สื่อฟิลิปปินส์รายงาน TOYOTA Land Cruiser FJ ใหม่ มีแนวโน้มใช้ดีเซล 2.8





Toyota Motor Philippines เตรียมเปิดตัวรถใหม่ 5 รุ่นในปี 2026 เดินเกม Multi-Pathway ครบทั้ง EV, HEV และ ICE
Toyota Motor Philippines (TMP) ประกาศแผนรุกตลาดครั้งสำคัญในปี 2026 ด้วยการเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างน้อย 5 รุ่น เพื่อสานต่อโมเมนตัมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดฟิลิปปินส์ หลังจากปีที่ผ่านมา Toyota ยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่อง
แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ฟิลิปปินส์ในปีนี้จะถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียงเล็กน้อยจากข้อมูลของ CAMPI (Chamber of Automotive Manufacturers of the Philippines) แต่ Toyota Motor Philippines ยืนยันว่าจะเดินหน้าอย่างระมัดระวัง พร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย และยังคงเน้นกลยุทธ์ระยะยาวอย่างชัดเจน
กลยุทธ์ Toyota ในฟิลิปปินส์ Mobility for All + Multi-Pathway
ผู้บริหาร Toyota Motor Philippines ระบุว่า จุดโฟกัสหลักขององค์กรยังคงอยู่ที่ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่
- การส่งเสริม “การเข้าถึงการเดินทางสำหรับทุกคน (Mobility for All)”
- การสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับลูกค้า ผ่านประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ Toyota ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น
ในด้านเทคโนโลยี Toyota ยังคงยึดแนวคิด Multi-Pathway หรือความเป็นกลางด้านระบบขับเคลื่อน ไม่เลือกทางใดทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่พัฒนาและทำตลาดรถยนต์หลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE), ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV)
รายชื่อรถ Toyota ใหม่ ยืนยันเปิดตัวปี 2026 ในฟิลิปปินส์
Toyota Motor Philippines ยืนยันแล้วว่า รถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2026 ประกอบด้วย:
- Toyota Urban Cruiser EV
- Toyota RAV4 HEV (เจเนอเรชันที่ 6)
- Toyota Land Cruiser 300 HEV
- Toyota Land Cruiser FJ
- Toyota Hilux เจเนอเรชันที่ 9
ในจำนวนนี้ Urban Cruiser EV, RAV4 HEV และ Land Cruiser 300 HEV ได้ปรากฏชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการรับรองจาก Department of Energy (DOE) ของฟิลิปปินส์แล้ว
Toyota Urban Cruiser EV SUV ไฟฟ้าคอมแพ็กต์ เน้นใช้งานจริง
Toyota Urban Cruiser EV เป็นรถ SUV ไฟฟ้าขนาดคอมแพ็กต์ มีขนาดตัวใกล้เคียงกับ Toyota Yaris Cross โดยสเปกฟิลิปปินส์ยืนยันว่าจะใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 61.1 kWh
- กำลังสูงสุด 128 kW หรือ 174 แรงม้า
- ระยะทางวิ่งสูงสุด 426 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน WLTP)
- ระบบจัดการความร้อนแบตเตอรี่ขั้นสูง เพิ่มเสถียรภาพและอายุการใช้งาน
ตัวรถพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับ Suzuki eVitara แต่ปรับดีไซน์ด้านหน้าใหม่เป็นเอกลักษณ์ Toyota ด้วยกระจังหน้า “Hammerhead” พร้อมชุดตกแต่งพลาสติกสีดำรอบคัน
เสริมภาพลักษณ์ SUV ลุย และความสูงใต้ท้องรถที่เหมาะกับถนนในฟิลิปปินส์
ภายในห้องโดยสารเน้นความยืดหยุ่นสูง เบาะหลังสามารถเลื่อนหน้า–หลัง และพับแบบ 40:20:40 ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานครอบครัวและการขนสัมภาระ
Toyota RAV4 HEV เจเนอเรชันที่ 6 AWD กลับมาอีกครั้ง
Toyota RAV4 HEV ใหม่ จะทำตลาดในฟิลิปปินส์ 2 รุ่นย่อย คือ Limited (LTD) และ Adventure (ADV) โดยจุดเด่นสำคัญคือการกลับมาของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ E-Four AWD แบบมาตรฐาน
- เครื่องยนต์เบนซิน A25A-FXS กำลัง 186 แรงม้า
- มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมกำลัง 136 แรงม้า
- แบตเตอรี่ไฮบริดขนาด 1.09 kWh
- พละกำลังรวมสูงสุดระดับโลก 240 แรงม้า
RAV4 HEV รุ่นใหม่นี้ถูกวางตำแหน่งเป็น SUV ไฮบริดที่เน้นทั้งสมรรถนะ การยึดเกาะถนน และความประหยัดน้ำมัน เหมาะกับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกล
Toyota Land Cruiser 300 HEV Land Cruiser ที่แรงที่สุดในประวัติศาสตร์
Land Cruiser 300 HEV ใช้ระบบไฮบริดแบบขนาน (Parallel Hybrid) ร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน V6 3.5 ลิตร รหัส V35-FTSe
- แรงบิดสูงสุด 790 นิวตันเมตร
- แรงบิดเพิ่มขึ้น 20% จากรุ่นเครื่องยนต์ล้วน
- การตอบสนองคันเร่งดีขึ้น 40%
- อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 10.9 กม./ลิตร
- เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
นี่คือ Land Cruiser ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Toyota เคยผลิตมา พร้อมยกระดับสมรรถนะทั้งทางเรียบและออฟโรด
Toyota Land Cruiser FJ ขนาดเล็ก แต่ DNA ลุยเต็มตัว
Land Cruiser FJ เป็นสมาชิกใหม่และเป็นรุ่นที่เล็กที่สุดในตระกูล Land Cruiser ตัวรถเป็น SUV 2 แถว 5 ที่นั่ง บนแพลตฟอร์ม IMV เดียวกับ Fortuner, Innova และ Hilux
- ความยาว 4,575 มม.
- ฐานล้อ 2,580 มม.
- รัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.5 เมตร
- สมรรถนะออฟโรดเทียบชั้น Land Cruiser 70 Series
แม้เครื่องยนต์ที่ยืนยันในระดับโลกจะเป็นเบนซิน 2.7 ลิตร แต่ตลาดฟิลิปปินส์มีแนวโน้มสูงว่าจะได้เครื่องดีเซล 2.8 ลิตร 1GD-FTV ซึ่งเป็นขุมพลังยอดนิยมของภูมิภาคอาเซียน
Toyota Hilux เจเนอเรชันที่ 9: กระบะยุคใหม่ ICE + BEV
Hilux เจเนอเรชันที่ 9 คือการยกระดับครั้งสำคัญของรถกระบะ Toyota ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และระบบขับเคลื่อน
- เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร GD รุ่น “Super Power”
- กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร
- ประหยัดน้ำมันดีขึ้นสูงสุด 7.5%
- รองรับทั้ง ICE และ BEV ตั้งแต่เริ่มต้น
ขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย เสริมความแข็งแกร่งระยะยาว
