ส่องสเปค! NEW MG 4 EV ใหม่ในยุโรป พร้อมระยะวิ่งไกล 545 กม./ชาร์จ WLTP หรือประมาณ 660 กม./ชาร์จ NEDC

ส่องสเปค! NEW MG 4 EV ใหม่ในยุโรป พร้อมระยะวิ่งไกล 545 กม./ชาร์จ WLTP หรือประมาณ 660 กม./ชาร์จ NEDC
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

NEW MG 4 EV ไมเนอร์เช้นจ์ สเปคยุโรป

รุ่น 64 kWh Premium (Long Range)

  • ระบบขับเคลื่อน: ล้อหลัง (RWD)

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: ให้กำลังสูงสุด 170 kW (ประมาณ 231 แรงม้า)

  • แรงบิดสูงสุด: 350 นิวตัน-เมตร

  • แบตเตอรี่: ชนิด LFP (Lithium Iron Phosphate) ความจุ 64 kWh

  • ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): 452 กม. (Combined) / 618 กม. (City)

  • การชาร์จ AC: รองรับสูงสุด 11 kW (3-Phase)

  • การชาร์จ DC: รองรับสูงสุด 154 kW (ชาร์จ 10-80% ในเวลาประมาณ 26 นาที)

รุ่น 77 kWh Premium (Extended Range)

  • ระบบขับเคลื่อน: ล้อหลัง (RWD)

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: ให้กำลังสูงสุด 180 kW (ประมาณ 245 แรงม้า)

  • แรงบิดสูงสุด: 350 นิวตัน-เมตร

  • แบตเตอรี่: ชนิด NCM (Nickel Cobalt Manganese) ความจุ 77 kWh

  • ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): 545 กม. (Combined) หรือ 660 กม. NEDC / 817 กม. (City)

  • การชาร์จ AC: รองรับสูงสุด 11 kW (3-Phase)

  • การชาร์จ DC: รองรับสูงสุด 144 kW (ชาร์จ 10-80% ในเวลาประมาณ 38 นาที)

รุ่น 64 kWh AWD XPOWER (High Performance)

  • ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) มอเตอร์คู่

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: ให้กำลังรวมสูงสุด 320 kW (ประมาณ 435 แรงม้า)

  • แรงบิดสูงสุด: 600 นิวตัน-เมตร

  • แบตเตอรี่: ชนิด NCM (Nickel Cobalt Manganese) ความจุ 64 kWh

  • ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): 405 กม. (Combined) / 548 กม. (City)

  • การชาร์จ AC: รองรับสูงสุด 11 kW (3-Phase)

  • การชาร์จ DC: รองรับสูงสุด 140 kW (ชาร์จ 10-80% ในเวลาประมาณ 30 นาที)


ข้อมูลอื่นๆ ที่สำคัญ (Others)

  • ระบบ V2L (Vehicle to Load): จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 2.2 kW (เป็นมาตรฐานทุกรุ่น)

  • ระบบ Regenerative Braking: ปรับได้ 4 ระดับ (Auto, 1, 2, 3) พร้อมโหมด One-Pedal Driving

  • ระบบ Heat Pump: ติดตั้งเป็นมาตรฐานในรุ่น 77 kWh และ XPOWER เพื่อช่วยรักษาประจุแบตเตอรี่ในสภาพอากาศหนาว

  • แบตเตอรี่ LFP ในรุ่น 64 kWh: เป็นการอัปเกรดใหม่ในปี 2026 สำหรับสเปกยุโรป ช่วยให้ชาร์จไฟ DC ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และมีอายุการใช้งานที่ทนทานขึ้น

  • ความเร็วสูงสุด (Top Speed): 180 กม./ชม. (ในรุ่น Premium) และ 200 กม./ชม. (ในรุ่น XPOWER)

ขนาดตัวถัง (Dimensions)

  • ความยาว: 4,287 มม.
  • ความกว้าง (ไม่รวมกระจก): 1,836 มม.
  • ความสูง: 1,516 มม.
  • ระยะฐานล้อ: 2,705 มม.
  • ความจุห้องเก็บสัมภาระ (ปกติ): 388 ลิตร
  • ความจุห้องเก็บสัมภาระ (พับเบาะ): 1,165 ลิตร
  • น้ำหนักบรรทุกบนหลังคาสูงสุด: 75 กก.
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance) 117 มม.

