เปิดตัว TOYOTA GRMN COROLLA ตัวแรง 304 แรงม้า แฮทช์แบ็กสายพันธุ์มอเตอร์สปอร์ต

เปิดตัว TOYOTA GRMN COROLLA ตัวแรง 304 แรงม้า แฮทช์แบ็กสายพันธุ์มอเตอร์สปอร์ต
Spread the love
Advertisement Advertisement

เปิดตัวครั้งแรกของโลก GRMN Corolla ที่สุดแห่งไฮเปอร์แฮทช์แบ็กสายพันธุ์มอเตอร์สปอร์ต ได้รับการขัดเกลาจากสนาม Nürburgring

GAZOO Racing (GR) ได้ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของโลกกับ GRMN Corolla ยนตรกรรมที่รวบรวมความเป็นที่สุดของตระกูล GR Corolla ซึ่งถูกรังสรรค์และวิศวกรรมขึ้นมาเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเหยียบคันเร่งได้อย่างเต็มมิดด้วยความมั่นใจอย่างไร้ขีดจำกัด บนสนามแข่งระดับตำนานอย่าง Nürburgring ประเทศเยอรมนี ซึ่งสนามแห่งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งแบรนด์ GR ที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ “ยนตรกรรมที่พัฒนมาจากมอเตอร์สปอร์ตที่ดียิ่งกว่า” (Ever-Better Motorsports-Bred Cars) และยังเป็นจุดเริ่มต้นของยอดนักขับ Toyota Master Driver นามว่า “Morizo” อีกด้วย

การถือกำเนิดของ GRMN Corolla ในครั้งนี้ แสดงถึงการหล่อหลอมและขัดเกลาตัวรถอย่างประณีตและดุดัน ซึ่งจุดประกายมาจากความปรารถนาอันแรงกล้าของ Morizo ที่ต้องการ “ทวงคืนรถตระกูล Corolla ที่สามารถสะกดและมัดใจลูกค้าของเราให้อยู่หมัด”

GRMN Corolla จะเปิดตัวในจำนวนจำกัด โดยเน้นไปที่ตลาดหลักอย่างประเทศญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย สำหรับในประเทศญี่ปุ่น มีแผนที่จะเปิดรับสิทธิ์เจรจาการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟน “GR app” ช่วงประมาณฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 โดยมีกำหนดการส่งมอบและเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 2027 ทั้งนี้ รถยนต์รุ่นต้นแบบ (Prototype) ได้ถูกนำมาจัดแสดงให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ณ Fuji Motorsports Forest Welcome Center จนถึงวันที่ 28 มิถุนายนนี้

ไฮไลท์สำคัญของ GRMN Corolla (รุ่นต้นแบบ สี Black Gravite)

  • ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ: ในฐานะที่สุดของซีรีส์ GR Corolla รถคันนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่และตัวรถผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างยอดเยี่ยมแม้ในยามที่รีดสมรรถนะจนถึงขีดจำกัด
  • แรงบิดที่เพิ่มขึ้น: การยกระดับแรงบิดของเครื่องยนต์มีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยพลังงานอันดิบเถื่อนที่ไร้การพันธนาการ
  • อากาศพลศาสตร์ระดับรถแข่ง: ติดตั้งชิ้นส่วนแอร์โรไดนามิกส์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ พร้อมระบบช่วงล่างที่ผ่านการเคี่ยวกรำจากการแข่งขัน Super Taikyu Series และการทดสอบอย่างหนักหน่วงที่สนาม Nürburgring
  • ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ: ระบบควบคุม GR-FOUR 4WD ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมที่สุดผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนสนาม Nürburgring
  • ห้องโดยสารระดับค็อกพิตรถแข่ง: ห้องโดยสารติดตั้งเบาะนั่งฝั่งคนขับที่ออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่น พร้อมแผงหน้าปัดผิวโลหะขัดเงา (Brush-Metal) ช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิและจดจ่อกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่
  • รุ่นทางเลือกในอนาคต: นอกเหนือจาก GRMN Corolla รุ่น 2 ที่นั่งแล้ว ปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเวอร์ชัน 5 ที่นั่งในชื่อ “MORIZO RR” ซึ่งจะมาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ GAZOO Racing Direct Automatic Transmission อีกด้วย