นอกจากการเปิดตัวรถใหม่ Toyota Motor Philippines ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 86 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโครงการ Lexus QC Gallery และโชว์รูม Toyota Antipolo แห่งใหม่
ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า Toyota ไม่ได้มองเพียงยอดขายระยะสั้น แต่กำลังวางรากฐานระยะยาว เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดฟิลิปปินส์ในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นคง







ทำไม TOYOTA เลือกใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร ใน Land Cruiser FJ ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน แต่คือกลยุทธ์ระยะยาว
การตัดสินใจของ Toyota ในการเลือกใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร NA กับ Land Cruiser FJ กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามทันทีว่า “เป็นการลดต้นทุนหรือไม่” คำตอบคือ ใช่ — แต่ไม่ใช่การลดต้นทุนแบบตัดคุณภาพ หากมองลึกลงไป นี่คือการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง (Systemic Cost Reduction) ที่สะท้อนแนวคิดดั้งเดิมของตระกูล Land Cruiser อย่างชัดเจน
ลดต้นทุนจริง แต่เป็นต้นทุนรวมตลอดอายุโครงการ
เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร (ตระกูล 2TR-FE) ไม่ใช่เครื่องใหม่ และนี่คือข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Toyota
- ไม่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) เพิ่ม
- ใช้ไลน์การผลิตเดิมที่มีอยู่ทั่วโลก
- ไม่ต้องทดสอบความทนทานใหม่ทั้งหมด
- ซัพพลายเชนอะไหล่พร้อมใช้งานทันที
ผลลัพธ์คือ ต้นทุนต่อคันต่ำ และ ต้นทุนโครงการในระยะยาวต่ำมาก ซึ่งต่างจากเครื่อง Hybrid หรือ Turbo ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายตั้งแต่โรงงานจนถึงบริการหลังการขาย
ลดต้นทุนความเสี่ยง มากกว่าลดต้นทุนชิ้นส่วน
สำหรับ Toyota สิ่งที่แพงที่สุดไม่ใช่เหล็ก ไม่ใช่เครื่องยนต์ แต่คือ ความเสี่ยงด้านความทนทานและชื่อเสียงของแบรนด์ Land Cruiser
เครื่อง 2.7 ลิตรมีประวัติการใช้งานจริงในสภาพสุดโหด:
- ทะเลทรายตะวันออกกลาง
- พื้นที่ทุรกันดารในแอฟริกา
- การใช้งานเชิงพาณิชย์และออฟโรดหนัก
การเลือกเครื่องที่ “รู้จักดี” ช่วยลดความเสี่ยงเรื่อง:
- การเคลมจำนวนมาก
- การเรียกรถกลับ (Recall)
- ปัญหาระยะยาวหลังหมดประกัน
ในมุมมองผู้ผลิต นี่คือการลดต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่มีมูลค่าสูงมาก
คุมตำแหน่งราคา ไม่ให้ชน Land Cruiser รุ่นพี่
Land Cruiser FJ ถูกวางตัวเป็น Entry Land Cruiser อยู่ต่ำกว่า Prado และ Land Cruiser 300 อย่างชัดเจน
หากเลือกใช้:
- ระบบ Hybrid
- เครื่อง Turbo ขนาดเล็ก
- ดีเซลรุ่นใหม่
ราคาขายจะขยับสูงทันที และเกิดปัญหา “ทับไลน์สินค้า” ภายในแบรนด์เอง เครื่องยนต์ 2.7 ลิตร คือเครื่องมือที่ Toyota ใช้ “ล็อกเพดานราคา” ไม่ให้ FJ กลายเป็น Land Cruiser ที่แพงเกินบทบาท
ลดต้นทุน After-sales ที่หลายคนมองข้าม
ต้นทุนหลังการขายเป็นภาระระยะยาวที่ผู้บริโภคไม่เห็น แต่ผู้ผลิตต้องแบกรับ
- การอบรมช่าง
- เครื่องมือพิเศษ
- ระบบวิเคราะห์อาการเสีย