น้ำหนักและขีดความสามารถ (Weight)

64 kWh Premium

  • น้ำหนักตัวรถ: 1,765 กก.
  • น้ำหนักบรรทุกรวม: 2,213 กก.
  • น้ำหนักลากจูง: 500 กก.

77 kWh Premium

  • น้ำหนักตัวรถ: 1,755 กก.
  • น้ำหนักบรรทุกรวม: 2,203 กก.
  • น้ำหนักลากจูง: 500 กก.

64 kWh XPOWER

  • น้ำหนักตัวรถ: 1,810 กก.
  • น้ำหนักบรรทุกรวม: 2,258 กก.
  • น้ำหนักลากจูง: 500 กก.

ข้อมูลช่วงล่างและระบบควบคุมของ MG 4 EV 2026 (Europe Spec)

 ระบบกันสะเทือน (Suspension)

  • ด้านหน้า: แม็คเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) พร้อมเหล็กกันโคลง

  • ด้านหลัง: อิสระแบบ 5-Link (Five-Link Independent Suspension) ซึ่งถือเป็นจุดเด่นในรถระดับนี้ ช่วยให้การซับแรงกระแทกทำได้ดีและเกาะถนนได้ดีเยี่ยมในขณะเข้าโค้ง

  • การกระจายน้ำหนัก: ทุกรุ่นถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ทำให้ตัวรถมีความสมดุลสูงมาก

ระบบบังคับเลี้ยวและเบรก

  • พวงมาลัย: ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าแบบ Dual Pinion (DP-EPS) ที่ปรับปรุงให้ตอบสนองได้แม่นยำและคล่องตัว

  • ระบบเบรก: ดิสก์เบรก 4 ล้อ (ด้านหน้าพร้อมช่องระบายความร้อน)

  • วงเลี้ยว: แคบเพียง 10.6 เมตร (สำหรับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง) ช่วยให้กลับรถหรือเลาะในเมืองได้ง่ายมาก

ช่วงล่างพิเศษสำหรับรุ่น XPOWER (AWD)

ในรุ่นประสิทธิภาพสูงอย่าง XPOWER จะได้รับการอัปเกรดช่วงล่างให้แข็งแกร่งและสปอร์ตยิ่งขึ้น:

  • Stiffened Suspension: สปริงและโช้คอัพถูกปรับจูนให้มีความหนึบขึ้น 25% เพื่อรองรับพละกำลัง 435 แรงม้า

  • Upgraded Brakes: ติดตั้งดิสก์เบรกขนาดใหญ่ขึ้นทั้ง 4 ล้อ (เส้นผ่านศูนย์กลาง 345 มม.) พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีส้ม “XPOWER” ที่เพิ่มแรงเบรกได้ดีกว่ารุ่นปกติ

  • Anti-Roll Bars: มีการปรับปรุงเหล็กกันโคลงให้หนาขึ้นเพื่อลดอาการโคลงของตัวรถในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

ล้อและยาง (Rims & Tyres)

  • 64 kWh / 77 kWh Premium: ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมฝาครอบ Aero Wheel Cover เพื่อช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ (ลดแรงต้านลม)

  • 64 kWh AWD XPOWER: ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย “Cyclone” ดีไซน์สปอร์ตแบบเปิดเพื่อให้ระบายความร้อนเบรกได้ดียิ่งขึ้น

การออกแบบภายนอก

ดีไซน์โดยรวม (RWD/AWD Facelift)

