ลุ้นขายไทยเร็วๆนี้ NEW MAZDA CX-5 เจนที่ 3 e-SKYACTIV G 2.5 M HYBRID มาสด้ารุ่นใหม่


ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก มาสด้า มอเตอร์ ประเทศไทย แต่เราคาดว่า MAZDA CX-5 เจนที่ 3 ใหม่ กำลังเตรียมเปิดตัวในไทยเร็วๆนี้
การมาถึงของ Mazda CX-5 เจเนอเรชันที่ 3 ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญของตลาด SUV ขนาดกลางในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเมื่อมาพร้อมขุมพลังใหม่ e-SKYACTIV G 2.5 M HYBRID ที่ผสานเทคโนโลยี Mild Hybrid เข้ากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะถูกนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้
ทิศทางการทำตลาดในประเทศไทย
มีการคาดการณ์ว่า Mazda CX-5 เจเนอเรชันที่ 3 จะเข้ามาทำตลาดในไทยหลังจากเริ่มวางจำหน่ายในตลาดอาเซียนอื่นก่อน โดยอาจเริ่มจากการนำเข้า และมีโอกาสพิจารณาการประกอบในภูมิภาคในระยะยาว หากเข้ามาทำตลาดจริง CX-5 รุ่นใหม่นี้จะเข้าแข่งขันโดยตรงกับ SUV ขนาดกลางทั้งกลุ่มไฮบริด และจะไม่มีเครื่องยนต์สันดาปล้วน
ขุมพลัง e-SKYACTIV G 2.5 M HYBRID: สมดุลระหว่างแรงและความประหยัด
หัวใจสำคัญของ CX-5 รุ่นใหม่นี้คือเครื่องยนต์ e-SKYACTIV G 2.5 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบ Mild Hybrid ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
- เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.5 ลิตร
- กำลังสูงสุดราว 187 แรงม้า
- แรงบิดประมาณ 250 นิวตันเมตร
- ระบบ Mild Hybrid ช่วยเสริมแรงบิดช่วงออกตัว
- เกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-Drive 6 จังหวะ
- มีตัวเลือกขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อ (ในบางตลาด)
ระบบ Mild Hybrid ช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยไอเสีย ขณะเดียวกันยังคงบุคลิกการขับขี่ที่สนุกตามแบบฉบับ Mazda
NEW MAZDA CX-5 เจนที่ 3 ในสหรัฐฯ









Mazda CX-5 2026 ใหม่ (Gen 3) เปิดราคาในสหรัฐฯ เริ่ม $29,990 (≈ 944,685 บาท) เน้น “พื้นที่ใช้สอย + เทคโนโลยี Google/Gemini AI”
Mazda CX-5 2026 กลับมาในฐานะเจเนอเรชันที่ 3 พร้อมแนวทางพัฒนาแบบ “ยกเครื่องในสิ่งที่ลูกค้าใช้จริง” โดยชู 3 แกนหลัก ได้แก่ (1) ปรับปรุงพื้นที่เบาะหลังและห้องเก็บสัมภาระให้ใช้งานได้มากขึ้น (2) ยกระดับความเงียบ-ความเรียบหรูในห้องโดยสาร และ (3) อัปเกรดเทคโนโลยีไปสู่ Google Built-in พร้อมความสามารถผู้ช่วยเสียง Gemini AI เพื่อเพิ่มการควบคุมแบบแฮนด์ฟรี ลดสิ่งรบกวนระหว่างขับ
ทั้งนี้ มาสด้าอเมริกา (MNAO) ประกาศราคาและรุ่นย่อยอย่างเป็นทางการเมื่อ 13 มกราคม 2026 โดยระบุว่า CX-5 เป็นรถขายดีที่สุดของมาสด้าในสหรัฐฯ และ CX-5 ใหม่จะเริ่มวางจำหน่าย “ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”
จุดเปลี่ยนสำคัญของ CX-5 2026: “พื้นที่เบาะหลัง + ห้องท้าย” ต้องดีขึ้นอย่างรู้สึกได้
