วิ่งไกล 1,036 กม./ชาร์จ เปิดตัว DENZA Z9GT ราคาในจีน 1.23-1.56 ล้านบาท

วิ่งไกล 1,036 กม./ชาร์จ เปิดตัว DENZA Z9GT ราคาในจีน 1.23-1.56 ล้านบาท
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

ทุบทุกสถิติของวงการยานยนต์ไฟฟ้า! เมื่อแบรนด์รถหรูระดับไฮเอนด์ Denza (ภายใต้ร่มเงาของ BYD) ได้สร้างความสั่นสะเทือนอีกครั้งด้วยการเปิดตัว New Denza Z9GT (รุ่นปรับโฉมใหม่) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับหน้าตา แต่เป็นการยกระดับเทคโนโลยีขั้นสุด โดยไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวรุ่นมอเตอร์เดี่ยวที่ทำระยะทางวิ่งได้ไกลถึง 1,036 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ครองแชมป์รถ EV ที่วิ่งไกลที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ พร้อมเทคโนโลยี Flash Charging ที่ชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ได้ภายในเวลาเพียง 9 นาที!

สรุปรุ่นย่อยและราคาจำหน่าย Denza Z9GT

New Denza Z9GT เปิดตัวมาทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้าล้วน (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยมีราคาจำหน่ายในประเทศจีนตั้งแต่ 269,800 – 369,800 หยวน พร้อมจัดเต็มสิทธิพิเศษช่วงเปิดตัว ทั้งสิทธิ์ชาร์จด่วนฟรี 1 ปี และเงินอุดหนุนแบบจุกๆ

รุ่นย่อย (Trim) ราคาจีน (หยวน) ราคาไทยโดยประมาณ (บาท)*
EV Flash Charge Honor (มอเตอร์เดี่ยว) 269,800 1,239,700
EV Flash Charge Flagship 299,800 1,377,500
EV e3 Flash Charge Performance (มอเตอร์ 3 ตัว) 369,800 1,699,200
PHEV e3 Flash Charge Honor 309,800 1,423,500
PHEV e3 Flash Charge Flagship 339,800 1,561,300

*หมายเหตุ: ราคาประเมินเป็นเงินบาท (อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 CNY ≈ 4.60 THB) ยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ในประเทศไทย

ดีไซน์ภายนอก สปอร์ต GT ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น

รูปลักษณ์ของ Denza Z9GT ยังคงโดดเด่นในสไตล์ฟาสต์แบ็ก (Fastback) ท้ายลาดแบบ Shooting Brake แต่รุ่นอัปเกรดนี้ได้รับการขัดเกลาเส้นสายให้มีความดุดันและลู่ลมมากยิ่งขึ้น:

  • ด้านหน้า: ปรับปรุงกันชนหน้าใหม่ให้มีเส้นสายที่เฉียบคม รับกับไฟหน้าทรงเรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมติดตั้ง เซนเซอร์ LiDAR ที่ด้านหน้ารถเพื่อรองรับระบบขับขี่อัตโนมัติขั้นสูง
  • ด้านข้างและด้านท้าย: ใช้มือจับประตูแบบซ่อน (Hidden door handles) พร้อมล้ออัลลอยลวดลายใหม่ กันชนหลังถูกปรับให้สปอร์ตขึ้น ทำงานร่วมกับสปอยเลอร์หลังที่ช่วยเพิ่มแรงกด (Downforce)
  • สีตัวถังใหม่: เปิดตัว 3 เฉดสีใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่ สีเทา Crystal Gray, สีเขียว Fjord Green และ สีม่วง Aurora Purple

ห้องโดยสารอัจฉริยะ: หรูหรา ล้ำสมัย จัดเต็มทุกออปชัน

ภายในห้องโดยสารได้รับการอัปเกรดให้ตอบโจทย์ทั้งสายสปอร์ตและสายหรูหรา โดยปรับเปลี่ยนมาใช้ คันเกียร์คอพวงมาลัย (Column shifter) แบบโลหะ เพื่อเพิ่มพื้นที่คอนโซลกลาง โทนสีภายในชูโรงด้วยสีแดง Magma Red ที่ดูร้อนแรง

ฟีเจอร์ไฮไลต์ในห้องโดยสาร:

  • หน้าจอ 3 จอจัดเต็ม: แผงหน้าปัดผู้ขับขี่, จอกลางแบบลอยตัวขนาดใหญ่ และจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า
  • เบาะนั่งระดับ VIP: เบาะหน้าสไตล์สปอร์ตเย็บลายข้าวหลามตัด พร้อมเบาะผู้โดยสารหน้าแบบ Zero Gravity (ไร้แรงโน้มถ่วง) ที่พักผ่อนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • ฟีเจอร์พรีเมียม: ตู้เย็นอัจฉริยะแบบบิลต์อิน (ทำได้ทั้งความเย็นและความร้อน), กระจกมองหลังแบบกล้อง (Streaming media), หน้าจอแสดงผล AR-HUD และ ระบบนิเวศแม่เหล็กสำหรับติดอุปกรณ์เสริมหลังเบาะ
  • ชุดแต่งสปอร์ต: พวงมาลัย 3 ก้านดีไซน์ใหม่, แป้นเปลี่ยนเกียร์ BOOST (BOOST Paddle) และชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์แท้จากโรงงาน

ขุมพลังและแบตเตอรี่: วิ่งไกล 1,036 กม. พร้อมชาร์จเต็มใน 9 นาที!

นี่คือจุดที่ทำให้ Denza Z9GT ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น! รถรุ่นนี้มาพร้อม Blade Battery เจนเนอเรชันที่ 2 และเทคโนโลยีที่ทุบสถิติโลก

  • ระยะทางวิ่งทะลุ 1,000 กิโลเมตร
  • ครั้งแรกกับการเปิดตัว รุ่นมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ที่ให้กำลังสูงสุด 370 kW (496 แรงม้า) ซึ่งรุ่นนี้สามารถทำระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (EV) ได้สูงสุดถึง 1,036 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC) กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Mass Production ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในโลกทันที ส่วนรุ่นปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ก็วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 401 กม.
  • อัตราเร่ง 0-100 ใน 2.7 วินาที
  • สำหรับรุ่นท็อปมอเตอร์ 3 ตัว (Tri-motor) จะประกอบด้วยมอเตอร์กำลัง 230 kW + 310 kW + 310 kW มอบอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที เทียบเท่าซูเปอร์คาร์ระดับโลก

เทคโนโลยี Flash Charging

แก้ปัญหาความกังวลเรื่องการชาร์จช้า ด้วยระบบชาร์จด่วนพิเศษที่เคลมสถิติสุดโหด: “ชาร์จเพียง 5 นาทีก็พร้อมใช้งานยาวๆ และใช้เวลาแค่ 9 นาทีในการชาร์จจนเต็มความจุ!”

เทคโนโลยีการขับขี่ โชว์ดริฟต์ไร้คนขับ และระบบ Eye of the Gods 5.0

นอกจากความแรงแล้ว ระบบความปลอดภัยและการควบคุมก็จัดเต็มขั้นสุด Denza Z9GT รองรับระบบ “ดริฟต์อัจฉริยะแบบไร้คนขับ” (Unmanned intelligent drifting) ซึ่งเป็นการโชว์ศักยภาพการควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าที่แม่นยำขั้นสุด

นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ “Eye of the Gods 5.0”  ทำงานร่วมกับเซนเซอร์ LiDAR, ช่วงล่างถุงลมปรับระดับไฟฟ้า DiSus-A , ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) และไฟแสดงสถานะการขับขี่อัตโนมัติสีฟ้า (Smart driving blue light) ที่ด้านหน้ารถ

FULL SPEC

 มิติตัวถังและขนาดของ Denza Z9GT (Dimensions & Capacities)

แม้ว่า Denza Z9GT จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถสปอร์ตแวกอนท้ายลาด (Shooting Brake) ระดับพรีเมียมคันใหญ่ไซส์ F-Segment แต่ด้วยการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยม ทำให้ตัวรถมีสัดส่วนที่ลงตัว กว้างขวาง และคล่องตัวสูง โดยมีมิติตัวถังเท่ากันในทุกรุ่นย่อย

  • ความยาว (Length): 5,180 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง (Width): 1,990 มิลลิเมตร
  • ความสูง (Height): 1,490 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 3,125 มิลลิเมตร (ยาวเป็นพิเศษ ช่วยให้ห้องโดยสารตอนหลังกว้างขวางระดับ VIP)
  • ความจุพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย (Trunk): 495 ลิตร
  • ความจุพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk): 53 ลิตร (เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า)

ไฮไลต์เด่น: วงเลี้ยวแคบเทียบเท่ารถซิตี้คาร์!