สำหรับรุ่น Premium และ XPOWER ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง/สี่ล้อ ยังคงยึดแนวคิด “Racing Spirit Identity” แต่มีการขัดเกลาจุดบกพร่องเดิม:

  • ชุดไฟส่องสว่าง:

    • ด้านหน้า: ไฟหน้าแบบ LED Galaxy Technology Matrix ทรงสามเหลี่ยมที่เฉียบคม พร้อมไฟส่องสว่างกลางวัน (DRL) ในตัว

    • ด้านหลัง: ไฟท้ายแบบ LED ลาย “Cygnus Symbol” หรือรูปทรงขนนก พร้อมแถบไฟ Light Bar ลากยาวเต็มความกว้างท้ายรถ ซึ่งมีการปรับปรุงให้ดูสะอาดตาและทันสมัยขึ้น

  • จุดเปลี่ยนสำคัญ (Exterior Updates):

    • ที่ปัดน้ำฝนหลัง: ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่นย่อย (จากเดิมที่รุ่นก่อนหน้าไม่มีในบางรุ่น)

    • สปอยเลอร์หลัง: มีการปรับปรุงใหม่เป็นแบบ Single-piece Aero Spoiler (ในบางรุ่นย่อยอาจเป็นแบบ Twin-Aero Wing) เพื่อประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น

    • ช่องรับอากาศด้านหน้า: ติดตั้งระบบ Active Grille System (AGS) ที่เปิด-ปิดอัตโนมัติเพื่อลดแรงต้านลมและช่วยระบายความร้อนแบตเตอรี่

รุ่น XPOWER (High Performance)

รุ่นสมรรถนะสูงจะมีความแตกต่างที่เน้นความดุดันชัดเจน:

  • ล้อและเบรก: ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Cyclone พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีส้ม “XPOWER”

  • หลังคา: มาพร้อมหลังคาสีดำ Two-tone Black Roof เป็นมาตรฐาน

  • Aerodynamics: มีการปรับรายละเอียดชายล่างและสเกิร์ตข้างเพื่อเพิ่มแรงกด (Downforce) ในขณะทำความเร็วสูง

รุ่น Urban (ดีไซน์ใหม่ – Softer Look)

สำหรับรุ่น Urban (FWD) ที่เปิดตัวใหม่ในปี 2026 จะมีบุคลิกที่แตกต่างออกไป:

  • การดีไซน์จะมีความโค้งมนและดูอ่อนโยนกว่า (Softer Aesthetic) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น MG Cyberster

  • ตัวถังจะมีความยาวและสูงกว่ารุ่นปกติเล็กน้อยเพื่อให้พื้นที่ใช้สอยภายในมากขึ้น

  • ไฟหน้าจะมีความเรียวบางกว่า และกระจังหน้าแบบปิดทึบที่มีเส้นสายที่นุ่มนวลกว่ารุ่น RWD

สีตัวถัง (2026 Color Palette – Europe)

ในปี 2026 MG ยุโรปได้ปรับปรุงโทนสีใหม่ โดยมีการ ยกเลิกสีส้ม (Volcano Orange) และเพิ่มสีใหม่ที่ดูหรูหราขึ้น:

  1. Ealing Green (สีเขียวใหม่ – Tri-coat)

  2. Arctic White (สีขาว)

  3. Piccadilly Blue (สีน้ำเงิน)

  4. Black Pearl (สีดำเมทัลลิก)

  5. Camden Grey (สีเทาเข้ม)

  6. Cosmic Silver (สีเงิน)

  7. Dynamic Red (สีแดง)

การออกแบบภายใน

การออกแบบภายในห้องโดยสาร (Interior Design)

  • คอนโซลกลางโฉมใหม่: เปลี่ยนจากแบบ “หิ้งลอยตัว” (Floating Shelf) มาเป็นคอนโซลกลางแบบเชื่อมต่อยาว (Integrated Layout) ที่ดูสะอาดตาและหรูหราขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของและขยับตำแหน่งที่วางแก้วให้สูงขึ้น