หนึ่งในคำวิจารณ์ที่พบได้บ่อยของ CX-5 รุ่นก่อน คือบุคลิกโดยรวมเน้น “ขับดี-กระชับ-ห้องโดยสารคุณภาพสูง” แต่พื้นที่เบาะหลังและความจุท้ายรถอาจไม่ได้เด่นที่สุดในกลุ่ม เมื่อเทียบครอสโอเวอร์สายครอบครัวบางรุ่น
ดังนั้น CX-5 Gen 3 จึงถูกวางบทบาทใหม่ให้ “บาลานซ์มากขึ้น” คือยังคงความสนุกและความนิ่งแบบมาสด้า แต่ทำให้การใช้งานจริงของผู้โดยสารตอนหลังและการขนของ ดีขึ้นในชีวิตประจำวัน
เช่น การนั่งเดินทางไกล การติดตั้งคาร์ซีท การวางสัมภาระหลายใบ หรือการใช้งานครอบครัวแบบเต็มรูปแบบ
ดีไซน์ภายนอก: ทรงคุ้นตา แต่สัดส่วนดู “กว้าง-มั่นคง-พรีเมียม” ขึ้น
CX-5 ใหม่ยังรักษา “ซิลูเอต” (silhouette) ที่ผู้คนจำได้ทันทีว่าเป็น CX-5 แต่รายละเอียดถูกปรับให้ทันสมัยขึ้น ภายใต้ภาษาออกแบบ Kodo Design เวอร์ชันล่าสุด โดยมีประเด็นที่ควรจับตา:
- กระจังหน้า Signature Wing ดีไซน์ใหม่
- ไฟหน้า LED พร้อมลายไฟ DRL แบบ “สองชั้น” (two-tier signature)
- ฐานล้อ 110 นิ้ว ช่วยภาพลักษณ์ความมั่นคง และสัมพันธ์กับพื้นที่ห้องโดยสาร
- เพิ่มความ “กว้าง” ด้วยตัวอักษร MAZDA แบบกางเต็มท้าย/ด้านหน้าแทนตราเดิมในบางตำแหน่ง
- โทนสีมี “ชุดสีคัดสรร” (curated palette) พร้อมสีมาตรฐานใหม่ Navy Blue Mica
แนวทางนี้สะท้อนความตั้งใจของมาสด้า: ทำให้รถดู “โตและมั่นคง” โดยยังไม่ทิ้งความเรียบเท่และความเนี้ยบแบบญี่ปุ่น
ขุมพลังช่วงเปิดตัว: SkyActiv-G 2.5L + เกียร์อัตโนมัติ 6AT + i-Activ AWD “มาตรฐานทุกรุ่น”
ในช่วงเปิดตัว (At launch) CX-5 2026 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv-G 2.5 ลิตร 4 สูบเรียง กำลังสูงสุด 187 แรงม้า จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และที่สำคัญคือ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ i-Activ AWD เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
Mi-Drive 3 โหมด: Normal / Sport / Off-Road
มาสด้าใส่ระบบ Mi-Drive เพื่อให้บุคลิกการขับ “เลือกได้ตามสถานการณ์” ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานปกติ, การกดคันเร่งแซง หรือการเจอสภาพถนนลื่น/ทางฝุ่น โดยระบบจะปรับตรรกะการทำงานของเกียร์และ AWD ให้เหมาะสม
ช่วงล่างและการควบคุม: อัปเกรดเพื่อ “นุ่ม-นิ่ง-มั่นใจ” มากขึ้น
มาสด้าระบุว่ามีการปรับปรุงแพ็กเกจช่วงล่างด้วย โช้กอัพใหม่ พร้อม ชุดล้อและยางใหม่ รวมถึงระบบ G-Vectoring Control Plus (GVC+) เวอร์ชันล่าสุด ที่ “ผสานการทำงานกับระบบเบรกแบบจำกัดลื่นไถล (electronic brake limited-slip differential)” เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะ โดยเฉพาะเวลาถนนลื่น โค้งต่อเนื่อง หรือสถานการณ์ที่ต้องการความมั่นใจ
สรุปภาพรวม: มาสด้าไม่ได้ขายแค่ “แรงม้า” แต่ขาย “ความเป็นธรรมชาติของการตอบสนอง” และ “ความมั่นใจในทุกสภาพถนน” ซึ่งเป็น DNA ของแบรนด์
ห้องโดยสาร: เงียบขึ้น เรียบง่ายขึ้น และขับเคลื่อนด้วย Google Built-in + Gemini AI
ภายใน CX-5 ใหม่ มาสด้าชูคำว่า quiet, refined cabin หรือ “เงียบและประณีต” โดยการออกแบบประสบการณ์ใช้งาน (UX) เน้นให้ผู้ขับควบคุมสิ่งจำเป็นได้เร็ว ลดขั้นตอน ลดการละสายตา
