บาท
60,000 กม.
ไส้กรองแอร์ HEPA 650 บาท
น้ำยาดูแลสายไฟแรงสูง EV 1,225 บาท
รวมค่าอะไหล่ 1,875 บาท
ค่าแรง 975 บาท
รวม 2,850 บาท
80,000 กม. (รอบใหญ่)
ไส้กรองแอร์ HEPA 650 บาท
น้ำยาดูแลสายไฟแรงสูง EV 1,225 บาท
น้ำมันเบรก 498 บาท
น้ำยาหม้อน้ำ 3 ขวด รวม 540 บาท
น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ 1,500 บาท
แหวนรองเติมน้ำมันเกียร์ 3 บาท
แหวนถ่ายน้ำมันเกียร์ 9 บาท
รวมค่าอะไหล่ 4,425 บาท
ค่าแรง 2,700 บาท
รวม 7,125 บาท
100,000 กม.
ไส้กรองแอร์ HEPA 650 บาท
น้ำยาดูแลสายไฟแรงสูง EV 1,225 บาท
รวมค่าอะไหล่ 1,875 บาท
ค่าแรง 975 บาท
รวม 2,850 บาท



