เจาะลึกงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รัฐบาลสั่งหั่นงบฟุ่มเฟือย ลุย Zero-based Budgeting นำเงินอุ้มปากท้องประชาชน

เจาะลึกงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รัฐบาลสั่งหั่นงบฟุ่มเฟือย ลุย Zero-based Budgeting นำเงินอุ้มปากท้องประชาชน
สรุปสาระสำคัญ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
รัฐบาลเตรียมจัดทำงบประมาณปี 2570 ภายใต้วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท โดยปรับตัวรับมือกับคาดการณ์เศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัวลง (สศช. ปรับลด GDP เหลือ 1.4%) ด้วยการใช้มาตรการ “รัดเข็มขัด” อย่างเข้มงวด เพื่อนำเงินที่เหลือไปกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
-
ใช้หลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting): พิจารณาอนุมัติงบจากความจำเป็นและความคุ้มค่าจริง ยกเลิกการอิงฐานงบเดิม และตั้งเพดานให้หน่วยงานของบเพิ่มได้สูงสุดไม่เกิน 20%
-
สั่งหั่น 6 งบประมาณฟุ่มเฟือยและซ้ำซ้อน
- งดหรือปรับลดงบเดินทางไปดูงานต่างประเทศ
- ชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 1-2 ปี (เน้นการเช่าพื้นที่หรือร่วมทุน PPP แทน)
- หั่นงบกลุ่มจังหวัดที่ซ้ำซ้อน (คาดว่าประหยัดได้ถึง 2 หมื่นล้านบาท)
- ตัดโครงการก่อสร้างถนนและแหล่งน้ำที่ทับซ้อนกับหน่วยงานหลัก
- ชะลอการสร้างถนนเส้นทางใหม่ (มุ่งเน้นงบไปที่การซ่อมแซมเส้นทางเดิม)
- ตัดงบค่าเครื่องแบบข้าราชการ (ยูนิฟอร์ม)
- กระชับแผนงานระดับชาติ: ลดแผนงานบูรณาการจาก 9 แผน เหลือเพียง 3 แผนหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ, รัฐบาลดิจิทัล และการปราบปรามทุจริต พร้อมผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด (เปลี่ยนใช้รถยนต์ EV และติด Solar Roof)
- อัดฉีดเม็ดเงินสู่โครงการ “ไทยช่วยไทย”: เม็ดเงินที่ประหยัดได้จะไม่ถูกนำไปเก็บไว้ในงบกลาง แต่จะนำมารวมกับช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) ราว 7-8 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินนโยบายช่วยเหลือประชาชน ได้แก่:
- โครงการไทยช่วยไทยพลัส: รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% (เบื้องต้นคาดว่าช่วยเหลือ 1,000 บาท/คน นาน 4 เดือน เป้าหมาย 20-30 ล้านคน)
- ดูแลกลุ่มเปราะบาง: ต่อยอดการดูแลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน
- ลดภาระค่าครองชีพและเกษตรกร: จัดหาปุ๋ยราคาถูก, ชดเชยลดดอกเบี้ย, ขยายผลร้านธงฟ้า และจัดรถพุ่มพวงสินค้าราคาประหยัด
ท่ามกลางสภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและวิกฤตการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของรัฐบาลไทย จึงเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ แม้จะมีการคงกรอบรายจ่ายงบประมาณไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท แต่การปรับลดสมมุติฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จากเดิม 2% ลงเหลือเพียง 1.4% ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด
ภายในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ หน่วยงานรับงบประมาณจะต้องเสนอโครงการให้สำนักงบประมาณพิจารณา ภายใต้นโยบายสำคัญคือ “การตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นทิ้ง” เพื่อนำเม็ดเงินที่เหลือไปสร้างเกราะคุ้มกันและรองรับวิกฤตเศรษฐกิจให้กับประชาชน
นโยบาย “รัดเข็มขัด” จาก 3 แกนนำรัฐบาล
การจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ รัฐบาลได้ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังทุกหน่วยงานราชการ โดยมีสาระสำคัญจากการมอบนโยบายของ 3 รัฐมนตรีหลัก ดังนี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย)
- ใช้หลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting): ยกเลิกการพิจารณางบประมาณแบบอิงฐานเดิม แต่ให้พิจารณาจาก “ความจำเป็น” และ “ความคุ้มค่า” ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
- ตั้งกฎเหล็กคุมเพดานงบ: หน่วยงานสามารถเสนอขอเพิ่มงบประมาณได้ ไม่เกิน 20% ของปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาการของบประมาณเผื่อถูกตัดที่ฝังรากลึกมานาน
- สั่งลดความฟุ่มเฟือย: งดการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ และให้ชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ออกไป 1-2 ปี โดยแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้วิธีการเช่าพื้นที่ หรือร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP)