- สต็อกอะไหล่เฉพาะทาง
เครื่อง 2.7 ลิตร:
- ช่าง Toyota ทั่วโลกคุ้นเคย
- อะไหล่มีพร้อมอยู่แล้ว
- ไม่ต้องลงทุนระบบใหม่
ต้นทุนส่วนนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนกลับมาเป็นราคาขายที่ควบคุมได้
ไม่ใช่การลดต้นทุนแบบลดคุณภาพ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ Toyota ไม่ได้ลดต้นทุนในจุดสำคัญของ Land Cruiser Land Cruiser FJ ยังคงได้
- โครงสร้างแชสซีแบบ Ladder Frame
- ระบบขับเคลื่อน 4WD จริง
- อัตราทดเกียร์ที่เหมาะกับออฟโรด
- ความแข็งแกร่งตามมาตรฐาน Land Cruiser
Toyota เลือกประหยัดงบที่ “เครื่องยนต์” เพื่อทุ่มงบให้กับ “โครงสร้าง ความทน และการใช้งานจริง”
ตลาดหลัก (Core Markets)
- ตะวันออกกลาง: ซาอุดีอาระเบีย, UAE, โอมาน, คูเวต
- แอฟริกา: แอฟริกาใต้, เคนยา, แทนซาเนีย, โมร็อกโก
- เอเชีย: ไทย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, มาเลเซีย
- ละตินอเมริกา: เม็กซิโก, ชิลี, เปรู, โคลอมเบีย
เหตุผลที่เลือกประเทศเหล่านี้
- ต้องการรถ ออฟโรดทนจริง ใช้หนักได้
- คุณภาพน้ำมันหลากหลาย → เครื่อง NA เหมาะกว่า
- ให้ความสำคัญกับ ซ่อมง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ
- ตลาดคุ้นเคยกับ Land Cruiser แบบดั้งเดิม
ตลาดที่ “ไม่ใช่เป้าหมายหลัก”
-
ญี่ปุ่น
-
ยุโรปตะวันตก
-
เกาหลีใต้
บทสรุป 2.7 เบนซิน คือกลยุทธ์ ไม่ใช่ความล้าสมัย
การใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตรใน Land Cruiser FJ คือ:
- การลดต้นทุนอย่างมีเหตุผล
- การลดความเสี่ยงระยะยาว
- การคุมตำแหน่งราคาให้ชัดเจน
- การรักษา DNA ของ Land Cruiser
นี่ไม่ใช่รถที่เกิดมาเพื่อโชว์ตัวเลขแรงม้า
แต่คือรถที่ถูกออกแบบมาเพื่อ พาไปได้ทุกที่ และพากลับมาได้จริง
Toyota Land Cruiser “FJ” ต้นแบบใหม่ คอมแพ็กต์ออฟโรดดีไซน์ย้อนยุค พร้อมลุย เปิดตัวไทยปี 2026 ช่วงญี่ปุ่นจำหน่ายกลางปี 2026 ส่วนไทยจะเปิดตัวในงาน Motor SHOW 2026 ช่วงเดือนมีนาคม 2026 เบนซิน 2.7 พร้อม 4WD
Toyota Land Cruiser “FJ” (Prototype) คือการกลับมาของชื่อ “FJ” ที่แฟนแลนด์ครูเซอร์ทั่วโลกรอคอย ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรีเทิร์นด้วยชื่อ แต่เป็นการตีความใหม่ให้กลายเป็น คอมแพ็กต์ออฟโรด (Compact Off-roader) ที่ทั้งลุยได้จริง ใช้งานได้ทุกวัน และแต่งสนุกในแบบที่เจ้าของ “อยากหยิบไปเล่นต่อ” ได้ตลอดเวลา
รถต้นแบบคันนี้เปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2025 ก่อนเตรียมขึ้นโชว์ให้สาธารณชนชมใกล้ ๆ ในงาน Japan Mobility Show 2025 ที่ Tokyo Big Sight ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2025
แม้ตอนนี้ยังเป็นสถานะ Prototype แต่ Toyota ก็เคาะทิศทางชัดเจนแล้วว่า จะวางจำหน่ายจริงในญี่ปุ่นช่วง กลางปี 2026 ขณะที่ตลาดต่างประเทศ รวมถึง ประเทศไทยและอาเซียน จะมีการจำหน่ายช่วงต้นปี ตามลำดับ
แนวคิดหลักของ Land Cruiser FJ “Freedom & Joy” เสรีภาพในการลุย และความสุขในการเป็นเจ้าของ
หัวใจสำคัญของโปรเจ็กต์นี้ คือคีย์เวิร์ดสองคำของ Toyota: “Freedom & Joy”