จอและระบบอินโฟเทนเมนต์
- มี หน้าจอผู้ขับขี่ ขนาดใหญ่
- มี Head-Up Display (ออปชัน/ตามรุ่นย่อย) ฉายข้อมูลบนกระจกหน้า
- หน้าจอกลาง 12.9 นิ้ว หรือ 15.6 นิ้ว (ในรุ่นสูง)
Google Built-in + Gemini AI: จุดขายเชิงประสบการณ์
ระบบ Mazda Connect รุ่นใหม่ใช้ UI แบบสมาร์ทโฟนบนพื้นฐาน Google Built-in และระบุถึงฟังก์ชันผู้ช่วยเสียง Gemini AI ซึ่งเป้าหมายคือให้ผู้ขับ “สั่งงานด้วยเสียงแบบแฮนด์ฟรีได้มากขึ้น” เพื่อคงสมาธิอยู่กับถนน ลดการก้มมองจอ
หมายเหตุ: ความสามารถและการรองรับบางบริการอาจขึ้นกับภูมิภาค/เครือข่าย/แพ็กเกจบริการของแต่ละประเทศ
ระบบความปลอดภัย: ใส่มาตรฐานแน่น ทุกรุ่นย่อย
CX-5 2026 ระบุชุดระบบช่วยขับและความปลอดภัยมาตรฐานที่ครอบคลุม เช่น
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบเรดาร์ของมาสด้า (MRCC) + ระบบช่วยจำกัดความเร็ว
- การจดจำป้ายจราจร
- ระบบช่วยเบรกอัจฉริยะด้านหลัง
- ระบบแจ้งเตือนการจราจรด้านหลัง + ระบบตรวจจับคนเดินถนน
- ระบบช่วยเบรกอัจฉริยะ (SBS ด้านหน้า) + ระบบแจ้งเตือนการจราจรขณะเลี้ยวตัดหน้า
- ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถฉุกเฉิน (ระบบช่วยเตือนจุดบอด, ระบบช่วยรักษาถนน, ระบบป้องกันการชนประสานงา)
- ระบบตรวจจับจุดบอด + ระบบเตือนการออกจากรถ
- Driver Attention Alert (ตรวจจับความล้า/เสียสมาธิ)
- เซนเซอร์จอดหน้า-หลัง + กล้องหลังพร้อมเส้นกะระยะ + แนวช่วยลากพ่วง
ภาพรวมคือ “ให้ครบตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น” เพื่อลดช่องว่างความปลอดภัยระหว่างรุ่นย่อย และทำให้การตัดสินใจซื้อโฟกัสไปที่ความสะดวกสบาย/ความหรูมากกว่า
ไล่รุ่นย่อย Mazda CX-5 2026 แบบละเอียด: ต่างกันตรงไหน?
มาสด้าแบ่งไลน์อัปเป็น 5 รุ่นหลัก โดยยังคงเครื่องยนต์ 2.5L + 6AT + AWD เหมือนกัน แต่ไต่ระดับ “ออปชัน-ความหรู-เทคโนโลยี”
1) CX-5 2.5 S (รุ่นเริ่มต้น)
- ล้อ 17 นิ้ว
- เครื่องเสียง 8 ลำโพง รองรับ HD Radio
- จอกลาง 12.9 นิ้ว + Mazda Connect (Google Built-in)
- Apple CarPlay / Android Auto แบบเสียบสาย
- USB-C 2 จุด + ช่องจ่ายไฟ 12V 2 จุด
- เบาะคนขับปรับมือ 8 ทิศทาง / ผู้โดยสารปรับมือ 6 ทิศทาง
- เบาะหลังเอนพนักพิงได้ + พับ 40:20:40 พร้อมช่องสอดยาว
- แอร์อัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา
2) CX-5 2.5 S Select (เพิ่มความสะดวกที่คนใช้จริงชอบ)
- กระจก Privacy
- กระจกมองข้างพับไฟฟ้า + มีฮีตเตอร์
- เบาะหนังสังเคราะห์ (leatherette) พร้อมผ้าตรงกลาง
- กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
- ช่องแอร์หลัง
- แท่นชาร์จไร้สาย + Keyless
- Apple CarPlay / Android Auto ไร้สาย
3) CX-5 2.5 S Preferred (เริ่มได้ฟีล “พรีเมียม” ชัดขึ้น)
- ล้อ 19 นิ้ว + ราวหลังคา
- ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้า
- ระบบจำตำแหน่งกระจกมองข้าง
- ระบบละลายน้ำแข็งใบปัดน้ำฝน (wiper de-icer)
- Head-Up Display แบบสี (Active Driving Display)
- เบาะหน้าอุ่น + พวงมาลัยอุ่น
- เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง + เมมโมรี่
- Homelink ที่กระจกมองหลัง
4) CX-5 2.5 S Premium (เน้นหรู + ออปชันครบสำหรับครอบครัว)
- ชุดตกแต่งภายนอกโทนดำ / ล้อ 19 นิ้วสีดำเมทัลลิก
- ไฟหน้า-ไฟท้าย Signature Illumination
- หลังคากระจก Panoramic Sunroof
- เบาะหนังแท้
- เบาะหน้าระบายอากาศ (ventilated)
- เบาะผู้โดยสารหน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
- เบาะหลังอุ่น
- ไฟ Ambient ภายในปรับสีได้ผ่านจอ
- เครื่องเสียง Bose 12 ลำโพง + รองรับ SiriusXM
- USB-C เพิ่มสำหรับผู้โดยสารหลัง
5) CX-5 2.5 S Premium Plus (ท็อปสุด: เทคโนโลยีช่วยขับแน่นสุด)
- ฝาท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี
- ระบบไฟหน้าแบบปรับได้ (AFS)
- ระบบแจ้งเตือน/เบรกการจราจรตัดหน้า
- การตรวจสอบผู้ขับขี่
- กล้อง 360 องศา (มีมุมมองใต้ท้อง/จอด/พับกระจก)
- Cruising and Traffic Support (CTS) + Lane Change Assist (เปลี่ยนเลนอัตโนมัติเมื่อปลอดภัย)
- จอกลางอัปเป็น 15.6 นิ้ว
- เพิ่ม Paddle Shift
- Driver Personalization System (ยกมาจาก CX-90) ปรับตำแหน่งนั่ง/กระจกอัตโนมัติ
ราคา Mazda CX-5 2026 (สหรัฐฯ) + แปลงเป็นเงินบาท
| รุ่นย่อย | ราคาเริ่มต้น (ดอลลาร์สหรัฐ) | โดยประมาณ (THB) ที่ 1 USD = 30.96 |
|---|---|---|
| CX-5 2.5 S | 29,990 เหรียญสหรัฐ | ≈ 928,000 บาท |
| CX-5 2.5 S Select | 31,990 เหรียญสหรัฐ | ≈ 990,000 บาท |
| CX-5 2.5 S รุ่นแนะนำ | 34,250 เหรียญสหรัฐ | ≈ 1,060,000 บาท |
| CX-5 2.5 S พรีเมียม | 36,900 เหรียญสหรัฐ | ≈ 1,142,000 บาท |
| CX-5 2.5 S พรีเมียมพลัส | 38,990 เหรียญสหรัฐ | ≈ 1,207,000 บาท |
*หมายเหตุ: ราคา MSRP ยังไม่รวมค่าขนส่งและเตรียมรถ (Destination & Handling) $1,495 หรืออลาสกา $1,540
- ค่าขนส่ง $1,495 ≈ 46,000 บาท
- ค่าขนส่ง (Alaska) $1,540 ≈ 47,000 บาท
ค่าสีพรีเมียม (Premium Paint) แปลงเป็นเงินบาท
สีตัวถังพรีเมียมทุกเฉดคิดเพิ่ม $595 เท่ากัน
- Machine Gray Metallic: $595
- Rhodium White Metallic: $595
- Polymetal Gray Metallic: $595
- Soul Red Crystal Metallic: $595
- Aero Gray Metallic: $595
การออกแบบภายนอก (Exterior Design)
- Kodo Design ที่พัฒนาขึ้น: ยังคงใช้แนวคิด “Kodo Design – Soul of Motion” ซึ่งเป็นปรัชญาการออกแบบที่เน้นความงามจากการเคลื่อนไหว แต่ใน CX-5 เจน 3 นี้ ได้รับการ “พัฒนา” ให้มีความแข็งแกร่ง บึกบึน และดูสปอร์ตมากขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ Iconic SP Concept และรุ่นพี่อย่าง CX-70 และ CX-90
- กระจังหน้าและไฟหน้าดีไซน์ใหม่: กระจังหน้ามีขนาดใหญ่ขึ้น ดูดุดันและทันสมัยกว่าเดิม โดยมีลักษณะคล้ายรังผึ้ง พร้อมกรอบสีดำที่เชื่อมต่อกับชุดไฟหน้า LED ที่เพรียวบางและมีดีไซน์เป็นมุมมากขึ้น ให้ลุคที่เฉียบคมและทรงพลัง
- เส้นสายตัวถังที่สมดุล: แม้จะใหญ่ขึ้น แต่การออกแบบเส้นสายด้านข้างยังคงความปราดเปรียวและสมดุล ซ่อนมิติของขนาดที่เพิ่มขึ้นได้อย่างชาญฉลาด สัดส่วนตัวถังที่ดูยาวขึ้นและกว้างขึ้น ทำให้รถดูมั่นคงและมี “ท่าทาง” ที่ดีขึ้น