มุ่งสู่เป้าหมาย รถยนต์ที่สามารถท้าทายความโหดของ Nürburgring ได้ด้วยคันเร่งเต็มมิด

“ถ้าหากรถคันนี้จะประทับตรานามของ GRMN มันจำเป็นต้องเป็นรถที่สามารถรับมือกับความโหดร้ายของสนาม Nürburgring ได้อย่างสมศักดิ์ศรี”
— อากิโอะ โตโยดะ (Akio Toyoda) ประธานคณะกรรมการบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน หรือที่รู้จักกันในนาม Master Driver “Morizo”

แรงผลักดันและวิสัยทัศน์ดังกล่าวของ Morizo ทำให้ทีมพัฒนาตัดสินใจนำ GRMN Corolla ไปขัดเกลาบนเส้นทางแทร็กที่ขึ้นชื่อว่าหฤโหดที่สุดในโลก การทดสอบแบบเทหมดตักบนสนาม Nürburgring ซึ่งมีทั้งแรงกระแทกจากพื้นผิวถนนและสภาพผิวทางวิ่งที่แปรปรวนในแบบที่สนามทดสอบทั่วไปไม่มี จะช่วยเผยให้เห็นจุดอ่อนของรถได้อย่างชัดเจน การพัฒนา GRMN Corolla ที่นี่จึงช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถสร้างสรรค์รถยนต์ที่ควบคุมได้ดั่งใจในทุกย่านความเร็ว แม้ต้องวิ่งอยู่บนพื้นผิวแทร็กที่ขรุขระก็ตาม

นอกเหนือจากการทดสอบในสนาม Nürburgring แล้ว GRMN Corolla ยังผ่านการเก็บข้อมูลจริงในการแข่งขันรายการ Super Taikyu Series ในประเทศญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการจำลองการขับขี่ด้วยระบบ Driving Simulator ขั้นสูง ทว่า การลงไปวิ่งจริงบนแทร็ก Nürburgring เท่านั้นที่เผยให้เห็นถึงความท้าทายใหม่ๆ ที่ไม่มีใครคาดคิด ซึ่งทีมพัฒนาได้ร่วมกันก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นทีละจุด เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างคนกับรถ ให้สื่อสารกันได้อย่างแม่นยำแม้ในสภาวะที่ตัวรถถูกผลักดันไปจนถึงขีดสุด

บทเรียนและข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการพัฒนา GRMN Corolla ในครั้งนี้ ยังถูกนำไปส่งต่อเพื่อพัฒนารุ่นพื้นฐานอย่าง GR Corolla อีกด้วย โดยในรุ่นปี 2026 (2026 GR Corolla) ที่ประกาศเปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ได้มีการเพิ่มการลงกาวโครงสร้าง (Structural Adhesive) จากเดิม 13.9 เมตร ขยายเป็น 32.7 เมตร เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างตัวถัง พร้อมทั้งเพิ่มช่องดักลมเย็น (Cool-Air Duct) เพื่อลดอุณหภูมิไอดีขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากบทเรียนที่ได้จากสนาม Nürburgring

เจาะลึกฟีเจอร์เด่นของ GRMN Corolla

1. ระบบอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic Performance) จากสนามแข่งสู่ท้องถนน