- Freedom – อิสระในการใช้รถทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการขับในเมือง แคมป์ปิง ลุยโคลน หรือลากอุปกรณ์เล็ก ๆ สำหรับงานอดิเรก
- Joy – ความสุขของคนใช้รถที่ “สนุกกับการครอบครอง” ไม่ใช่แค่การขับจากจุด A ไปจุด B แต่รวมถึงการตกแต่งรถ การดูรถของตัวเองในทุกมุม และการออกทริปกับคนที่เรารัก
Land Cruiser FJ จึงถูกวางบทบาทให้เป็น “แลนด์ครูเซอร์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น” ทั้งขนาดตัวรถ ราคา (ในอนาคต) และบุคลิกการขับ โดยยังรักษาดีเอ็นเอความทนทานและความเป็นออฟโรดแท้ในแบบ Land Cruiser ไว้อย่างครบถ้วน
การออกแบบภายนอก กล่องเล็กที่ดุดัน แต่ดูเป็นมิตร
สัดส่วนตัวถังแบบ Dice Motif + เส้นสาย Simple & Robust
ภายนอกของ Land Cruiser FJ ถูกออกแบบตามแนวคิด “Simple & Robust” คือเรียบง่ายแต่แข็งแรง เน้นให้ “ใช้จริงได้” มากกว่าความหวือหวา
- ตัวถังทรงกล่อง (Boxy Shape) ทำให้มองมิติตัวรถง่ายเวลาเลี้ยวหรือปีนไต่
- มุมตัวถังแบบ Chamfered หรือมุมปาด ช่วยลดการรับแรงกระแทกโดยตรง เพิ่มความทนทานในระยะยาว
- หลังคาทรงเหลี่ยม และเสา A–B ที่แทบตั้งตรง ให้ฟีลคลาสสิกแบบ Land Cruiser รุ่นเก่า
กันชนแยกชิ้น ถอดเปลี่ยนง่าย ถูกใจสายลุย สายตกแต่ง
อีกจุดสำคัญที่สะท้อนแนวคิด “ซ่อมง่าย ใช้งานจริง” คือ กันชนหน้า–หลังแบบแยกชิ้น สามารถถอดเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสียหายได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งชุด ช่วยลดต้นทุนการซ่อมโดยตรง
- รองรับการเปลี่ยนเป็นกันชนเหล็กลุยหนัก
- หรือชุดกันชนสไตล์ Overland / Adventure
- เหมาะกับคนที่ตั้งใจนำไปลุยจริง หรือเตรียมติดตั้งวินช์ จุดห่วงลาก และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ
ไฟหน้าทรงกลม Round Headlamp ออปชันที่พาเรากลับไปหายุค FJ40
จุดที่แฟนคลับ Land Cruiser พูดถึงกันมากคือ ไฟหน้าทรงกลม (Round-type Headlamp) ซึ่งถูกทำให้เป็น ออปชันเสริม เผื่อไว้สำหรับคนที่อยากได้ฟีลย้อนยุค กลิ่นอายแบบ FJ40 รุ่นดั้งเดิม
การทำให้ไฟหน้ากลมเป็นอุปกรณ์เสริม ยังช่วยเปิดทางให้ Toyota สามารถออกแบบหน้าแบบอื่นในอนาคต เช่น รุ่นพิเศษ รุ่นแต่งจากโรงงาน หรือรุ่นสำหรับตลาดบางประเทศโดยเฉพาะ
MOLLE Panel จากยุทธภัณฑ์สู่อุปกรณ์แต่งรถสายแคมป์
บนตัวถังด้านข้างและประตูท้าย ถูกติดตั้ง MOLLE Panel ซึ่งเดิมทีเป็นระบบคล้องอุปกรณ์ทางทหาร แต่ถูกนำมาดัดแปลงใช้กับรถแคมป์/ออฟโรดสมัยใหม่
- แขวนถังน้ำ ถุงเก็บอุปกรณ์ หรือกล่องเก็บของ
- ติดตั้งอุปกรณ์เสริมเช่น ขวาน พายทราย หรือชุดซ่อมฉุกเฉิน
- สร้างคาแรกเตอร์ให้รถดู “พร้อมออกภารกิจ” อยู่ตลอดเวลา
ห้องโดยสาร เรียบ ตรงไปตรงมา ใช้งานได้จริงแบบ Land Cruiser
คอนโซลแนวนอน เห็นเส้นทางชัดเวลาไต่เนิน
ภายในของ Land Cruiser FJ ถูกออกแบบให้ “ใช้งานได้จริง” เป็นหลัก โดยเฉพาะการขับทางวิบาก
- แผงคอนโซลแนวนอน ช่วยให้ผู้ขับมองความเอียงของตัวรถได้ง่าย
- ฝากระโปรงหน้าเตี้ย + เสากระจกหน้า Low Cowl เพิ่มทัศนวิสัยขณะปีนเนินหรือหักหลบสิ่งกีดขวาง
ปุ่มควบคุมใหญ่ ใช้ได้แม้ใส่ถุงมือ
เพราะถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานกลางแจ้ง ปุ่มควบคุมต่าง ๆ จึงถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ “มองง่าย เอื้อมง่าย”
- สวิตช์โหมดขับเคลื่อน 4WD อยู่ใกล้มือคนขับ
- ปุ่มปรับระบบช่วยลงทางชัน / ควบคุมการยึดเกาะถูกจัดกลุ่มไว้ด้วยกัน
- ขนาดปุ่มใหญ่พอให้ใช้งานได้แม้ใส่ถุงมือ
วัสดุภายในเน้นทนทาน ทำความสะอาดง่าย
เบาะและวัสดุทั้งหมดเลือกใช้เกรดที่เน้นความทนทานและการดูแลรักษาง่าย รองรับการใช้งานแบบ “ขึ้น–ลงรถด้วยรองเท้าเปื้อนโคลน” และการเก็บสัมภาระกลางแจ้งที่อาจเปียกหรือเลอะฝุ่นได้เสมอ
ความปลอดภัย Toyota Safety Sense รุ่นล่าสุด
แม้จะเป็นคอมแพ็กต์ออฟโรดสายลุย แต่ Toyota ก็ใส่ระบบความปลอดภัยเต็มที่ ได้แก่
- ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน (Pre-collision System)
- ระบบเตือนออกนอกเลนและช่วยดึงรถกลับ (LDA/LKA)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (Hill-start Assist)
สเปกพื้นฐาน Land Cruiser FJ (Prototype)
| รายการ | ข้อมูลเบื้องต้น (Prototype) |
|---|---|
| เครื่องยนต์ | เบนซิน 2.7 ลิตร 4 สูบ รหัส 2TR-FE |
| กำลังสูงสุด | 120 kW (163 PS) |
| แรงบิดสูงสุด | 246 นิวตันเมตร |
| ระบบเกียร์ | อัตโนมัติ 6 สปีด Super ECT |
| ระบบขับเคลื่อน | Part-time 4WD |
| ความยาวตัวถัง | 4,575 มม. |
| ความกว้าง | 1,855 มม. |
| ความสูง | 1,960 มม. |
| ฐานล้อ | 2,580 มม. |
| ที่นั่ง | 5 ที่นั่ง |
| น้ำหนักรถโดยประมาณ | 2,040 กิโลกรัม |
| รัศมีวงเลี้ยวต่ำสุด | 5.5 เมตร |
ความคล่องตัวในเมือง + ความลุยแบบ Land Cruiser
แม้จะเป็นรถออฟโรดแท้ ๆ แต่ Land Cruiser FJ ก็ถูกออกแบบให้ใช้งานในเมืองได้สบายขึ้น
- ฐานล้อสั้นกว่า Land Cruiser 250 ถึง 270 มม. → เลี้ยวง่าย เข้า–ออกซอยแคบหรือที่จอดรถได้คล่องกว่า
- รัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.5 เมตร ใกล้เคียงรถ SUV ขนาดเล็กหลายรุ่น
- ระบบช่วงล่างให้ระยะยืด–ยุบล้อ (Wheel Articulation) สูงระดับ Land Cruiser 70 Series
สรุปคือ FJ ถูกจูนมาให้ “ขับไปทำงานวันธรรมดาได้ ไม่อึดอัด” แต่พอถึงวันหยุดก็สามารถพาออกทริปขับบนทางลูกรัง ทางโขดหิน หรือขึ้นเขาแบบจริงจังได้โดยไม่ต้องกลัวช้ำง่ายเหมือน SUV ทั่วไป
แนวคิดการตกแต่ง แต่งได้ตั้งแต่ลุยโหด ยันน่ารักย้อนยุค
Toyota วางจุดขายให้ Land Cruiser FJ เป็นแพลตฟอร์มสำหรับคนชอบแต่งรถโดยเฉพาะ
- รองรับ ชุดยกสูง / ชุดช่วงล่างออฟโรด จากสำนักแต่ง
- สามารถติดตั้ง แร็คหลังคา เต็นท์นอนบนหลังคา และกล่องเก็บสัมภาระ
- ตกแต่งแนวย้อนยุคด้วยไฟหน้ากลม ล้อเหล็กสีครีม หรือยางแก้มหนา
- แต่งแนว Overland ด้วย MOLLE Panel เต็มทุกด้าน และอุปกรณ์แคมป์ครบเซ็ต
Toyota เองก็เตรียมชุดแต่งแท้ และ อุปกรณ์เฉพาะแต่ละภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพถนนและสไตล์การใช้งานของลูกค้าในแต่ละพื้นที่
Land Hopper เพื่อนร่วมทางไฟฟ้า พับเก็บท้ายรถได้
อีกหนึ่งไอเทมที่ Toyota นำมาโชว์ร่วมกับ Land Cruiser FJ คือ “Land Hopper” ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลแบบพับได้
- ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เหมาะสำหรับระยะทางสั้น ๆ
- พับเก็บได้ ใส่ท้ายรถหรือผูกยึดกับตัวรถ
- เหมาะสำหรับใช้ในแคมป์ ไซต์งาน หรือพื้นที่ท่องเที่ยวที่รถยนต์เข้าไม่สะดวก
จุดนี้สะท้อนแนวคิดของ Toyota ที่มองการเดินทางเป็น “ระบบนิเวศ” ไม่ใช่แค่รถคันเดียว แต่รวมถึงพาหนะเสริมที่ช่วยต่อเชื่อมการเดินทางในสถานการณ์ต่าง ๆ
ดีเซลจะมีไหม? สายลุยทั่วโลกกำลังส่งเสียง
เบื้องต้น มีแค่เบนซิน 2.7 ลิตร 2TR-FE
ในสเปกระดับ Prototype ที่เผยในงาน เปิดตัวมาด้วยเครื่องยนต์เดียวคือ เบนซิน 2.7 ลิตร 2TR-FE ซึ่งเป็นขุมพลังที่เราเห็นกันอยู่แล้วในหลายตลาดของ Toyota โดยเฉพาะในรถกระบะและ SUV บางรุ่น
เสียงวิจารณ์ “ทำไมไม่มีดีเซล?”
บนโลกออนไลน์ และในงาน Japan Mobility Show 2025 เอง มีเสียงสะท้อนจำนวนมากจากผู้ใช้ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในประเทศนิยมดีเซล เช่น ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ตั้งคำถามว่า
- ทำไม Land Cruiser FJ ถึงไม่มี เครื่องดีเซล ทั้งที่เป็นรถออฟโรดลุยจริง?
- ถ้ามีดีเซล 2.8 ลิตร 1GD-FTV จะน่าสนใจขึ้นมาก โดยเฉพาะการลากของและการขับระยะไกล
คำตอบจากเจ้าหน้าที่ Toyota “เราได้ยินเสียงนั้นแล้ว และกำลังพิจารณาอยู่”
ตามข้อมูลที่สื่อยานยนต์ญี่ปุ่นรายงาน เจ้าหน้าที่ประจำบูธ Toyota ยอมรับว่า
- ฟีดแบ็กเรื่องรุ่นดีเซลถูกส่งไปยังทีมพัฒนาแล้ว
- ภายในบริษัทเองก็กำลังมองโอกาสในการเพิ่มขุมพลังให้ตอบโจทย์หลายภูมิภาคมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องพิจารณาไม่ใช่แค่ดีมานด์จากลูกค้า แต่ยังรวมถึง
- กำลังการผลิตเครื่องยนต์ 1GD-FTV ที่ถูกใช้ในหลายรุ่นอยู่แล้ว
- ข้อกำหนดมลพิษในแต่ละประเทศ
- ตำแหน่งทางการตลาดของ Land Cruiser รุ่นอื่น ๆ ที่ใช้เครื่องดีเซลเหมือนกัน
สรุปง่าย ๆ รุ่นดีเซลยังไม่ถูกประกาศ แต่ “มีโอกาส” เกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะถ้าเสียงเรียกร้องจากลูกค้าทั่วโลกดังพอ และกำลังการผลิตรองรับได้
กำหนดการทำตลาด ญี่ปุ่น ปี 2026 ส่วนไทยต้องลุ้น
- 20 ตุลาคม 2025 – เปิดตัวต่อสื่ออย่างเป็นทางการ
- 30 ตุลาคม – 9 พฤศจิกายน 2025 – จัดแสดงในงาน Japan Mobility Show 2025
- กลางปี 2026 – เริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่น (ตามแผนเบื้องต้น)
สำหรับ ตลาดต่างประเทศ Toyota ยังไม่ได้ประกาศชัดเจนว่าจะขายที่ไหนบ้าง แต่สื่อหลายแห่งคาดการณ์ว่าเป้าหมายสำคัญคือ
- ออสเตรเลีย – ตลาดออฟโรดใหญ่ระดับโลก
- ตะวันออกกลาง – ฐานแฟน Land Cruiser ดั้งเดิม
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – รวมถึงไทย ซึ่งนิยมรถออฟโรดและกิจกรรมกลางแจ้งเพิ่มขึ้น
หาก Toyota Motor Thailand ตัดสินใจนำเข้าหรือผลิตในประเทศจริง Land Cruiser FJ จะกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่อยู่ระหว่าง Land Cruiser 250 และ Land Cruiser 70 สำหรับคนที่อยากได้ “แลนด์ครูเซอร์สายลุยที่ใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายกว่า”
สรุป ทำไม Land Cruiser FJ จึงน่าจับตามอง?
