เปิดขายไทย 1,590,000 บาท MAXUS eTerron 9 กระบะไฟฟ้า 430 กม./ชาร์จ WLTP






เปิดราคาแล้ว! กระบะไฟฟ้า 100% คันแรกของค่าย MAXUS eTerron 9 เริ่ม 1.59 ล้านบาท ในไทย!
MAXUS เดินเกมรุกตลาด EV เชิงพาณิชย์ในไทยเต็มตัว เปิดตัว “eTerron 9” กระบะไฟฟ้า 100% ครั้งแรกในประเทศไทย ภายในงาน Bangkok International Motor Show พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ
ราคา (ช่วงเปิดตัว)
- ราคาโปรโมชั่น: 1,590,000 บาท
- ราคาปกติ: 1,690,000 บาท
- เปิดจอง (Pre-book): วันนี้ – สิ้นเดือนเมษายน 2569
ข้อมูลมิติตัวถัง MAXUS eTERRON 9 (รุ่น Premium)
MAXUS eTERRON 9 รุ่น Premium เป็นรถกระบะไฟฟ้า 100% แบบ Double Cab ที่มีขนาดตัวถังใหญ่โตและฐานล้อที่กว้างขวาง เพื่อรองรับทั้งการบรรทุกและการขับขี่ที่มั่นคง โดยมีรายละเอียดมิติตัวถังดังนี้
- ความยาวตัวถัง (Overall length): 5,500 มม.
- ความกว้างตัวถัง (Overall width): 1,997 มม. (ไม่รวมกระจกมองข้าง)
- ความสูงตัวถัง (Overall height): 1,874 มม.
- ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 3,300 มม.
ขนาดกระบะท้าย (Cargo Box Dimensions)
พื้นที่บรรทุกด้านหลังถูกออกแบบมาให้มีความจุที่ตอบโจทย์การใช้งานหนัก:
- ความยาวกระบะ (Cargo Box length): 1,561 มม.
- ความกว้างกระบะ (Cargo Box width): 1,600 / 1,500 มม.
- ความสูงกระบะ (Cargo Box height): 535 มม.
ขุมพลังและระบบชาร์จ
MAXUS eTERRON 9 รุ่น Premium คือรถกระบะไฟฟ้า 100% ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าคู่สมรรถนะสูง พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่รองรับการใช้งานหนักและการเดินทางไกลได้อย่างดีเยี่ยม โดยมีรายละเอียดทางเทคนิค
มอเตอร์ไฟฟ้าและสมรรถนะ (Motor & Performance)
ขุมพลังของ eTERRON 9 มาจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ประสิทธิภาพสูงที่แยกการทำงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง:
- พละกำลังมอเตอร์หน้า: 125 kW (ประมาณ 170 แรงม้า) พร้อมแรงบิด 250 Nm
- พละกำลังมอเตอร์หลัง: 200 kW (ประมาณ 272 แรงม้า) พร้อมแรงบิด 450 Nm
- พละกำลังรวมสูงสุด: ประมาณ 325 kW หรือ 442 แรงม้า
- แรงบิดรวมสูงสุด: 700 Nm
- ความเร็วสูงสุด (Max Speed): 190 กิโลเมตร/ชั่วโมง
- ระบบขับเคลื่อน: 4 ล้อ AWD (All-Wheel Drive)
แบตเตอรี่และระยะทางวิ่ง (Battery & Range)
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุสูงที่ออกแบบมาเพื่อความอึดและการจ่ายไฟที่เสถียร:
- ขนาดความจุแบตเตอรี่: 102.2 kWh
- ระยะทางวิ่งสูงสุด (Range): 430 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (อ้างอิงตามมาตรฐาน WLTP Combined) ประมาณ 516 กม. NEDC
ระบบการชาร์จ (Charging System)
รองรับการชาร์จหลากหลายรูปแบบเพื่อความสะดวกในการใช้งานจริง:
- การชาร์จแบบ AC (กระแสสลับ):
- Onboard Charger รองรับสูงสุด 11 kW
- ชาร์จจาก 5% ถึง 100% ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง (เมื่อใช้ตู้ชาร์จแบบ 3-phase)
- การชาร์จแบบ DC (กระแสตรง – Fast Charge):
- รองรับกำลังไฟสูงสุด 115 kW
- ชาร์จด่วนจาก 20% ถึง 80% ใช้เวลาเพียง 0.7 ชั่วโมง (หรือประมาณ 42 นาที)
ขีดความสามารถและการบรรทุก (Capability)
- น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Payload): 620 กิโลกรัม
- ความสามารถในการลากจูง (Max Towing): สูงสุด 3,500 กิโลกรัม (สำหรับเทรลเลอร์ที่มีระบบเบรก)