จุดเด่นที่ทำเอาหลายคนต้องทึ่งคือ แม้ตัวรถจะมีความยาวเกือบ 5.2 เมตร แต่ด้วยเทคโนโลยี ระบบเลี้ยวล้อหลังอัจฉริยะ (Rear-wheel steering) ทำให้ Denza Z9GT มีความคล่องตัวสูงมากเมื่อขับขี่ในเมือง หรือกลับรถในที่แคบ:

  • รุ่น Honor / Flagship (มอเตอร์เดี่ยว): มาพร้อมระบบเลี้ยวล้อหลังแบบชิ้นเดียว (±7 องศา) ทำรัศมีวงเลี้ยวแคบสุดได้ที่ 5.4 เมตร
  • รุ่น e3 Performance (มอเตอร์ 3 ตัว): อัปเกรดเป็นระบบเลี้ยวล้อหลังแบบแยกอิสระ (±10 องศา) ทำให้รัศมีวงเลี้ยวแคบลงเหลือเพียง 4.62 เมตร เท่านั้น! (แคบพอๆ กับรถยนต์ขนาดซับคอมแพกต์คันเล็กๆ เลยทีเดียว)

ขุมพลัง มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่: แรงระดับซูเปอร์คาร์ ชาร์จไวทุบสถิติโลก

ไฮไลต์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการยานยนต์ระดับโลกของ New Denza Z9GT คือการเปิดตัวเทคโนโลยี “Blade Battery เจนเนอเรชันที่ 2” ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Flash Charge (ชาร์จแฟลช) ทุบสถิติความเร็วในการชาร์จ โดยมีให้เลือกทั้งขุมพลังไฟฟ้าล้วน (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ดังรายละเอียดต่อไปนี้:

ขุมพลังรุ่นไฟฟ้าล้วน (EV 100%)

รุ่นไฟฟ้าล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรีดเค้นสมรรถนะสูงสุด โดยแบ่งสเปกมอเตอร์ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รุ่นมอเตอร์เดี่ยว (เน้นระยะทาง) และรุ่นมอเตอร์ 3 ตัว (เน้นความแรง):

  • รุ่นมอเตอร์เดี่ยว (Honor / Flagship):
    ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ให้พละกำลังสูงสุด 370 kW (ประมาณ 496 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.8 วินาที
  • รุ่น e3 Performance (มอเตอร์ 3 ตัว):
    ขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ (AWD) ให้พละกำลังรวมมหาศาลถึง 850 kW (ประมาณ 1,139 แรงม้า!) แบ่งเป็นมอเตอร์หน้า 230 kW และมอเตอร์หลังซ้าย-ขวาฝั่งละ 310 kW แรงบิดสูงสุดรวม 1,210 นิวตัน-เมตร กระชากอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที

ความจุแบตเตอรี่และระยะเวลาการชาร์จ (EV):

  • ความจุแบตเตอรี่: 102.3 kWh (รุ่น Honor) และ 122.5 kWh (รุ่น Flagship / Performance)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุด (CLTC): 880 กม. / 1,036 กม. / 820 กม. (ตามลำดับรุ่นย่อย)
  • การชาร์จปกติ (AC Charge): รองรับกำลังไฟ 7 kW (ใช้เวลาประมาณ 15-18 ชั่วโมงสำหรับการชาร์จ 0-100% ผ่าน Home Wallbox)
  • การชาร์จด่วนพิเศษ (DC Flash Charge):
    – ชาร์จจาก 10% ถึง 70% ใช้เวลาเพียง 5 นาที
    – ชาร์จจาก 10% ถึง 97% ใช้เวลาเพียง 9 นาที (ทำความเร็วได้เสถียรแม้ในสภาพอากาศติดลบ -30°C)

ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)