    Advertisement Advertisement
  • วัสดุพรีเมียม: มีการใช้วัสดุแบบ Soft-touch (ผิวสัมผัสนุ่ม) มากขึ้นในจุดที่มือสัมผัสบ่อย ลดการใช้พลาสติกแข็งแบบเดิม

  • ปุ่มกดจริง (Physical Buttons): กลับมาตามคำเรียกร้อง! โดยมีการติดตั้งแผงปุ่มกดจริงใต้หน้าจอกลางเพื่อควบคุม ระบบปรับอากาศ (อุณหภูมิ, ความเร็วพัดลม) และ ระดับเสียง ทำให้ใช้งานได้ปลอดภัยกว่าการจิ้มหน้าจอขณะขับขี่

 เบาะนั่ง (Seats)

  • วัสดุหุ้มเบาะ:

    • รุ่น Premium: ใช้หนังสังเคราะห์ทูโทนสีเทา-ดำ (Leather Style) สลับกับผ้าคุณภาพสูง ให้ความรู้สึกทันสมัย

    • รุ่น XPOWER: ใช้เบาะทรงสปอร์ตหุ้มด้วย Suede (หนังกลับ) พร้อมพนักพิงศีรษะแบบชิ้นเดียว (Integrated Headrests)

  • ระบบปรับไฟฟ้า: เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง และ ระบบบันทึกตำแหน่ง (Memory Function) ส่วนเบาะผู้โดยสารปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง

  • Winter Pack: มาพร้อมระบบ อุ่นเบาะหน้า (Heated Seats) และ อุ่นพวงมาลัย (Heated Steering Wheel) เป็นมาตรฐานในยุโรป

 ระบบบันเทิง (Infotainment)

  • หน้าจอกลางขนาดยักษ์: อัปเกรดเป็นหน้าจอ HD ขนาด 12.8 นิ้ว (จากเดิม 10.25 นิ้ว) ที่มีความละเอียดสูงกว่าและประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น

  • เรือนไมล์ดิจิทัล: หน้าจอแสดงผลการขับขี่หลังพวงมาลัยขยายเป็นขนาด 10.25 นิ้ว แสดงข้อมูลได้เต็มตากว่าเดิม

  • iSMART & Live Services: รองรับแอปพลิเคชันในตัว เช่น Amazon Music, Spotify, YouTube และ TikTok เพื่อความบันเทิงขณะจอดชาร์จ

  • การเชื่อมต่อ: รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto (แบบไร้สาย) เป็นมาตรฐานทุกรุ่นย่อย

สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย (Convenience)

  • Wireless Charger: แท่นชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 15W อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานง่าย

  • Bluetooth Key: ใช้สมาร์ทโฟนแทนกุญแจรถได้ผ่านแอป iSMART

  • V2L (Vehicle-to-Load): ระบบจ่ายไฟจากรถสู่อุปกรณ์ภายนอกสูงสุด 2.2 kW (รองรับปลั๊กแบบ 3 ขา)

  • Heat Pump: ติดตั้งเป็นมาตรฐานในรุ่น 2026 ช่วยประหยัดพลังงานเมื่อใช้ระบบทำความร้อนในห้องโดยสาร

  • กล้อง 360 องศา: ความละเอียด HD พร้อมฟังก์ชัน Transparent Chassis มองทะลุใต้ท้องรถได้ เพื่อช่วยจอดในที่แคบอย่างมั่นใจ

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety – MG Pilot)

ในรุ่นปี 2026 ระบบ MG Pilot ถูกปรับปรุงให้ทำงานได้ละเอียดขึ้น และเพิ่มฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริง:

  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB): ตรวจจับได้ทั้งรถยนต์, คนเดินถนน และ “ผู้ขี่จักรยาน” แม้ในที่แสงน้อย