- ซุ้มล้อที่โดดเด่น: ซุ้มล้อได้รับการออกแบบใหม่ให้มีลักษณะเป็นมุม (angled arches) ดันตัวถังให้ดูรวมเข้ากับล้อมากขึ้น ทำให้รถดูมีเสถียรภาพและแข็งแกร่ง
- ท้ายรถที่ทันสมัย: ไฟท้าย LED ได้รับการออกแบบใหม่ให้เป็นรูปตัว L ที่เพรียวยาว คล้ายกับรุ่น CX-60 และ CX-80 และบางรุ่นอาจมีการเชื่อมต่อไฟท้ายตลอดแนว รวมถึงการใช้ตัวอักษร “MAZDA” แทนโลโก้แบบเดิม เพื่อเพิ่มความโดดเด่น
- การเพิ่มความบึกบึน: ชายล่างของตัวถังและคิ้วซุ้มล้อถูกตัดด้วยสีดำทั้งหมด (คาดว่าในรุ่นท็อปอาจเป็นสีเดียวกับตัวรถ) รวมถึงกระจกมองข้างและล้อด้วย ทำให้รถดูแข็งแกร่งและพร้อมลุยมากขึ้น
ภายในห้องโดยสาร (Interior Design)
- ความเรียบง่ายที่หรูหรา: ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับปรุงให้มีความเรียบง่าย (minimalist) แต่ยังคงความหรูหราและเน้นการใช้งานง่าย ซึ่งเป็นปรัชญาการออกแบบภายในของ Mazda ที่เน้น Human-centric Design (การออกแบบโดยยึดผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง)
- หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่: จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือการติดตั้งหน้าจอสัมผัสกลางขนาดใหญ่ถึง 15.6 นิ้ว ซึ่งถือเป็นหน้าจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Mazda เคยใช้มา โดยรองรับระบบ Google Built-In และคาดว่าจะรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ซึ่งการรวมปุ่มควบคุมบางอย่างเข้ากับหน้าจอแสดงผลนี้เป็นแนวโน้มใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์
- แผงหน้าปัดดิจิทัล: มาพร้อมแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว แสดงข้อมูลสำคัญได้อย่างคมชัดและเป็นสี ทำให้ผู้ขับขี่รับรู้ข้อมูลได้ง่าย
- พื้นที่ภายในที่กว้างขวางขึ้น: ด้วยขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 3 นิ้ว ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะพื้นที่วางขาและพื้นที่ช่วงไหล่สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
- การปรับปรุงการเข้าถึง: ประตูหลังได้รับการปรับบานพับให้เปิดได้กว้างขึ้น เพื่อความสะดวกในการติดตั้งเบาะนั่งสำหรับเด็ก และการเข้า-ออกของผู้โดยสาร
- พื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มขึ้น: พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 61 ลิตร และฝากระโปรงท้ายสามารถยกขึ้นได้สูงขึ้น พร้อมด้วยขอบการโหลดที่ต่ำลง 18 มม. ทำให้การขนสัมภาระชิ้นใหญ่หรือมีน้ำหนักมากทำได้ง่ายขึ้น
- วัสดุและโทนสี: มีตัวเลือกการตกแต่งภายในที่หลากหลาย รวมถึงเบาะหนังสีดำ สีแทน หรือหนังกลับเทียมสีขาวดำ พร้อมแผงคอนโซลหน้าที่ออกแบบให้โอบล้อมผู้ขับขี่ และบางรุ่นอาจมีหลังคากระจกพาโนรามาและระบบเครื่องเสียง Bose 12 ลำโพง เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
ข้อมูลจำเพาะเบื้องต้น
- มิติตัวถังโดยรวม (ยาว/กว้าง/สูง): 4,690 มม. / 1,860 มม. / 1,695 มม.