สำหรับรุ่น PHEV ในโฉมนี้ ได้รับการอัปเกรดแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันแทบไม่ต่างจากรถ EV 100% แต่ยังคงความอุ่นใจในการเดินทางไกลด้วยเครื่องยนต์สันดาป:

  • เครื่องยนต์เบนซิน (Engine): ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 152 kW (ประมาณ 204 แรงม้า) แรงบิด 325 นิวตัน-เมตร
  • มอเตอร์ไฟฟ้า (ระบบ e3 มอเตอร์ 3 ตัว): ขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ (AWD) ให้พละกำลังมอเตอร์รวม 640 kW (ประมาณ 858 แรงม้า) แรงบิดมอเตอร์รวม 1,035 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 3.6 วินาที

ความจุแบตเตอรี่และระยะเวลาการชาร์จ (PHEV):

  • ความจุแบตเตอรี่: 63.8 kWh (ความจุใหญ่เทียบเท่ารถ EV ไซส์กลางในตลาด)
  • ระยะทางวิ่งไฟฟ้าล้วน (EV Mode CLTC): 401 กิโลเมตร
  • ระยะทางวิ่งรวมน้ำมัน+ไฟฟ้า: ครอบคลุมการเดินทางสูงสุดกว่า 1,300 กิโลเมตร
  • การชาร์จปกติ (AC Charge): รองรับกำลังไฟ 7 kW (ใช้เวลาประมาณ 9-10 ชั่วโมง)
  • การชาร์จด่วนพิเศษ (DC Flash Charge): รองรับเทคโนโลยี Flash Charge เช่นเดียวกับรุ่น EV
    – ชาร์จจาก 10% ถึง 70% ในเวลา 5 นาที
    – ชาร์จจาก 10% ถึง 97% ในเวลา 9 นาที

สรุปความน่าสนใจ: ไม่ว่าคุณจะเลือกขุมพลังแบบไหน Denza Z9GT ก็มอบความสุดโต่งให้ทั้งคู่ รุ่น EV ให้พละกำลังรวมทะลุ 1,139 แรงม้า ซึ่งดุดันระดับซูเปอร์คาร์ ในขณะที่รุ่น PHEV แม้จะมีเครื่องยนต์ 2.0L มาช่วยปั่นไฟเสริม แต่ลำพังแค่มอเตอร์ไฟฟ้าก็ให้กำลังสูงถึง 858 แรงม้าแล้ว แถมยังได้แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ที่ชาร์จเต็มได้ใน 9 นาที ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ!

ระบบช่วงล่างและเบรก (Suspension & Braking): ขีดสุดแห่งการควบคุมด้วย DiSus-A

เพื่อตอบสนองการขับขี่ที่ครอบคลุมทั้งความนุ่มนวลระดับเฟิร์สคลาสแบบรถผู้บริหาร และความหนึบแน่นดุดันสไตล์รถสปอร์ต GT ทาง Denza Z9GT จึงจัดเต็มสเปกฮาร์ดแวร์ช่วงล่างและระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงสุดของค่ายมาให้แบบไม่มีกั๊กในทุกรุ่นย่อย:

ฮาร์ดแวร์ช่วงล่างระดับไฮเอนด์ (Standard ในทุกรุ่น)

  • ระบบช่วงล่าง: ด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ (Double wishbone) และด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงก์ 5 จุด (Five-link) ให้การเกาะถนนที่แม่นยำ
  • ระบบกันสะเทือนถุงลม (Dual-chamber Air Suspension): ใช้โช้คอัพถุงลมแบบลอนคู่ (แบบ 2 ห้อง) ทำงานร่วมกับ โช้คอัพปรับความหนืดด้วยไฟฟ้า (Electronic variable damping) สามารถปรับระดับความสูง-ต่ำ และความแข็ง-นุ่มของช่วงล่างได้แบบเรียลไทม์

สมองกลอัจฉริยะคุมตัวถัง DiSus-A (Intelligent Body Control)

ไฮไลต์สำคัญคือการติดตั้งระบบควบคุมตัวถังอัจฉริยะ DiSus-A (云辇-A) ที่มาพร้อมฟีเจอร์ล้ำยุคมากมาย ช่วยให้รถคันใหญ่นิ่งและนุ่มนวลในทุกสภาพถนน:

