วิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์! Honda พับแผน EV ยอมเจ็บ 1.5 หมื่นล้านเหรียญฯ พร้อมคำสารภาพจากซีอีโอ “เราไม่มีทางสู้จีนได้เลย”

วิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์! Honda พับแผน EV ยอมเจ็บ 1.5 หมื่นล้านเหรียญฯ พร้อมคำสารภาพจากซีอีโอ “เราไม่มีทางสู้จีนได้เลย”
Spread the love
Advertisement Advertisement

วิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์! Honda พับแผน EV ยอมเจ็บ 1.5 หมื่นล้านเหรียญฯ พร้อมคำสารภาพจากซีอีโอ “เราไม่มีทางสู้จีนได้เลย”

ณ เวลานี้ คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า Honda (ฮอนด้า) กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัส ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นรายนี้เพิ่งตัดสินใจกลืนเลือด ยกเลิกแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นสำคัญของค่ายไปถึง 2 รุ่น ได้แก่ รถยนต์ในตระกูล 0 Series ทั้งรุ่น SUV และ Sedan รวมถึงโปรเจกต์การชุบชีวิตรถสปอร์ตในตำนานอย่าง Acura RSX ด้วย

การตัดสินใจล้างไพ่ครั้งนี้ ทำให้ Honda ต้องเตรียมบันทึกตัวเลขขาดทุนมหาศาลสูงถึง 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.1 แสนล้านบาท) และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Afeela จำนวน 2 รุ่น ที่ Honda ทุ่มทุนร่วมพัฒนากับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Sony ก็ต้องเผชิญกับจุดจบแบบ “Dead on arrival” (ตายตั้งแต่ยังไม่ทันเกิด) เช่นเดียวกัน นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่สะท้อนให้เห็นว่า ค่ายรถยนต์ดั้งเดิม (Legacy Automakers) กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาโมเดลธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำกำไรได้จริง

ปัญหาใน “ตลาดจีน” ที่ลุกลามและรุนแรงกว่าแค่เรื่อง EV

วิกฤตของ Honda หยั่งรากลึกกว่าแค่ความล้มเหลวในการพัฒนา EV เช่นเดียวกับแบรนด์รถยนต์ที่อยู่มาอย่างยาวนานหลายราย Honda กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างประเทศจีนอย่างรวดเร็ว:

  • ยอดขายที่พังทลาย: ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ยอดขายของ Honda ในจีนร่วงหล่นจากจุดสูงสุดที่เคยทำได้ 1.62 ล้านคันในปี 2020 ลงมาเหลือเพียง 640,000 คันในปี 2025 และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2026 นี้ ตัวเลขการผลิตต่อปีจะร่วงลงไปต่ำกว่า 600,000 คัน
  • วิกฤตกำลังการผลิต: ปัจจุบัน โรงงานของ Honda ในจีนเดินสายพานการผลิตอยู่เพียงประมาณ 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ปกติแล้วจะต้องรักษาอัตราการผลิตให้อยู่ในระดับ 70-80% ขึ้นไป จึงจะถึงจุดคุ้มทุน (Break-even point) และสร้างผลกำไรได้

 “China Speed” ความเร็วที่ตามไม่ทัน และคำสารภาพของซีอีโอ

เพื่อหาคำตอบว่าค่ายรถยนต์ท้องถิ่นของจีนสามารถปั๊มรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร Toshihiro Mibe (โทชิฮิโระ มิเบะ) ซีอีโอและประธานบริษัท Honda ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีนด้วยตัวเอง และหลังจากที่เขาได้เยี่ยมชมโรงงานของซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในเซี่ยงไฮ้ สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าเขาได้กล่าวประโยคที่สั่นสะเทือนวงการว่า:

“We have no chance against this.” (เราไม่มีทางสู้สิ่งนี้ได้เลย)

สิ่งที่คุณมิเบะได้เห็นคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “China Speed” หรือความเร็วแบบฉบับจีน ค่ายรถยนต์ท้องถิ่นสามารถพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่หมดจด (Brand-new model) ได้ภายในเวลา 2 ปีหรือน้อยกว่านั้น ในขณะที่แบรนด์ดั้งเดิมมักต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 ปีเป็นอย่างต่ำในการวิจัยและพัฒนารถยนต์สักรุ่น นอกจากความเร็วแล้ว ซัพพลายเออร์ของจีนยังสามารถกดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงในระดับที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้แต่ฝันถึง จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะรู้สึกเหมือนจีนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่แทบจะวันเว้นวัน