- คืนชีพชื่อ “FJ” ในแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น
- ดีไซน์ทรงกล่องย้อนยุค แต่ฟังก์ชันคิดแบบออฟโรดสมัยใหม่
- ขนาดตัวถังและรัศมีวงเลี้ยวที่เป็นมิตรกับการใช้งานในเมือง
- โครงสร้างรองรับการแต่งออฟโรดและแคมป์ปิงเต็มรูปแบบ
- ยังคงมาตรฐานความทนทานและความสามารถลุยระดับ Land Cruiser
- มีโอกาสพัฒนาเครื่องยนต์ทางเลือกในอนาคต ทั้งดีเซลและอาจรวมถึงระบบไฟฟ้า
Land Cruiser FJ จึงไม่ใช่แค่รถต้นแบบคันหนึ่งในงานโชว์ แต่คือสัญลักษณ์ของการที่ Toyota พยายามพาแบรนด์ Land Cruiser กลับไปสู่ “จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย” ในยุคที่คนรุ่นใหม่อยากออกไปเจอโลกกว้าง แต่ยังต้องใช้รถคันเดียวกันในการใช้ชีวิตทุกวัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Toyota Land Cruiser FJ
Q: Land Cruiser FJ เป็นรถไฟฟ้าหรือไฮบริดไหม?
ณ ตอนเปิดตัวในสถานะ Prototype ใช้เครื่องยนต์ เบนซิน 2.7 ลิตร 2TR-FE ยังไม่มีการประกาศรุ่นไฮบริดหรือไฟฟ้าเต็มรูปแบบโดยตรง แต่ด้วยทิศทางของ Toyota ในอนาคต ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของเวอร์ชันไฟฟ้าหรือไฮบริดได้
Q: ถ้าเข้าไทยจริง จะเน้นลูกค้ากลุ่มไหน?
เป้าหมายคือกลุ่มที่ชอบ ไลฟ์สไตล์ลุย ๆ ชอบออกทริปแคมป์ ขึ้นเขา ลุยป่า แต่ยังต้องการรถที่ขับในเมืองได้ทุกวัน ขนาดไม่ใหญ่เท่า Land Cruiser 250 และไม่ฮาร์ดคอร์เท่า Land Cruiser 70
Q: รุ่นดีเซลมีโอกาสเข้ามาไหม?
เบื้องต้นยังไม่มีการยืนยัน แต่ Toyota ได้รับเสียงสะท้อนเรื่องรุ่นดีเซลแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณา หากมีการผลิตจริง เครื่องยนต์ที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ ดีเซล 2.8 ลิตร 1GD-FTV ที่ใช้ใน Hilux และ Land Cruiser หลายรุ่นในปัจจุบัน
Q: ถ้าคิดจะรอซื้อ ควรรอดูอะไร?
- สเปกเครื่องยนต์จริงในรุ่นผลิตขาย
- รุ่นย่อยและชุดแต่งจากโรงงานสำหรับแต่ละประเทศ
- ราคาจำหน่ายและช่องว่างราคากับ Land Cruiser 250 / Hilux รุ่นสูงสุด
สุดท้าย Land Cruiser FJ คือรถที่บอกกับเราอีกครั้งว่า – การขับรถ ไม่ได้มีไว้แค่ไปทำงาน แต่มีไว้เพื่อพาเราออกไปใช้ชีวิตแบบที่อยากเป็น