- น้ำหนักรถรวมบรรทุกสูงสุด (GVM): 3,500 กิโลกรัม
ระบบช่วงล่างและแชสซีส์ กับเทคโนโลยีถุงลม 4 ล้อรุ่นแรกในคลาส
MAXUS eTERRON 9 สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถกระบะด้วยการติดตั้งระบบช่วงล่างถุงลม (Air Suspension) แบบอิสระทั้ง 4 ล้อเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถกระบะระดับเดียวกันที่ใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อมอบความนุ่มนวลระดับรถเก๋งหรูควบคู่ไปกับความสามารถในการลุยออฟโรดครับ
รูปแบบระบบกันสะเทือน (Suspension Configuration)
การออกแบบช่วงล่างเน้นการควบคุมที่แม่นยำและการซับแรงกระแทกที่ดีเยี่ยม
- ด้านหน้า (Front): ระบบกันสะเทือนแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone Independent Suspension)
- ด้านหลัง (Rear): ระบบกันสะเทือนแบบมัลติลิงก์ (Multi-link) ทำงานร่วมกับระบบถุงลม
- ระบบถุงลม 4 ล้อ (4-Wheel Air Suspension): เป็นระบบ Adaptive ที่ปรับเปลี่ยนความหนืดและความสูงตามสภาพการขับขี่โดยอัตโนมัติ
ฟังก์ชันอัจฉริยะของระบบถุงลม (Air Suspension Functions)
ระบบช่วงล่างถุงลมของ eTERRON 9 ไม่ได้มีไว้เพื่อความนุ่มนวลเท่านั้น แต่ยังมีฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานจริง:
- Easy Load Mode: สามารถลดความสูงของกระบะท้ายลงได้ 60 มิลลิเมตร (ประมาณ 2.3 นิ้ว) เพื่อให้ยกของขึ้น-ลงจากกระบะได้ง่ายขึ้น
- High-Speed Lowering: ตัวรถจะปรับลดความสูงลงโดยอัตโนมัติเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงเพื่อลดแรงต้านอากาศ (Aerodynamics) และช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ
- Off-road Adjustment: ผู้ขับขี่สามารถปรับเพิ่มความสูงของตัวรถได้สูงสุดถึง 75 มิลลิเมตร เพื่อข้ามผ่านอุปสรรคในการขับขี่แบบออฟโรด
- Manual Control: สามารถควบคุมการปรับระดับความสูง-ต่ำได้เองผ่านหน้าจอสัมผัสกลางหรือปุ่มกดภายในรถ
โครงสร้างและแชสซีส์ (Chassis & Architecture)
พื้นฐานของรถถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดที่เน้นความแข็งแกร่งและความปลอดภัย:
- Starbridge Architecture: เป็นสถาปัตยกรรมแชสซีส์แบบใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับรถไฟฟ้าสมรรถนะสูงโดยเฉพาะ
- Semi-unibody Structure: การผสมผสานระหว่างโครงสร้างตัวถังแบบชิ้นเดียวกับ skeletal chassis ที่ให้ความแข็งแกร่งระดับสูงและความเสถียรในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
- ขีดความสามารถทางออฟโรด: ตัวรถมีระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance) สูงสุดถึง 260 มิลลิเมตร และรองรับการลุยน้ำได้ลึกถึง 550 มิลลิเมตร
ระบบขับเคลื่อนและโหมดการขับขี่ (ATS 3.0)
- All-Terrain Selectable (ATS 3.0): มาพร้อมโหมดการขับขี่ถึง 12 โหมด (รวมถึงโหมด Custom) ที่จะปรับการทำงานของกำลังมอเตอร์, พวงมาลัย, ระบบ ESP และความสูงของช่วงล่างถุงลมให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนน
- Mechanical Diff-Locks: ในเวอร์ชันเครื่องยนต์ดีเซลจะมีระบบล็อคเฟืองท้ายแบบกลไก 3 จุด (หน้า-กลาง-หลัง) ส่วนในรุ่นไฟฟ้า eTERRON 9 จะใช้ระบบจัดการแรงบิดอัจฉริยะผ่านมอเตอร์คู่
บทสรุป: ช่วงล่างของ MAXUS eTERRON 9 คือจุดขายสำคัญที่ทำให้มันโดดเด่นกว่าคู่แข่งในตลาด ด้วยการใช้ระบบถุงลม 4 ล้อที่ปรับระดับได้ ทำให้มันเป็นรถที่ขับสบายเหมือน SUV หรูในเมือง แต่ก็ยังพร้อมลุยหนักและลากจูงได้ถึง 3.5 ตันเมื่อต้องการ