- เครื่องยนต์: e-SKYACTIV G 2.5 (พร้อม Mazda M Hybrid)
- กำลังสูงสุด: 187 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที
- แรงบิดสูงสุด: 186 ปอนด์-ฟุต (lb-ft) หรือประมาณ 252 นิวตันเมตร (Nm) ที่ 4,000 รอบ/นาที
- ระบบเกียร์: SKYACTIV-DRIVE (เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด)
- ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท / มัลติลิงก์
- ความจุที่นั่ง: 5 ที่นั่ง
- เครื่องยนต์เบนซินหัวฉีดตรงขนาด 2.5 ลิตร มีให้เลือกสำหรับ CX-5 ใหม่ ประสิทธิภาพอาจแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด
- ระบบไฮบริดแบบอ่อนของ Mazda “Mazda M Hybrid” ซึ่งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและการขับขี่ที่ราบรื่น จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตรของ CX-5 ใหม่สำหรับยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดอื่นๆ
- พร้อมกับระบบ mild-hybrid 24 โวลต์
- “SKYACTIV-Z” ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อบรรลุการเผาไหม้ในอุดมคติ จะได้รับการเปิดตัวภายในสิ้นปี 2570 โดยใช้ร่วมกับระบบไฮบริดใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Mazda
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ MAZDA ในประเทศเยอรมนี เผยอัตราประหยัดน้ำมัน ไม่ระบุมาตรฐานอะไร
Mazda CX-5 e-Skyactiv G 141 ขับเคลื่อนล้อหน้า
- อัตราสิ้นเปลืองพลังงานรวม: 7.3 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 13.6 กม./ลิตร
- การปล่อย CO2 รวม: 157-159 กรัม/กม.
Mazda CX-5 e-Skyactiv G 141 AWD
- อัตราสิ้นเปลืองพลังงานรวม: 7.7 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 12.9 กม./ลิตร
- การปล่อย CO2 รวม: 168-169 กรัม/กม.
Mazda CX-5 e-Skyactiv G 141 Prime-Line ขับเคลื่อนล้อหน้า
- อัตราสิ้นเปลืองพลังงานรวม: 7.3 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 13.6 กม./ลิตร
- การปล่อย CO2 รวม: 157 กรัม/กม.
MAZDA CX-5 เจนที่ 3 เปลี่ยนไปใช้ แพลตฟอร์มใหม่ ที่เรียกว่า Large Product Architecture ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD-based platform) หรือขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD)
การเปลี่ยนแพลตฟอร์มนี้ส่งผลให้
* ขนาดตัวถังใหญ่ขึ้น: อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ทำให้มีพื้นที่ภายในกว้างขวางขึ้น
* สมรรถนะการขับขี่ดีขึ้น: ด้วยโครงสร้างที่แข็งแกร่งขึ้นและการออกแบบช่วงล่างใหม่ ทำให้การควบคุมรถดีขึ้น และการทรงตัวมั่นคงขึ้น
* ความปลอดภัยสูงขึ้น: แพลตฟอร์มใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น
ขนาดตัวถัง: มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง
* ความยาว: 4,690 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 114 มม. จากรุ่นเดิม)
* ความกว้าง: 1,860 มิลลิเมตร (กว้างขึ้น 15 มม. จากรุ่นเดิม)
* ความสูง: 1,695 มิลลิเมตร (สูงขึ้น 20 มม. จากรุ่นเดิม)
* ความยาวฐานล้อ: 2,776 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 76 มม. จากรุ่นเดิม)
* ภายใน: ปรับปรุงให้มีความสะดวกสบายและทันสมัยมากขึ้น โดยมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว พร้อมระบบ Google built-in และมาตรวัดดิจิทัล รวมถึงไฟ Ambient Light 7 สี และหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ (ในบางรุ่น)
โดยรวมแล้ว “ตัวถัง” ของ Mazda CX-5 เจเนอเรชันที่ 3 นี้ถูกออกแบบมาให้ดูสปอร์ต ทันสมัย และเพิ่มความกว้างขวางเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น