  • ระบบอ่านสภาพถนนล่วงหน้า (DiSus Preview System): ใช้กล้องและเซนเซอร์สแกนพื้นถนนด้านหน้า หากพบลูกระนาดหรือหลุมบ่อ ระบบจะสั่งการให้โช้คอัพปรับความนุ่มรอไว้ล่วงหน้าเสี้ยววินาที ทำให้รถรูดผ่านอุปสรรคไปได้อย่างราบรื่น
  • ระบบ CCT (Comfort Control Technology): ช่วยลดอาการ “หน้าทิ่ม” เวลาเบรกแรงๆ และลดอาการ “หน้าหงาย” เวลาเหยียบคันเร่งออกตัว ทำให้ผู้โดยสารไม่รู้สึกเวียนหัว
  • ระบบ iCVC: ควบคุมเวกเตอร์แรงบิดของแชสซีอัจฉริยะ ช่วยรักษาสมดุลของตัวรถขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

ระบบเบรกหยุดสั่งได้ดั่งใจ (Braking System)

รถที่แรงระดับทะลุ 1,000 แรงม้า (ในรุ่นท็อป) จำเป็นต้องมีระบบเบรกที่ไว้ใจได้สูงสุด Denza Z9GT ใช้ระบบควบคุมเบรกแบบรวมศูนย์ IPB พร้อมจานเบรกแบบมีช่องระบายความร้อนเจาะรูในทุกรุ่น แต่มีความแตกต่างของสเปกคาลิปเปอร์ดังนี้:

Advertisement Advertisement
  • รุ่น Honor และ Flagship (มอเตอร์เดี่ยว): มาพร้อม คาลิปเปอร์เบรกหน้าแบบยึดตายตัว 4 ลูกสูบ (4-Piston Calipers) เพียงพอต่อการหยุดฝูงม้า 496 ตัวได้อย่างมั่นใจ
  • รุ่น e3 Performance (มอเตอร์ 3 ตัว): อัปเกรดขั้นสุดระดับซูเปอร์คาร์ด้วย คาลิปเปอร์เบรกหน้า 6 ลูกสูบ (6-Piston Calipers) ทำงานคู่กับ จานเบรกคาร์บอนเซรามิก (Carbon Ceramic Brakes) ที่มีน้ำหนักเบาและทนความร้อนสะสมได้ดีเยี่ยม ป้องกันอาการเบรกเฟด (Brake fade) แม้ขับขี่ในสนามแข่ง!

การออกแบบภายนอก (Exterior Design): สปอร์ต GT ล้ำสมัย ผสานความหรูหราระดับท็อปคลาส

การออกแบบภายนอกของ Denza Z9GT ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานระหว่างเส้นสายอันโฉบเฉี่ยวของสปอร์ตคาร์แบบ ฟาสต์แบ็ก (Fastback) และความอเนกประสงค์ของตัวถังแบบ ชูตติ้งเบรก (Shooting Brake) ได้อย่างลงตัว โดยจัดเต็มอุปกรณ์ภายนอกมาให้แบบไม่มีกั๊ก:

ระบบไฟส่องสว่างและอากาศพลศาสตร์

  • ไฟหน้าทรงมงกุฎดาวคู่ (Double Star Crown Headlights): มาพร้อมฟังก์ชันปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ (IHBC) และระบบไฟต่ำแบบแปรผันตามทิศทางการเลี้ยว (AFS)
  • ไฟท้ายนาฬิกาทรายแห่งกาลเวลา (Time Hourglass Taillights): ดีไซน์เส้นสาย LED ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร พร้อมไฟเลี้ยวแบบวิ่ง (Dynamic Flow) ทั้งหน้าและหลัง
  • อากาศพลศาสตร์แบบแอกทีฟ: กระจังหน้าแบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active Grille) ช่วยลดแรงต้านอากาศ ทำงานร่วมกับ สปอยเลอร์ท้ายแบบปรับระดับอัตโนมัติ (Active Tail Wing) และสปอยเลอร์หลังคาแบบลอยตัวทรงนกกระเรียน (Crane floating upper wing) ที่ช่วยเพิ่มแรงกด (Downforce) เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง
  • ไฟสีฟ้าอัจฉริยะ (Smart Driving Blue Light): บริเวณกระจกมองข้างและท้ายรถ จะมีไฟแสดงสถานะสีฟ้าเพื่อบ่งบอกว่ารถกำลังใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติอยู่

