Stellantis ยืนยันขาดทุน 818,410 ล้านบาท ในปี 2025 จากการกลับลำนโยบาย EV – วิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกทั่วโลก


Stellantis ยืนยันขาดทุน 818,410 ล้านบาท ในปี 2025 จากการกลับลำนโยบาย EV วิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกทั่วโลก
Stellantis กลุ่มยานยนต์ยักษ์ใหญ่เจ้าของแบรนด์ Jeep, Ram, Peugeot, Fiat, Opel และอีกหลายแบรนด์ทั่วโลก รายงานผลขาดทุนสุทธิปี 2025 สูงถึง 22.3 พันล้านยูโร หรือประมาณ 818,410 ล้านบาท (คำนวณที่ 1 ยูโร = 36.70 บาท)
สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่บริษัทจะ “กลับลำ” มุ่งเน้นเครื่องยนต์เบนซิน V8 และรถไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (EREV) มากขึ้น
ตัดขาดทุน EV: Write-off สูงกว่า 9.3 แสนล้านบาท
การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ทำให้ Stellantis ต้องรับรู้รายการตัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายพิเศษรวม 25.4 พันล้านยูโร หรือประมาณ 932,180 ล้านบาท
- ค่าเลิกจ้างพนักงาน (Redundancy Costs)
- ตั้งสำรองการรับประกัน (Warranty Provisions)
- ค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างธุรกิจ EV
- ยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าบางรุ่น
ก่อนหน้านี้ ภายใต้การบริหารของอดีต CEO Carlos Tavares บริษัทลงทุนอย่างน้อย 30 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.101 ล้านล้านบาท) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม EV สำหรับยุโรปและอเมริกาเหนือ
แต่หลังจากเขาลาออกในปลายปี 2024 บริษัทเริ่มลดเป้าหมาย EV-only เช่น
- ยกเลิกแผนทำ Opel, Vauxhall และ Alfa Romeo เป็น EV ล้วน
- คืนชีพเครื่องยนต์ V8 ใน Ram 1500
- ยกเลิก Ram 1500 EV ที่เลื่อนมานาน
- ยุติ Jeep และ Chrysler PHEV บางรุ่น
ยอดขายทั่วโลกลดลง 2% เหลือ 5.56 ล้านคัน
ปี 2025 Stellantis มียอดขายรวม 5,557,000 คัน ลดลง 2.0%
ยอดขายแยกตามภูมิภาค
- อเมริกาเหนือ: 1,466,000 คัน (-4.0%)
- ยุโรป: 2,454,000 คัน (-4.8%)
- ตะวันออกกลาง & แอฟริกา: 541,000 คัน (+0.6%)
- อเมริกาใต้: 994,000 คัน (+8.5%)
- จีน อินเดีย เอเชียแปซิฟิก: 102,000 คัน (-9.7%)
ตลาดสหรัฐฯ ส่วนแบ่งตลาดลด แต่ Ram และ V8 ยังขายดี
สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ด้วยยอดขาย 1.26 ล้านคัน (-3.4%) ส่วนแบ่งตลาดลดจาก 8.0% เหลือ 7.6% ตามหลัง GM, Toyota, Ford, Hyundai/Kia และ Honda
อย่างไรก็ตาม
- ยอดขาย Ram เพิ่มขึ้น 17.5%
- Dodge Durango เพิ่มขึ้น 37%
- รถ EV อย่าง Dodge Charger ไฟฟ้า ยังไม่ประสบความสำเร็จ
แรงงาน UAW จึงพลาดโบนัสแบ่งกำไร เนื่องจากบริษัทขาดทุนในสหรัฐฯ ก่อนรวมต้นทุน EV ถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ยุโรป: ส่วนแบ่งตลาดลดเหลือ 16%
แม้ยังอยู่อันดับ 2 รองจาก Volkswagen แต่ส่วนแบ่งตลาดยุโรปลดจาก 18.3% ในปี 2023 เหลือ 16.0%
ส่วนแบ่งตลาดยุโรป 2025
- Volkswagen 25.1%
- Stellantis 16.0%
- Renault 10.6%
- Toyota 7.0%
- Hyundai/Kia 7.0%
- BMW 6.4%
ตลาดหลักอย่าง ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ต่างมียอดขายลดลง
อเมริกาใต้: จุดแข็งสำคัญของ Stellantis
อเมริกาใต้คือภูมิภาคที่ช่วยพยุงผลประกอบการ โดยเฉพาะบราซิลและอาร์เจนตินา
- บราซิล: 751,000 คัน (+2.3%) ส่วนแบ่งตลาด 29.3%
- อาร์เจนตินา: 177,000 คัน (+52.6%) ส่วนแบ่งตลาด 30.5%
แบรนด์ Fiat เพียงแบรนด์เดียวครองตลาดบราซิล 14.5% อย่างไรก็ตาม BYD และ Chery จากจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้
จีน & อินเดีย: ยอดขายต่ำมากเมื่อเทียบอดีต
- ในจีน Stellantis ขายได้เพียง 43,000 คัน เทียบกับจุดสูงสุด 734,000 คันในปี 2014
- ในอินเดียขายได้ 11,000 คัน ส่วนญี่ปุ่นขายได้ 25,000 คัน
สะท้อนว่าบริษัทแทบไม่มีอิทธิพลในตลาดเอเชียขนาดใหญ่
วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์: Stellantis กำลัง “Reset” ทิศทางธุรกิจ
การขาดทุนระดับ 818,410 ล้านบาท ไม่ใช่เพียงผลจากยอดขายลดลง แต่เป็นผลจาก
- Over-investment ใน EV เร็วเกินตลาด
- ความต้องการ EV ชะลอตัวในอเมริกาเหนือ
- การแข่งขันจากแบรนด์จีนในยุโรปและอเมริกาใต้
- ต้นทุนแรงงานและกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมสูง
การนำ V8 กลับมาและหันไปพัฒนา EREV สะท้อนว่าบริษัทเลือกแนวทาง “Transition Strategy” มากกว่า All-in EV
บทสรุป
ปี 2025 คือปีแห่งการ “ล้างไพ่” ของ Stellantis บริษัทขาดทุนกว่า 8.18 แสนล้านบาท รับรู้ค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างเกือบ 9.32 แสนล้านบาท และกำลังปรับสมดุลระหว่าง EV, ICE และ EREV ใหม่ทั้งหมด คำถามสำคัญคือ การกลับไปเน้นเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดจะช่วยฟื้นกำไรได้เร็วแค่ไหน ในขณะที่ Volkswagen, Toyota และแบรนด์จีนกำลังรุกหนักทั่วโลก ปี 2026 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ Stellantis ว่าการกลับลำครั้งนี้คือความผิดพลาด หรือคือการตัดสินใจที่ถูกจังหวะเวลา