ทำไม MAZDA CX-5 ลดปุ่มภายในห้องโดยสารลงอย่างมาก


บทสรุปการเปลี่ยนแปลงของ Mazda CX-5 และทิศทางใหม่ของ Mazda
Mazda CX-5 ซึ่งเป็นรถยนต์ขายดีที่สุดของ Mazda กำลังเข้าสู่เจเนอเรชันที่สาม พร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในส่วนของ การออกแบบภายในที่เน้นความเรียบง่ายและลดจำนวนปุ่มควบคุมทางกายภาพลงอย่างมาก แม้ว่าภายนอกจะเป็นเพียงการวิวัฒนาการเล็กน้อยจากรุ่นก่อนหน้า
ความคิดเห็นของผู้บริโภค: ผู้ใช้งานหลายคนในโพสต์เปิดตัวแสดงความไม่พอใจกับการถอดปุ่มและแป้นหมุนออก โดยให้ความสำคัญกับหลักสรีรศาสตร์และความสะดวกในการใช้งานฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อนด้วยปุ่มจริง
เหตุผลจาก Mazda: Tamara Mlynarczyk ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mazda North American Operations ชี้แจงว่าการตัดสินใจนี้อ้างอิงจากการศึกษาภายในที่แสดงให้เห็นว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบระบบสาระบันเทิงแบบหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ โดย Mazda เชื่อว่าหน้าจอสัมผัสเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการลดการละมือจากพวงมาลัย พร้อมเสริมด้วย
- ระบบจดจำเสียงขั้นสูง สำหรับการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ
- สวิตช์บนพวงมาลัยที่ออกแบบโดยยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อลดภาระการใช้สมาธิ
ความขัดแย้งกับปรัชญาเดิม: การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการพลิกผันสำหรับ Mazda ซึ่งเคยต่อต้านการพึ่งพาหน้าจอสัมผัสมากเกินไป ตัวอย่างเช่น Matthew Valbuena วิศวกรนำด้าน HMI ของ Mazda North America เคยกล่าวไว้ในปี 2019 ว่าการใช้หน้าจอสัมผัสอาจทำให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาและส่งผลต่อการควบคุมรถ
แนวโน้มในรุ่นอื่น: CX-5 ไม่ใช่ Mazda รุ่นแรกที่เดินตามแนวทางนี้ โดย Mazda EZ-6 electric sedan และ EZ-60 electric crossover ที่วางจำหน่ายในจีนก็มีแผงหน้าปัดที่เรียบง่ายพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ และแป้นหมุนแบบ BMW ที่เคยมีก็ถูกถอดออกไปแล้วเช่นกัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่แม้แต่ BMW เองก็กำลังทำในรุ่นใหม่
อนาคตของ Mazda: ยังคงต้องรอดูว่าแนวโน้มการลดปุ่มและเพิ่มหน้าจอสัมผัสนี้จะส่งผลต่อรถยนต์ Mazda รุ่นในอนาคตทั้งหมดหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรุ่นที่มีเอกลักษณ์อย่าง Miata และรถสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารีที่หลายคนรอคอย เนื่องจากหน้าจอขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนแผงหน้าปัดอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้บางคนตัดสินใจไม่ซื้อได้
Mazda CX-5 ทำยอดขายไปแล้ว 4,761,329 คันนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2012 ทำให้เป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดของ Mazda ในปัจจุบัน รุ่นที่สามเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และภายนอกดูเหมือนจะเป็นการพัฒนาเล็กน้อยจากรุ่นก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ภายในห้องโดยสารนั้นเป็นการปฏิวัติอย่างสิ้นเชิง