การออกแบบภายนอก
MAXUS eTERRON 9 ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ภาษาการออกแบบที่เรียกว่า “New Electrified Mecha” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเส้นสายที่ดูแข็งแกร่ง (Rugged) แบบรถกระบะดั้งเดิม เข้ากับองค์ประกอบทางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย (Futuristic) เพื่อสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับรถกระบะไฟฟ้าพิกัด 4×4 ครับ
ดีไซน์ด้านหน้า: เอกลักษณ์แสงไฟที่โดดเด่น
ด้านหน้าของ eTERRON 9 เน้นความกว้างขวางและดูมีมิติด้วยการออกแบบที่เรียกว่า Three-dimensional sculpted design:
- ชุดไฟหน้า: ติดตั้งไฟหน้าแบบ Full LED ความเข้มสูงที่สามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 400 เมตร
- ไฟ DRL: ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED รูปทรงตัว U (U-shaped Daytime Running Lights) ที่พาดผ่านเต็มความกว้างของตัวรถ เพิ่มความล้ำสมัยและทัศนวิสัยที่ชัดเจน
- กระจังหน้า: ดีไซน์แบบปิดทึบตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า แต่ตกแต่งด้วยสีดำดุดัน พร้อมโลโก้ MAXUS ขนาดใหญ่ และแผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้า (Front Skid Plate) สีเมทัลลิก
ด้านข้างและเส้นสายตัวถัง (Side Profile & Aerodynamics)
แม้จะเป็นรถกระบะทรงกล่อง แต่ eTERRON 9 ก็ถูกขัดเกลามาให้มีประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น:
- เส้นสายตัวถัง: เน้นมุมเหลี่ยมที่ชัดเจน (Angular body lines) เพื่อขับเน้นความแข็งแกร่ง
- บันไดข้าง: ติดตั้งบันไดข้าง (Side Steps) แบบมาตรฐานเพื่อช่วยในการขึ้น-ลงรถได้สะดวกยิ่งขึ้น
- ล้อและยาง: มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ล้ำสมัย จับคู่กับยางขนาด 275/55 R20
- ราวหลังคา: ติดตั้งราวหลังคา (Roof Rails) มาเป็นมาตรฐาน รองรับการติดตั้งอุปกรณ์บรรทุกสัมภาระเพิ่มเติม
กระบะท้ายและฟังก์ชันอัจฉริยะ (Smart Cargo Bed)
จุดเด่นที่สุดของการออกแบบภายนอกอยู่ที่ความอเนกประสงค์ของพื้นที่บรรทุกด้านหลัง:
- Smart Tailgate: ฝาท้ายแบบผ่อนแรงและมีระบบไฟฟ้าช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน
- Electronic Rear Wall: กำแพงกั้นระหว่างห้องโดยสารและกระบะท้ายสามารถเลื่อนลงด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อขยายพื้นที่เก็บสัมภาระจากความยาวปกติ 1.5 เมตร ไปเป็น 2.4 เมตร เหมาะสำหรับบรรทุกของที่มีความยาวเป็นพิเศษ เช่น กระดานโต้คลื่น
- ไฟส่องสว่าง: มีไฟส่องสว่างภายในกระบะท้าย (Twin cargo lights) และรางสำหรับยึดสัมภาระ (Cargo slide rails)
พื้นที่เก็บของด้านหน้า (Electric Frunk)
เนื่องจากเป็นรถยนต์ไฟฟ้า MAXUS จึงใช้พื้นที่ใต้ฝากระโปรงหน้าให้เป็นประโยชน์:
- ความจุ: มาพร้อมช่องเก็บของด้านหน้า (Frunk) ขนาด 236 ลิตร ซึ่งสามารถป้องกันน้ำและสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี
- ระบบเปิด-ปิด: ฝากระโปรงหน้าทำงานด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกสบายในการหยิบจับอุปกรณ์หรือสัมภาระขนาดเล็ก
ภายในและเทคโนโลยีความสบาย
MAXUS eTERRON 9 ยกระดับมาตรฐานรถกระบะไฟฟ้าด้วยการออกแบบห้องโดยสารที่เน้นความหรูหราแบบรถยนต์นั่งระดับพรีเมียม ผสานเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งการใช้งานทางธุรกิจและการพักผ่อนของครอบครัว
บรรยากาศห้องโดยสารและวัสดุ (Cabin & Materials)