ในการแข่งขันระดับท็อปอย่าง Super Taikyu Series และการวิ่งบนสนาม Nürburgring รถยนต์ต้องเผชิญกับความเร็วสูงและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ (G-Force) มหาศาลอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่จะทำให้รถแสดงสมรรถนะสูงสุดได้คือ ล้อทั้ง 4 ต้องเกาะแน่นอยู่กับพื้นผิวถนน GRMN Corolla จึงมาพร้อมกับชิ้นส่วนแอร์โรไดนามิกส์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะรุ่น เช่น ช่องระบายอากาศบนฝากระโปรงหน้า (Hood Duct), ช่องระบายอากาศที่บังโคลน (Fender Ducts), สปอยเลอร์ด้านข้างกันชนหน้า (Front Side Spoilers) และวิงหลังขนาดใหญ่ (Rear Wing) ซึ่งทั้งหมดถ่ายทอดองค์ความรู้มาจากรถแข่งพลังงานไฮโดรเจน GR Corolla ในศึก Super Taikyu Series

นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังได้ทำการปรับแต่งวิงหลังอย่างละเอียดที่ Nürburgring โดยกลไกของวิงหลังนี้สามารถปรับองศาได้ถึง 5 ระดับ ซึ่งทีมงานได้ปรับตั้งละเอียดทีละ 1 องศาในระหว่างการขับทดสอบโดยนักแข่งมืออาชีพ เพื่อหาค่าที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างแรงกด (Downforce)

2. ระบบช่วงล่างสุดพิเศษและระบบควบคุมที่เฉียบคม

ระบบกันสะเทือนของ GRMN Corolla เลือกใช้โช้กอัพแบบกระบอกเดี่ยว (Monotube) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานร่วมกับสปริงรีบาวด์ (Rebound Springs) ซึ่งช่วยเพิ่มการยึดเกาะของล้อฝั่งในโค้ง (Inner-Wheel Traction) และยกระดับสมรรถนะการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

เนื่องจากสภาพแทร็กของ Nürburgring มีจุดที่ทำให้ช่วงล่างต้องยุบและยืดตัวในแนวดิ่งมากกว่าสนามแข่งทั่วไป ทีมงานจึงได้ปรับแต่งคุณลักษณะของยางกันกระแทก (Bump-Stop) ให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้รถมีความเสถียรสูงสุดและสร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ โช้กอัพเฉพาะรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาโดยปรับระยะชัก (Stroke) ละเอียดเป็นมิลลิเมตรทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อให้ได้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อความมั่นคงในโค้งและประสิทธิภาพการเบรกที่ดีเยี่ยม GRMN Corolla ได้หันมาสวมยางสมรรถนะสูง Michelin Pilot Sport Cup 2 ขนาด 245/40ZR18 ซึ่งมีความกว้างเพิ่มขึ้นจากรุ่นพื้นฐานถึง 10 มิลลิเมตร

Advertisement Advertisement

ในส่วนของระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ได้รับการปรับปรุงโปรแกรมควบคุมใหม่ เพื่อให้สามารถสร้างแรงผ่อนแรง (Assistance Torque) ที่เหมาะสมได้แม้ในขณะที่รถกำลังเข้าโค้งภายใต้แรง G สูงๆ ด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเฉพาะรุ่น ได้รับการจูนอัพใหม่ให้กระจายแรงบิดไปยังล้อหลังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อขับขี่ในทางตรง และเพิ่มความเสถียรตั้งแต่เริ่มหักเลี้ยวพวงมาลัยในย่านความเร็วสูงพิเศษ

3. วิวัฒนาการของเครื่องยนต์สันดาปภายในผ่านบทเรียนจากรถแข่งไฮโดรเจน

GAZOO Racing ได้รับบทเรียนอันล้ำค่าในการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในจากการส่งรถแข่ง GR Corolla พลังงานไฮโดรเจนเข้าร่วมการแข่งขัน Super Taikyu Series เนื่องจากรายการแข่งขันแบบเอนดูรานซ์ (Endurance) ที่ต้องใช้โหลดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถของชิ้นส่วนพื้นฐานในเครื่องยนต์สันดาปภายในอีกด้วย