  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA & ELK): มาพร้อมระบบ Emergency Lane Keeping (ELK) ที่จะช่วยหน่วงพวงมาลัยกลับอย่างรวดเร็วหากรถกำลังจะหลุดออกนอกเลนในสถานการณ์อันตราย

  • ระบบเตือนจุดอับสายตาและการถอยหลัง:

    • Blind Spot Detection (BSD): เตือนมุมอับสายตา

    • Rear Cross Traffic Braking (RCTB): รุ่นปี 2026 ไม่ได้แค่เตือน แต่จะ “ช่วยเบรกอัตโนมัติ” หากมีรถตัดหน้าขณะถอยหลัง

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ACC & TJA): ทำงานร่วมกับระบบ Traffic Jam Assist ช่วยขับขี่ตามรถคันหน้าได้จนถึงจุดหยุดนิ่ง

  • ระบบอ่านป้ายจราจร (SAS): ตรวจจับป้ายจำกัดความเร็วและแจ้งเตือนบนหน้าจอ

เทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่สำหรับปี 2026

  • Driver Monitoring System (DMS): ติดตั้งกล้องตรวจจับใบหน้าคนขับ เพื่อเตือนเมื่อพบอาการเหนื่อยล้า หรือเสียสมาธิจากการมองมือถือ (เป็นมาตรฐานใหม่ของยุโรป)

  • Transparent Chassis (พื้นรถล่องหน): ทำงานร่วมกับกล้อง 360 องศา HD ช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางใต้ท้องรถ เพิ่มความปลอดภัยเวลาขับผ่านพื้นที่แคบหรือมีสิ่งของวางอยู่บนพื้น

  • MG Pilot Custom: ฟังก์ชันใหม่ที่ให้คนขับสามารถ “ตั้งค่าและบันทึก” ความละเอียดของระบบช่วยเหลือต่างๆ ได้ตามความถนัด ไม่ต้องคอยกดปิดระบบที่กวนใจทุกครั้งที่สตาร์ทรถ

ความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety)

  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง: นอกจากคู่หน้า, ด้านข้าง และม่านถุงลมแล้ว รุ่นปี 2026 ยังเพิ่ม “ถุงลมนิรภัยระหว่างเบาะหน้า” (Front Central Airbag) เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะของคนขับและผู้โดยสารกระแทกกันเองเมื่อเกิดการชนจากด้านข้าง

  • โครงสร้างตัวถังแบบ High-strength: ใช้เหล็กกล้าความแข็งแกร่งสูงในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อเป็นเกราะป้องกัน (Cocoon) ให้กับผู้โดยสารและชุดแบตเตอรี่

  • ระบบแจ้งเตือนเด็กในรถ (Child Presence Detection): ระบบจะแจ้งเตือนผ่านแอป iSMART หากตรวจพบว่ามีการเคลื่อนไหวของเด็กหรือสัตว์เลี้ยงติดอยู่ในรถหลังจากล็อกรถแล้ว

ระบบช่วยเหลืออื่นๆ

  • Door Open Warning (DOW): เตือนหากมีรถหรือจักรยานวิ่งมาจากด้านหลังขณะกำลังจะเปิดประตู

  • Multicollision Braking: ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติหลังเกิดการชนครั้งแรก เพื่อป้องกันไม่ให้รถไหลไปชนซ้ำซ้อน

แพลตฟอร์มขุมพลัง (MSP Platform)

หัวใจสำคัญคือแพลตฟอร์ม Modular Scalable Platform (MSP) หรือในบางตลาดเรียกว่า Nebula Pure Electric Platform:

  • การกระจายน้ำหนัก 50:50: ตัวรถมีการสมดุลหน้า-หลังที่เท่ากันพอดี ทำให้เข้าโค้งได้นิ่งและลดอาการหน้าดื้อหรือท้ายปัด

  • จุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity): แบตเตอรี่แบบ One-Pack ที่บางเพียง 110 มม. ถูกวางไว้ใต้พื้นรถ ช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีเยี่ยมเหมือนรถสปอร์ต

  • โครงสร้างขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD): ในรุ่นมาตรฐานจะขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งให้รัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 10.6 เมตร และการตอบสนองพวงมาลัยที่เป็นอิสระจากการขับเคลื่อน

โหมดการขับขี่และการหน่วงพลังงาน (Drive Modes & Regen)

  • 5 โหมดการขับขี่: ได้แก่ Eco, Normal, Sport, Snow และ Custom (ที่ให้คนขับตั้งค่าพวงมาลัยและน้ำหนักคันเร่งเองได้)

  • One-Pedal Driving: ในรุ่นปี 2026 ระบบ One-Pedal ถูกปรับปรุงให้ทำงานได้สมูทขึ้น สามารถขับขี่โดยใช้เพียงคันเร่งเดียวในการเร่งและชะลอจนหยุดนิ่ง

  • Adaptive Regenerative Braking: ระบบหน่วงความเร็วอัตโนมัติที่ปรับความแรงตามสภาพจราจรข้างหน้า (ใช้เซนเซอร์ตรวจจับรถคันหน้าเพื่อช่วยชะลอรถให้อย่างเหมาะสม)

ระบบบังคับเลี้ยวและช่วงล่าง (Steering & Suspension)

  • Dual Pinion Steering (DP-EPS): ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าแบบคู่ที่ให้การตอบสนองแม่นยำและน้ำหนักที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

  • 5-Link Independent Rear Suspension: ช่วงล่างหลังแบบอิสระ 5 จุด ช่วยซับแรงกระแทกและรักษาหน้าสัมผัสยางกับพื้นถนนได้ดีกว่าช่วงล่างแบบคานแข็งทั่วไป

เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (MG Pilot – Advanced ADAS)

ระบบช่วยขับขี่ในรุ่นปี 2026 ฉลาดขึ้นด้วยซอฟต์แวร์ใหม่:

  • Traffic Jam Assist (TJA): ช่วยขับเคลื่อนอัตโนมัติในสภาวะรถติด โดยควบคุมทั้งคันเร่ง เบรก และพวงมาลัยตามรถคันหน้า

  • Intelligent Speed Limit Assist: ระบบอ่านป้ายจราจรและปรับความเร็วตามป้ายให้อัตโนมัติ (หากตั้งค่าไว้)

  • MG Pilot Custom: ฟังก์ชันใหม่ที่ให้คนขับเลือกปิดหรือเปิดระบบแจ้งเตือนต่างๆ และบันทึกไว้ในโปรไฟล์ส่วนตัว ไม่ต้องคอยตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่สตาร์ทรถ

เทคโนโลยีสำหรับสาย Performance (เฉพาะรุ่น XPOWER)

  • Launch Control: ระบบช่วยออกตัวที่ทำให้อัตราเร่ง $0\text{–}100$ กม./ชม. ทำได้ภายใน 3.8 วินาที

  • Dynamic Cornering Control System: ระบบควบคุมการเข้าโค้งอัจฉริยะที่รวมการทำงานของ Electronic Locking Differential และ Torque Vectoring เพื่อกระจายแรงบิดไปยังแต่ละล้อให้เหมาะสมที่สุดในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

  • Track Mode: หน้าจอพิเศษที่จะแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสนามแข่ง เช่น G-Force, Lap Time และการกระจายพลังงานมอเตอร์หน้า-หลัง

สรุปเทคโนโลยีใหม่ปี 2026: รุ่นปีนี้เน้นความฉลาดของซอฟต์แวร์ (Software-defined) มากขึ้น โดยเฉพาะการที่คนขับสามารถปรับแต่งระบบช่วยเหลือการขับขี่ได้ละเอียดกว่าเดิมครับ

 


 

https://www.car250.com/mg-s5-ev-2026-2027.htmlAutocar
Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้