ห้องโดยสารของ eTERRON 9 ถูกออกแบบภายใต้คอนเซปต์ที่เน้นความประณีตและบรรยากาศที่เป็นมืออาชีพ:
- วัสดุตกแต่ง: เลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมแบบ Soft-touch ทั่วทั้งห้องโดยสาร พร้อมการตกแต่งแผงคอนโซลด้วยวัสดุคล้ายหนังเพื่อเพิ่มความหรูหรา
- ความเงียบ: ห้องโดยสารแบบ Double Cab 4 ประตู ถูกออกแบบให้มีการป้องกันเสียงรบกวนที่ดีเยี่ยม เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลาย
- หลังคา: ติดตั้งหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ (Panoramic Sunroof) ขนาดใหญ่ที่เปิดรับแสงสว่างและช่วยให้ห้องโดยสารดูโปร่งสบายยิ่งขึ้น
ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อ (Infotainment)
ล้ำหน้าด้วยระบบแสดงผลอัจฉริยะที่เชื่อมต่อทุกฟังก์ชันไว้เพียงปลายนิ้วสัมผัส:
- หน้าจอคู่ (Dual Screen): ติดตั้งหน้าจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอ แบ่งเป็นหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลและหน้าจอสัมผัสสำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์
- การเชื่อมต่อไร้สาย: รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง
- ระบบชาร์จ: มาพร้อมแท่นชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย (Wireless Charging) และพอร์ต USB ภายในห้องโดยสาร
- กระจกมองหลังอัจฉริยะ: Streaming Rearview Mirror ที่แสดงภาพจากกล้องหลังช่วยเพิ่มทัศนวิสัยแม้ขณะบรรทุกของเต็มกระบะ
เบาะนั่งและความสบาย (Seating & Comfort)
- เบาะคนขับ: ปรับด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า (Lumbar Support) และระบบบันทึกตำแหน่ง (Memory)
- เบาะผู้โดยสารหน้า: ปรับด้วยระบบไฟฟ้า 6 ทิศทาง
- ฟังก์ชันเสริม: เบาะคู่หน้ามีระบบอุ่นเบาะ (Heated), ระบบเป่าลมเย็น (Ventilation) และพิเศษสำหรับรุ่นพรีเมียมจะมีระบบนวดไฟฟ้า (Massaging) สำหรับคนขับ
- เบาะหลัง: ติดตั้งระบบอุ่นเบาะมาให้สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมช่องแอร์สำหรับที่นั่งแถวที่สอง
นวัตกรรมความสะดวกสบายพิเศษ (Smart Features)
eTERRON 9 มาพร้อมฟังก์ชันที่เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานรถกระบะแบบเดิม:
- V2L (Vehicle-to-Load): สามารถจ่ายกระแสไฟจากแบตเตอรี่รถยนต์ไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกผ่านปลั๊กไฟขนาด 2.2 kW ที่ติดตั้งไว้ทั้งใน Frunk (ช่องเก็บของด้านหน้า) และกระบะท้าย
- Rear Wall Extension: ผนังด้านหลังห้องโดยสารสามารถเลื่อนลงด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ห้องโดยสารกับกระบะท้าย ทำให้บรรทุกของที่มีความยาวสูงสุดถึง 2.4 เมตรได้
- พื้นที่เก็บของ: มีช่องเก็บของกระจายอยู่ทั่วห้องโดยหารถึง 20 จุด เพื่อความเป็นระเบียบในการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ความปลอดภัยและเทคโนโลยีการขับขี่
MAXUS eTERRON 9 ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้านสมรรถนะมอเตอร์คู่ 442 แรงม้าเท่านั้น แต่ยังถูกวางห่วงโซ่การออกแบบให้เป็นรถกระบะที่ปลอดภัยที่สุดรุ่นหนึ่งในยุโรป โดยมุ่งเป้าไปที่มาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ด้วยการผสานโครงสร้างตัวถังยุคใหม่เข้ากับระบบสมองกลอัจฉริยะที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้แบบเรียลไทม์ครับ
โครงสร้างตัวถังและสถาปัตยกรรม (Starbridge Architecture)