Advertisement Advertisement

แผนพลิกวิกฤต: การให้อิสระแก่ฝ่าย R&D

อย่างไรก็ตาม คำพูดของมิเบะไม่ใช่การยอมแพ้ เมื่อเดินทางกลับจากจีน เขาได้ประกาศกับเหล่าซัพพลายเออร์ของ Honda ว่า “เราต้องลงมือทำอย่างรวดเร็ว” เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาให้ทันสู้ศึก

Honda กำลังปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ด้วยการฟื้นฟูแผนกวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้เป็นอิสระอีกครั้ง โดยย้ายวิศวกรหลายพันคนไปยังบริษัทลูกด้านวิศวกรรมที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความยืดหยุ่นและมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาที่อำนาจถูกรวมศูนย์ไว้ที่สำนักงานใหญ่ (HQ) แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าความอิสระนี้จะช่วยพลิกสถานการณ์ได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะท้ายที่สุด การตัดสินใจระดับมหภาคก็ยังคงต้องผ่านสำนักงานใหญ่อยู่ดี

ไม่ใช่แค่ Honda: ยักษ์ใหญ่อย่าง Ford และ Toyota ก็หนาวสั่น

ผู้บริหารระดับสูงของ Honda ไม่ใช่คนเดียวที่กำลังลั่นระฆังเตือนภัยไปยังเครือข่ายซัพพลายเชน ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่รายอื่นก็กำลังตื่นตัวกับเรื่องนี้อย่างหนักเช่นกัน:

  • Ford (ฟอร์ด): ในบทสัมภาษณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2025 กับ CBS Sunday Morning Jim Farley (จิม ฟาร์ลีย์) ซีอีโอของ Ford กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “พวกเขา (จีน) มีกำลังการผลิตในโรงงานที่มีอยู่มากพอที่จะป้อนตลาดอเมริกาเหนือได้ทั้งหมด และสามารถทำให้พวกเราต้องออกจากธุรกิจนี้ไปเลย”
  • Toyota (โตโยต้า): ทางด้าน Koji Sato (โคจิ ซาโตะ) อดีตซีอีโอของ Toyota ก็ได้ส่งสัญญาณเตือนระดับสูงสุดต่อหน้าซัพพลายเออร์กว่า 484 บริษัทว่า “หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราจะไม่รอด ผมอยากให้ทุกคนตระหนักถึงวิกฤตนี้”

การที่ Toyota ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก 6 ปีซ้อน ออกมาพูดประโยคในลักษณะที่เป็นเรื่องของ “ความเป็นความตาย” สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนที่สุด จีนได้กลายเป็นมหาอำนาจด้านยานยนต์ที่พร้อมจะกวาดล้างคู่แข่ง ไม่ใช่แค่ในประเทศตัวเอง แต่รวมถึงตลาดโลกด้วย

ผลกระทบในตลาดยุโรป: จีนเริ่มแซงหน้าญี่ปุ่น

หากมองไปที่ตลาดยุโรปเป็นตัวอย่าง ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์จากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งยุโรป (ACEA) ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ระบุว่า BYD สามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดไปได้แล้วถึง 1.8% ในขณะที่ SAIC (บริษัทแม่ของ MG) มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 1.9% ซึ่งเทียบเท่ากับส่วนแบ่งของ Nissan ทั้งแบรนด์ และที่น่าตกใจคือมันทิ้งห่าง Honda ที่มีส่วนแบ่งในยุโรปเพียง 0.5% เท่านั้น

มุมมองวิเคราะห์ (Takeaway)

Honda คือยักษ์ใหญ่รายล่าสุดที่ออกมายอมรับถึงความรุนแรงของสึนามิยานยนต์จีน ประเทศจีนกำลังพัฒนาและสร้างรถยนต์ด้วย “ความเร็ว” และ “ต้นทุน” ที่ไม่มีใครในอุตสาหกรรมสามารถเทียบติดได้อีกต่อไป

ทางรอดของแบรนด์ดั้งเดิมที่อยู่มานานคือ “ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด” ไม่ว่าจะเป็นการยืนหยัดพัฒนาด้วยตัวเองแบบพลิกกระบวนการใหม่ทั้งหมด หรือการยอมจับมือเป็นพันธมิตรกับค่ายรถจีนเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผู้เล่นยุคเก่าจำเป็นต้อง รื้อกระบวนการทำงานแบบเดิม (Modus operandi) ทิ้งไปเสีย ก่อนที่จะถูกกระแสการผงาดขึ้นของจีนกลืนกินไปจนหมดสิ้นครับ

MOTOR1

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้