การนำองค์ความรู้นี้มาปรับใช้ ส่งผลให้เครื่องยนต์ของ GRMN Corolla สามารถรีดแรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 415 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้นจากรุ่นพื้นฐาน 15 นิวตันเมตร) ทีมพัฒนาได้ปรับแต่งกราฟแรงบิดให้สอดคล้องกับการใช้งานในสนามแข่ง โดยเน้นการเพิ่มแรงบิดในย่านความเร็วรอบปานกลางช่วง 3,600 – 4,800 รอบต่อนาที (rpm) ซึ่งเป็นช่วงสำคัญอย่างยิ่งในการเดินคันเร่งเพื่อเร่งความเร็วออกจากโค้ง และเพื่อให้เครื่องยนต์สามารถคงการจ่ายกำลังที่สูงและเสถียรได้ตลอดการเหยียบคันเร่งมิดในสนามแข่ง GRMN Corolla จึงได้รับการติดตั้งระบบฉีดพ่นละอองน้ำอินเตอร์คูลเลอร์ (Intercooler Spray System) เพิ่มเติมเข้ามา เสริมทัพร่วมกับท่อดักลมเย็นที่มีอยู่แล้วในรุ่นปี 2026

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้เข้าถึงสมรรถนะขั้นสุดและปลดปล่อย “พลังงานอันไร้การควบคุมที่จะสะกดใจผู้ขับขี่” GRMN Corolla ได้ทำการถอดเบาะนั่งแถวหลังออกทั้งหมดเพื่อลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ส่งผลให้น้ำหนักตัวรถลดลงถึง 30 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับรุ่นพื้นฐาน ทำให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก (Power-to-Weight Ratio) ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นและหาตัวจับยาก

4. ห้องโดยสารแบบค็อกพิตที่ออกแบบเพื่อปลดล็อคสมรรถนะขั้นสุด

ไม่เพียงแต่สมรรถนะภายนอกที่ดุดัน ภายในห้องโดยสารของ GRMN Corolla ยังได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของการขับขี่ที่แท้จริง เบาะนั่งฝั่งคนขับแบบ Full Bucket Seat ดีไซน์พิเศษ พัฒนาขึ้นโดยอิงจากตำแหน่งการนั่งของรถแข่งในศึก Super Taikyu Series เพื่อให้สามารถโอบกระชับและรองรับสรีระของผู้ขับขี่ท่ามกลางแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ในแนวราบ (Lateral G-Forces) ที่สูงขึ้นได้อย่างดีเยี่ยม ความยาวของเบาะได้รับการคำนวณอย่างละเอียดเพื่อความสะดวกในการเหยียบคลัตช์ และโครงสร้างเบาะทำจากวัสดุพลาสติกเสริมใยแก้ว (GFRP) ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงได้มาก

การพัฒนาเบาะนั่งนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งคำนึงถึงความสะดวกในการเข้า-ออกรถในชีวิตประจำวัน โดยมีการนำเบาะนี้ไปติดตั้งในรถแข่งจริงของรายการ Super Taikyu Series เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากนักแข่งมืออาชีพหลากหลายท่าน รวมถึงการประเมินผลในขณะที่นักแข่งสวมหมวกนิรภัยอีกด้วย

ดีไซน์และโทนสีภายในเน้นสร้างบรรยากาศให้ผู้ขับขี่มีสมาธิแน่วแน่ แผงหน้าปัดและเสาหน้า (A-Pillars) ถูกหุ้มด้วยวัสดุผิวฟล็อก (Flocked) สีเข้มเพื่อลดแสงสะท้อน เสริมความหรูหราดุดันด้วยชิ้นส่วนตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon-Fiber Ornamentation) บนแผงหน้าปัดฝั่งผู้โดยสาร ซึ่งพัฒนาและผลิตโดยแผนก Carbon Section ณ โรงงาน Motomachi ของโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน

นอกจากนี้ ยังมีความพิเศษอื่นๆ ที่ใส่เข้ามาเพื่อคุณค่าทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นบุนุ่มบนแผงหน้าปัดพร้อมลายเซ็นของ Morizo, แผงประตูและหัวเกียร์ตกแต่งด้วยสีแดงอะลูไมต์ (Alumite Red) และเพลทรันหมายเลขตัวถังเฉพาะรุ่น (GRMN-Exclusive Serial Number Plate)


ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค (Specifications) ของ GRMN Corolla รุ่นต้นแบบ

จากการทดสอบและวัดค่าเป็นการภายในโดยทึมพัฒนา สเปกสำหรับจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • มิติตัวถังและโครงสร้าง
    • ตัวรถมีความยาว 4,410 มม.
    • ความกว้าง 1,850 มม.
    • ความสูง 1,475 มม. (เตี้ยลงกว่ารุ่นพื้นฐาน 5 มม.)
    • ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,640 มม.
    • โดยมีระยะห่างระหว่างล้อหน้าและล้อหลังอยู่ที่ 1,590 และ 1,620 มม. ตามลำดับ
  • การจัดวางห้องโดยสาร: รองรับผู้โดยสารได้ 2 ที่นั่งเท่านั้น (ถอดเบาะหลังออก) ช่วยลดน้ำหนักรวมของตัวรถลงมาอยู่ที่ 1,450 กก. (เบาลงกว่ารุ่นเกียร์ธรรมดาของปี 2026 ถึง 30 กก.)
  • ขุมพลังใต้ฝากระโปรง: เครื่องยนต์รหัส G16E-GTS บล็อก 3 สูบแถวเรียง ขนาด 1.618 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์และอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุดเท่าเดิมที่ 224 กิโลวัตต์ (304 แรงม้า) แต่มีการยกระดับแรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 415 นิวตันเมตร
  • ระบบส่งกำลังและช่วงล่าง: ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดาอัจฉริยะ iMT 6 สปีด ปรับอัตราทดให้ชิดขึ้น (Close-Ratio) คู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ GR-FOUR สำหรับระบบกันสะเทือนใช้หน้าแบบสตรัทและหลังแบบดับเบิ้ลวิชโบน ทำงานร่วมกับโช้กอัพกระบอกเดี่ยวหัวกลับ (Inverted Monotube) ที่ด้านหน้า และกระบอกเดี่ยวตั้งตรง (Upright Monotube) ที่ด้านหลัง พร้อมระบบสปริงรีบาวด์ภายใน
  • ล้อและยาง: ติดตั้งล้อฟอร์จ สี Matte Bronze พร้อมประทับโลโก้ GR รัดด้วยยางไฮเกริปสมรรถนะสูงรุ่น Michelin Pilot Sport Cup 2 ขนาด 245/40ZR18 (หน้ายางกว้างขึ้นจากเดิม 10 มม.)

ก้าวต่อไปในอนาคต: GR Corolla MORIZO RR (Concept Model)

นอกเหนือจากการเปิดตัว GRMN Corolla แล้ว แบรนด์ GAZOO Racing ยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องกับ GR Corolla MORIZO RR รถยนต์ต้นแบบรุ่นสุดท้ายในรูปแบบ 5 ที่นั่งระดับอัลติเมท ที่จะได้รับการติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ GAZOO Racing Direct Automatic Transmission ซึ่งในขณะนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา และยังไม่มีการกำหนดวันเผยโฉมหรือวันจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม รถแนวคิด MORIZO RR คันนี้ ได้ถูกนำมาจัดแสดงคู่กับ GRMN Corolla ณ Fuji Motorsports Forest Welcome Center ให้แฟนๆ ได้ยลโฉมจนถึงวันที่ 28 มิถุนายนนี้เช่นเดียวกัน


ที่มา: ข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก GAZOO Racing / TOYOTA MOTOR CORPORATION

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้