ประตู กระจก และหลังคาสุดพรีเมียม

  • ประตูไร้กรอบแบบดูดไฟฟ้า (Frameless & Soft-close Doors): รถทุกรุ่นย่อยมาพร้อมประตูไร้กรอบสุดสปอร์ต และระบบดูดประตูไฟฟ้าแบบเงียบทั้ง 4 บาน
  • ประตูเปิด-ปิดไฟฟ้าอัจฉริยะ\*: (เฉพาะรุ่น Flagship และ Performance) อัปเกรดเป็นระบบประตูไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ที่สามารถ “สั่งเปิดประตูด้วยท่าทาง” (Gesture Door Opening) ได้อย่างล้ำสมัย
  • กระจกกันเสียงและกันความร้อน: บานหน้าและประตูทั้ง 4 บาน ใช้ กระจกกันเสียง 2 ชั้น (Double-layer acoustic glass) เพื่อความเงียบสงบขั้นสุด ส่วนครึ่งคันหลัง (ประตูหลัง, หูช้าง, กระจกหลัง) ใช้กระจกกรองแสงสีเข้ม (Privacy glass)
  • หลังคากระจกพาโนรามิกแบบไร้รอยต่อ: ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง มาพร้อม “ม่านบังแดดไฟฟ้าทั้งตอนหน้าและตอนหลัง” หมดกังวลเรื่องแดดเมืองไทย
  • ปัดน้ำฝนอัจฉริยะ: ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ที่รวมหัวฉีดน้ำล้างกระจกไว้ที่ก้านปัดน้ำฝน (Wiper spray) ช่วยให้ฉีดน้ำได้แม่นยำและไม่บดบังทัศนวิสัย

ล้ออัลลอยและลูกเล่นสุดว้าว (แตกต่างตามรุ่นย่อย)

Denza Z9GT มีการแบ่งแยกลวดลายล้ออัลลอยและลูกเล่นการต้อนรับตามรุ่นย่อยอย่างชัดเจน:

  • รุ่น Honor: ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย Star Spoke
  • รุ่น Flagship: ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย Wind Wing พร้อมเพิ่มลูกเล่น พรมแสงต้อนรับ “Meteor Light Wing” ฉายลวดลายลงบนพื้นอย่างหรูหราเมื่อเดินเข้าใกล้รถ
  • รุ่น Performance: จัดเต็มความสปอร์ตด้วย ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ลาย Blade ที่มาพร้อม “โลโก้ดุมล้อแบบลอยตัว (Floating Car Logo)” (แบบเดียวกับ Rolls-Royce ที่โลโก้จะไม่หมุนตามล้อ) รวมถึงมีพรมแสงต้อนรับเช่นเดียวกัน

*นอกจากนี้ รถทุกรุ่นยังมาพร้อมฝาปิดช่องชาร์จด้วยระบบไฟฟ้า และฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ที่รองรับระบบเตะเปิดแบบเซนเซอร์โปรเจกชัน (Projection sensing tailgate) ช่วยให้ขนสัมภาระได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสาร (Interior & Smart Cockpit): หรูหรา ล้ำสมัย ดุจที่นั่งเฟิร์สคลาส

ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ New Denza Z9GT คุณจะสัมผัสได้ถึงการยกระดับความหรูหราที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว การอัปเกรดในรุ่นล่าสุดนี้เน้นความสปอร์ตพรีเมียม นำทัพด้วยโทนสีภายใน สีแดง Magma Red พร้อมชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์แท้จากโรงงาน และบุหลังคาด้วยวัสดุผ้ากำมะหยี่สุดประณีต

ห้องโดยสารอัจฉริยะ DiLink 300 (Smart Cockpit)

บริเวณคอนโซลหน้าถูกออกแบบให้โปร่งโล่งขึ้นด้วยการเปลี่ยนมาใช้ คันเกียร์คอพวงมาลัย (Column shifter) แบบโลหะ ทำงานร่วมกับระบบประมวลผลอัจฉริยะที่จัดเต็มหน้าจอความละเอียดสูงถึง 4 จุด:

  • หน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาด 17.3 นิ้ว (2.5K): ศูนย์กลางการควบคุมรถที่ลื่นไหลและคมชัด
  • หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัลขนาด 13.2 นิ้ว (2.5K): แสดงข้อมูลการขับขี่แบบเรียลไทม์ตรงหน้าผู้ขับ
  • หน้าจอเอนเตอร์เทนเมนต์ผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 13.2 นิ้ว (2.5K): ให้ผู้โดยสารเพลิดเพลินกับความบันเทิงแยกส่วนได้อย่างอิสระ
  • หน้าจอแสดงผลบนกระจกหน้า AR-HUD ขนาด 50 นิ้ว: แสดงข้อมูลระบบนำทางและความเร็วขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่ 3 ก้าน: สไตล์สปอร์ตท้ายตัด พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ BOOST Paddle เพื่อรีดเค้นสมรรถนะแบบฉับพลัน

เบาะนั่งระดับ VIP และความสะดวกสบายขั้นสุด

ตัวเบาะนั่งมาในดีไซน์สปอร์ตแบบชิ้นเดียวเย็บลวดลายข้าวหลามตัด (หุ้มหนัง Nappa แท้ในรุ่น Performance) พร้อมฟังก์ชันที่ดูแลสรีระทั้งคัน:

  • เบาะคู่หน้าจัดเต็ม: มาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง, ระบบทำความร้อน (Heater), ระบบระบายอากาศ (Ventilation), ระบบจดจำตำแหน่ง และ ระบบนวดไฟฟ้า 10 จุด
  • เบาะผู้โดยสารตอนหน้าแบบ Zero Gravity: (เฉพาะรุ่น Flagship และ Performance) สัมผัสประสบการณ์ไร้แรงโน้มถ่วง พร้อมที่รองน่องปรับไฟฟ้า (Queen Leg Rest) ให้คุณเอนหลังพักผ่อนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • เบาะหลังกว้างขวางระดับผู้บริหาร: พนักพิงหลังสามารถปรับเอนด้วยไฟฟ้า มีระบบทำความร้อนและระบายอากาศในตัว พร้อมปุ่ม Boss Key สำหรับเลื่อนเบาะหน้าจากด้านหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่วางขา

ออปชันพิเศษและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์

Denza Z9GT ไม่พลาดที่จะใส่ฟีเจอร์พรีเมียมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางยุคใหม่มาให้แบบครบครันในทุกรุ่นย่อย:

  • ตู้เย็นอัจฉริยะแบบบิลต์อิน: ซ่อนตัวอย่างแนบเนียนบริเวณคอนโซลกลาง สามารถตั้งค่าได้ทั้ง ทำความเย็น (แช่เครื่องดื่ม) และ ทำความร้อน (อุ่นอาหารหรือนมทารก)
  • ระบบเสียงระดับโลก DEVIALET®: ดื่มด่ำกับเสียงเพลงระดับ Hi-End ด้วยลำโพง 20 ตำแหน่ง (ในรุ่น Honor) และจัดเต็มถึง 24 ตำแหน่ง (ในรุ่น Flagship/Performance) พร้อมรองรับระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos
  • จุดชาร์จสมาร์ตโฟนไร้สาย 50W (3 ตำแหน่ง): มีให้บริเวณคอนโซลหน้า 2 จุด (พร้อมพัดลมระบายความร้อน) และที่พักแขนตอนหลังอีก 1 จุด
  • ระบบปรับอากาศ “สี่ฤดู”: แอร์อัตโนมัติแยกอิสระ 4 โซน พร้อมช่องแอร์ที่เสา B สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มั่นใจในความสะอาดด้วยแผ่นกรองอากาศ CN95, PM2.5 และระบบฟอกอากาศประจุลบ (Negative Ion)
  • กระจกมองหลังความละเอียดสูงแบบกล้อง (Streaming Media): ให้มุมมองด้านหลังที่กว้างและชัดเจน ไร้การบดบังจากศีรษะผู้โดยสารตอนหลัง

ความปลอดภัยและเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ: การปกป้องระดับ 5 ดาว พร้อมสมองกลขั้นสูง