รากฐานความปลอดภัยของ eTERRON 9 เริ่มต้นที่โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่เพื่อรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ:
- Starbridge Architecture: สถาปัตยกรรมแชสซีส์รุ่นล่าสุดที่เน้นความแข็งแกร่งและการจัดวางแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยสูงสุด
- Innovative Semi-monocoque: โครงสร้างตัวถังแบบกึ่งชิ้นเดียว (Semi-unibody) ที่รวมเอาข้อดีเรื่องความนุ่มนวลของ Unibody และความทนทานของ Ladder Frame เข้าไว้ด้วยกัน
- Ultra-high-strength Steel: ตัวถังประกอบด้วยเหล็กกล้าความแข็งแกร่งสูงและสูงพิเศษถึง 73% โดยเฉพาะในส่วนของเสา A, B และ C เพื่อปกป้องห้องโดยสารจากการพลิกคว่ำหรือการชนรุนแรง
ระบบถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (7 SRS Airbags)
eTERRON 9 ติดตั้งถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อการปกป้องที่ครอบคลุมทุกทิศทาง:
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า: สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า
- ถุงลมนิรภัยด้านข้าง: ติดตั้งที่เบาะคู่หน้าป้องกันการกระแทกด้านข้าง
- ม่านถุงลมนิรภัย: ยาวตั้งแต่แถวหน้าจนถึงแถวหลัง (Front to Rear Curtain Airbags)
- Far Side Airbag: ถุงลมนิรภัยกลางระหว่างเบาะหน้า (Center Airbag) เพื่อป้องกันศีรษะของผู้ขับขี่และผู้โดยสารกระแทกกันเองเมื่อเกิดการชนด้านข้าง
ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ (ADAS Level 2+)
เทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่ทำงานประสานกับกล้องและเรดาร์รอบคันเพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าและป้องกันอุบัติเหตุ:
- Adaptive Cruise Control (ACC): ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน
- Automatic Emergency Braking (AEB): ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ
- Forward Collision Warning (FCW): ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า
- Lane Keep Assist (LKA) & LDW: ระบบช่วยรักษาเลนและแจ้งเตือนเมื่อออกนอกเลน
- Blind Spot Assist (BSD): ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา
- Rear Cross Traffic Alert (RCTA): ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถเมื่อมีรถตัดผ่านด้านหลัง
- Door Open Warning (DOW): ระบบแจ้งเตือนการเปิดประตูเมื่อมีรถหรือจักรยานวิ่งมาจากด้านหลัง
ระบบการทรงตัวและทัศนวิสัย (Stability & Visibility)
- Bosch ESP 9.3 System: ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวรุ่นล่าสุด ทำงานร่วมกับระบบเบรกอัจฉริยะ Bosch IBS
- 360-Degree Camera: กล้องมองภาพรอบทิศทางช่วยให้การจอดรถและการขับขี่ในที่แคบเป็นเรื่องง่าย
- Streaming Rearview Mirror: กระจกมองหลังแบบจอภาพที่รับสัญญาณจากกล้องท้ายรถ ช่วยให้มองเห็นทางด้านหลังได้ชัดเจนแม้บรรทุกของเต็มกระบะ
- LED Matrix Headlights: ไฟหน้าอัจฉริยะที่ให้ความสว่างสูงและปรับทิศทางเพื่อไม่ให้แยงตารถคันหน้า
มาตรฐานและความมั่นใจระดับสากล
- Euro NCAP 5 Stars: ตัวรถถูกออกแบบและทดสอบเพื่อให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด 5 ดาวจากสถาบันทดสอบระดับโลก
- TPMS: ระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนความดันลมยางอัตโนมัติ
- V2L Safety: ระบบจ่ายไฟภายนอก (V2L) มาพร้อมระบบป้องกันไฟเกินและตัดการทำงานอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