- ปรับแผนคมนาคม: เน้นการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเส้นทางเดิมที่มีอยู่ มากกว่าการทุ่มงบขยายเส้นทางใหม่ในช่วง 1-2 ปีนี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง)
- ผ่าตัดงบสวัสดิการข้าราชการที่ไม่จำเป็น: สั่งตัดงบประมาณค่ายูนิฟอร์ม (เครื่องแบบ) และงบดูงานอย่างเด็ดขาด
- มุ่งเป้าเยียวยา: นำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2570 ยังคงแฝงไว้ซึ่งความยั่งยืนทางการคลัง
นายภราดร ปริศนานันทกุล (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)
- เพิ่มประสิทธิภาพการบูรณาการ: รวบแผนงานบูรณาการจากเดิม 9 แผน ลดเหลือเพียง 3 แผนสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ, การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และการป้องกันปราบปรามการทุจริต
- จัดการงบซ้ำซ้อนระดับภูมิภาค: งดงบกลุ่มจังหวัดชั่วคราว คาดว่าจะสามารถหั่นงบส่วนนี้จากกว่า 20,000 ล้านบาท เหลือเพียง 4,000 ล้านบาท (ประหยัดได้ถึง 20,000 ล้านบาท) ส่วนงบจังหวัดปกติให้ตัดโครงการซ้ำซ้อน เช่น การทำถนนหรือแหล่งน้ำ โดยให้เปลี่ยนไปมุ่งเน้นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนแทน
- นโยบายพลังงานสะอาด: ผลักดันการเปลี่ยนรถยนต์ราชการเป็นรถ EV ทั้งหมด (หากซื้อไม่ได้ให้ใช้วิธีเช่า) และสนับสนุนการติดตั้ง Solar Roof ในอาคารของรัฐผ่านการเจรจากับคู่สัญญาเดิม
เช็กลิสต์ 6 หมวด “งบฟุ่มเฟือย” ที่ถูกสั่งหั่น-ชะลอ
เพื่อความชัดเจน นี่คือรายการงบประมาณที่รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ หลีกเลี่ยงในการจัดทำคำขอปี 2570:
- งบเดินทางไปดูงานต่างประเทศ: สั่งงดหรือปรับลดอย่างเด็ดขาด (หากจำเป็นต้องมีการประชุม ให้จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมให้น้อยที่สุด)
- งบก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่: ชะลอโครงการ 1-2 ปี เปลี่ยนไปใช้การเช่าหรือรูปแบบ PPP
- งบกลุ่มจังหวัดที่ซ้ำซ้อน: ปรับลดงบกลุ่มจังหวัดและห้ามของบโครงการที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหลัก
- โครงการก่อสร้างถนนและแหล่งน้ำซ้ำซ้อน: ในระดับจังหวัด ให้ตัดทิ้งและโอนความรับผิดชอบให้หน่วยงานโดยตรง
- งบขยายเส้นทางคมนาคมใหม่: ให้ชะลอไว้ก่อน และนำงบไปเน้นการซ่อมแซมทางเดิมแทน
- งบประมาณค่าเครื่องแบบ (Uniform): ของหน่วยงานรัฐ ถูกสั่งตัดเพื่อนำเงินไปใช้ในส่วนอื่นที่เร่งด่วนกว่า
ช่องว่างทางการคลัง 8 แสนล้าน สู่มหากาพย์โปรเจกต์ “ไทยช่วยไทย”
จากกรอบวงเงินงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท เมื่อหักลบรายจ่ายประจำแล้ว รัฐบาลประเมินว่าจะมี ช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) อยู่ที่ประมาณ 700,000 – 800,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอสำหรับการนำมาขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ข้อสังเกตสำคัญ เงินที่ประหยัดได้จากการหั่นงบฟุ่มเฟือย จะไม่ถูกนำไปหมกไว้ใน “งบกลาง” แต่จะถูกโอนตรงเข้าสู่โครงการเยียวยาประชาชนเป็นลำดับแรก ภายใต้ร่มใหญ่ของโครงการที่ชื่อว่า “ไทยช่วยไทย”
โครงข่ายมาตรการ “ไทยช่วยไทย” ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
- โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (Co-pay): รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 20-30 ล้านคน เบื้องต้นวางกรอบช่วยเหลือที่ 1,000 บาท/คน เป็นระยะเวลา 4 เดือน
- ดูแลฐานรากและผู้มีรายได้น้อย: ยังคงเดินหน้าดูแลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านคน พร้อมเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่
- ลดภาระเกษตรกร: มาตรการจัดหาปุ๋ยราคาถูก และการชดเชยเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้เกษตรกร
- ลดค่าครองชีพ: ขยายผลโครงการธงฟ้าราคาประหยัด และจัดรถพุ่มพวงกระจายสินค้าราคาถูกลงสู่ชุมชน
บทสรุป
การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการ “รีดไขมัน” ภาครัฐอย่างจริงจัง การนำหลัก Zero-based Budgeting มาใช้ ควบคู่ไปกับการตั้งเพดานคำขอและตัดงบที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยตรง ถือเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับพายุเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน เพื่อนำเม็ดเงินทุกบาทไปสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าในทางปฏิบัติ หน่วยงานต่างๆ จะสามารถส่งมอบคำของบประมาณที่ตอบโจทย์นโยบายรัดเข็มขัดนี้ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