จากการแสดงความคิดเห็นในโพสต์เปิดตัว คุณไม่ชอบแผงหน้าปัดแบบมินิมอล: “ไม่มีลูกบิดและปุ่มกด ไม่ซื้อ! หลักสรีรศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉัน”; “ฉันไม่มีทางที่จะไม่มีปุ่มกดได้เลย”; “สิ่งที่ไม่ชอบคือการถอดปุ่มและแป้นหมุนออก”; “เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำความร้อน, เครื่องไล่ฝ้า และตัวควบคุมอุณหภูมิควรทำงานด้วยปุ่มกดจริง… ได้โปรด” และอื่นๆ เป็นต้น แน่นอนว่าเราตัดสินใจถาม Mazda ว่าทำไมสวิตช์ควบคุมแบบเดิมส่วนใหญ่จึงถูกถอดออก ตรงกันข้ามกับความคิดเห็นเหล่านั้น การไม่มีปุ่มกดเกือบทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ Tamara Mlynarczyk ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Mazda North American Operations บอกกับ Motor1 ว่าการตัดสินใจที่จะยกเลิกการควบคุมแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่มาจากผลการศึกษาภายในที่แสดงให้เห็นว่าลูกค้าชอบระบบสาระบันเทิงขนาดใหญ่:
“จากความคิดเห็นของลูกค้า เราได้พัฒนาระบบ Human-Machine Interface (HMI) ใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานง่ายในขณะที่ยังคงปรัชญาการขับขี่ที่ปลอดภัยของ Mazda CX-5 ใหม่เปลี่ยนจากระบบควบคุมแบบ Commander เป็นหน้าจอสัมผัสกลาง ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการลดการเคลื่อนที่ของ ‘มือ’ ออกจากพวงมาลัยในขณะที่ใช้งาน:
- ระบบจดจำเสียงขั้นสูงช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถยนต์ เช่น ระบบปรับอากาศ, ระบบเสียง และระบบนำทาง;
- สวิตช์บนพวงมาลัยที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมได้โดยไม่รบกวนการใช้สมาธิของมนุษย์”
ดังนั้นก็เป็นเช่นนี้แหละ ผู้คนได้พูดออกมาแล้ว เห็นได้ชัดว่าทันใดนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนเป็นคนส่วนน้อยที่ชอบการจัดวางแบบอะนาล็อกมากกว่า การมีปุ่มสำหรับฟังก์ชันที่ใช้บ่อยจะเป็นสิ่งสำคัญที่ฉันจะยืนกรานเสมอ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์สำหรับบริษัท Zoom-Zoom ซึ่งโดยปกติแล้วจะต่อต้านการพึ่งพาหน้าจอสัมผัสมากเกินไป
นี่คือสิ่งที่ Matthew Valbuena วิศวกรนำของ Mazda North America ด้าน HMI และระบบสาระบันเทิง กล่าวในปี 2019 เมื่อ Mazda3 เปิดตัว: “จากการวิจัยของเรา เมื่อผู้ขับขี่ยื่นมือไปที่หน้าจอสัมผัสในรถยนต์คันใดก็ตาม พวกเขาจะออกแรงบิดโดยไม่ตั้งใจที่พวงมาลัย และรถก็จะเบี่ยงออกจากตำแหน่งเลน และแน่นอนว่าด้วยหน้าจอสัมผัส คุณต้องมองไปที่หน้าจอขณะที่คุณสัมผัส…ด้วยเหตุผลนั้นเราจึงสบายใจที่จะถอดฟังก์ชันหน้าจอสัมผัสออก”
โปรดทราบว่า CX-5 ไม่ใช่ Mazda รุ่นแรกที่มุ่งไปในทิศทางนี้ EZ-6 electric sedan ที่ขายในจีนและเปลี่ยนชื่อเป็น 6e สำหรับตลาดอื่น ๆ ก็มีแผงหน้าปัดที่เรียบง่ายโดยมีหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง EZ-60 electric crossover ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันสำหรับตลาดต่างประเทศ ก็มีหน้าจอที่ใหญ่กว่านั้นอีก ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าทั้งสองรุ่นมีรากฐานมาจากรุ่นจีนที่ขายโดย Changan ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมทุนของ Mazda แต่ CX-5 ใหม่นี้เป็นความพยายามทั้งหมดของ Mazda และเป็นรถยนต์ระดับโลก
รถยนต์เหล่านี้ยังได้กล่าวอำลาแป้นหมุนแบบ BMW ที่อยู่ระหว่างเบาะนั่ง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ BMW เองก็ได้ทำไปแล้ว รุ่นขับเคลื่อนล้อหน้าทั้งหมดจากบาวาเรียได้ยกเลิกไปแล้ว และรถยนต์ Neue Klasse ที่กำลังจะมาถึงพร้อมระบบสาระบันเทิงยุคใหม่ก็จะไม่มีเช่นกัน น้อยแต่มาก ฉันเดาว่า…
ยังคงต้องรอดูว่าแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในรถยนต์ Mazda รุ่นในอนาคตหรือไม่ หวังว่าอย่างน้อยพวกเขาจะยกเว้นสำหรับ Miata รุ่นถัดไปและการฟื้นคืนชีพของรถสปอร์ตเครื่องยนต์โรตารี ที่ถูกล้อเลียนมานาน หน้าจอขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนแผงหน้าปัดอาจเป็นจุดที่ทำให้บางคนไม่ซื้อได้