New Denza Z9GT ไม่ได้เป็นเพียงรถที่เน้นสมรรถนะความแรงเท่านั้น แต่ยังถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยผสานโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งเข้ากับระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ Eye of the Gods 5.0 (DiPilot 300) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของความปลอดภัยในรถยนต์ไฟฟ้า

โครงสร้างตัวถังนิรภัยและเทคโนโลยี CTB (Body Structure)

รากฐานสำคัญที่ทำให้ Denza Z9GT มั่นคงและปลอดภัยคือการออกแบบโครงสร้างที่ทนทานต่อแรงกระแทกจากทุกทิศทาง:

  • High-Strength Hybrid Body: โครงสร้างตัวถังใช้วัสดุผสมระหว่าง เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (High-strength steel) และอะลูมิเนียม เพื่อความสมดุลระหว่างน้ำหนักเบาและความแข็งแกร่ง
  • CTB (Cell-to-Body) Technology: เทคโนโลยีการรวมแบตเตอรี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวถัง ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการบิดตัว (Torsional Rigidity) และลดความเสี่ยงจากการกระแทกที่ส่งผลถึงชุดแบตเตอรี่
  • Crash Beam Protection: ติดตั้งคันกันชนหน้าแบบคู่ (Front Double Beam) และคันกันชนหลังความแข็งแรงสูง เพื่อกระจายแรงปะทะอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบถุงลมนิรภัยและการปกป้องภายใน (Airbags & Interior Safety)

ภายในห้องโดยสารติดตั้งระบบถุงลมนิรภัยแบบรอบทิศทางเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุ:

  • ถุงลมนิรภัยรอบคัน: ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (หน้า 2 / หลัง 2) และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างที่ยาวครอบคลุมทั้งหน้าและหลัง
  • Far-side Airbag: ถุงลมนิรภัยคั่นกลางระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ป้องกันศีรษะกระแทกกันเองกรณีถูกชนด้านข้าง
  • ระบบยึดเหนี่ยวอัจฉริยะ: เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pre-tensioner) ทุกที่นั่ง พร้อมระบบแจ้งเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งคัน
  • Child Safety: จุดยึดเบาะนั่งเด็กมาตรฐาน ISOFIX/LATCH 2 ตำแหน่งที่เบาะหลัง พร้อมล็อกกันเด็กแบบไฟฟ้า

เทคโนโลยีช่วยขับขี่ “Eye of the Gods 5.0” (DiPilot 300)

ระบบขับขี่อัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ระดับท็อป (LiDAR 1 ตัว, กล้อง 11 ตัว, เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร 3 ตัว และอัลตราโซนิก 12 ตัว) เพื่อการขับขี่ที่ผ่อนคลายและปลอดภัย:

  • Navigation Pilot: รองรับระบบนำทางอัจฉริยะทั้งในเมือง (CNOA) และทางด่วน (HNOA) รถสามารถเปลี่ยนเลน แซง และเข้าทางแยกได้เองอัตโนมัติ
  • Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัจฉริยะที่ล้ำสมัย ทั้งการจอดอัตโนมัติ (APA), การใช้รีโมทจอด (RPA) และระบบ AVP (Valet Parking) ที่ให้คุณลงจากรถแล้วรถจะขับไปหาที่จอดเอง
  • Safety Monitoring: ระบบตรวจสอบความเหนื่อยล้าและพฤติกรรมผู้ขับขี่ (DMS) เพื่อแจ้งเตือนหากเริ่มมีอาการง่วงหรือเสียสมาธิ

ระบบความปลอดภัยเชิงรุก (Active Safety Features)

  • Collision Avoidance: ระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW) และเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ที่ทำงานได้แม้ในความเร็วต่ำ (MEB)
  • Cross Traffic Support: ระบบเตือนและช่วยเบรกเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง (RCTA/RCTB) และขณะเดินหน้าเข้าทางแยก (FCTA/FCTB)
  • Lane Management: ระบบช่วยรักษาเลน (LKA), เตือนเมื่อออกนอกเลน (LDA) และระบบเตือนจุดอับสายตา (BSD)
  • Stability Control: ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (VDC) พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบกระจายกำลัง (dTCS) ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับกำลังแรงบิดมหาศาลของมอเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ

Autohome

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้