อาร์เจ สแคริงจ์ CEO ของ Rivian ได้รับผลตอบแทนปี 2025 : 13,101 ล้านบาท ขณะบริษัทขายรถได้ 42,247 คัน (-18%)


เจาะค่าตอบแทน RJ Scaringe (อาร์เจ สแคริงจ์) ซีอีโอ Rivian แพ็กเกจ 1.3 หมื่นล้านบาทที่เขย่าวงการยานยนต์ ในงบประมาณปี 2025
ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความผันผวน แต่ชื่อของ RJ Scaringe ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Rivian กลับกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด เมื่อมีการเปิดเผยตัวเลขค่าตอบแทนในปี 2025 ที่สูงจนน่าตกใจ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายและสถานการณ์ราคาหุ้นในปัจจุบัน
รายได้รวม 403 ล้านดอลลาร์ มาจากไหนบ้าง?
ในปี 2025 ที่ผ่านมา RJ Scaringe ได้รับแพ็กเกจค่าตอบแทนรวมสูงถึง 403 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 13,101 ล้านบาท (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 32.51 บาท/ดอลลาร์) โดยสัดส่วนรายได้ไม่ได้เน้นที่เงินสด แต่ผูกไว้กับอนาคตของบริษัทดังนี้
- สิทธิในการซื้อหุ้น (Stock Options): 373.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12,142 ล้านบาท)
- หุ้นปันผลรางวัล (Stock Awards): 26.6 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 864 ล้านบาท)
- เงินเดือนประจำ (Base Salary): 1.12 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 36.4 ล้านบาท)
ตัวเลขนี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารค่ายรถยนต์ที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก ทิ้งห่างซีอีโอจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับตำนานอย่างเห็นได้ชัด

เทียบชั้นยักษ์ใหญ่ Detroit รายได้ที่ต่างกันอย่างมหาศาล
หากนำรายได้ของซีอีโอ Rivian ไปวางเคียงข้างกับแม่ทัพของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในดีทรอยต์ จะเห็นความแตกต่างที่น่าสนใจมาก ดังนี้
• RJ Scaringe (Rivian): รับรวม 13,101 ล้านบาท
ขณะที่บริษัทส่งมอบรถได้ 42,247 คันในปีที่ผ่านมา
• Mary Barra (GM): รับรวม 972 ล้านบาท (29.9 ล้านดอลลาร์)
ขณะที่ GM มียอดขายในสหรัฐฯ สูงถึง 2.85 ล้านคัน
• Jim Farley (Ford): รับรวม 894 ล้านบาท (27.5 ล้านดอลลาร์)
ขณะที่ Ford มียอดจำหน่ายรถยนต์กว่า 2.2 ล้านคัน
นอกจากนี้ รายได้ของ Scaringe ยังสูงกว่าพนักงานระดับปฏิบัติการในโรงงานของ Rivian เองถึง “หลายพันเท่า” ซึ่งเป็นช่องว่างที่กว้างกว่าบริษัทรถยนต์กระแสหลักอย่างมาก
สรุปยอดส่งมอบ/ยอดขายรถยนต์ปี 2025
- Rivian: ส่งมอบรถยนต์ได้ทั้งหมด 42,247 คัน (ลดลงประมาณ 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า)
- Ford: ยอดขายในสหรัฐฯ สูงถึง 2,204,124 คัน (เพิ่มขึ้น 6% และเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 6 ปีของบริษัท)
- GM (General Motors): ยอดขายในสหรัฐฯ อยู่ที่ 2,853,299 คัน (เพิ่มขึ้น 5.5% ครองตำแหน่งผู้นำยอดขายในอเมริกา)
- Tesla: ยอดส่งมอบทั่วโลก (Global) ประมาณ 1,636,129 คัน (ลดลงประมาณ 8.6% ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น)
ดีลแบบ “Elon Musk” เดิมพันหมื่นล้านในอนาคต
คณะกรรมการบริหารของ Rivian ได้ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาว หาก RJ Scaringe สามารถผลักดันราคาหุ้นจากปัจจุบัน (ที่วนเวียนอยู่ต่ำกว่า 20 ดอลลาร์) ให้พุ่งขึ้นไปถึง 140 ดอลลาร์ ได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า เขาอาจได้รับผลตอบแทนรวมสูงถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.49 แสนล้านบาท
“นี่คือโมเดลการจ่ายผลตอบแทนที่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดดคล้ายกับ Tesla หากซีอีโอพาบริษัทไปถึงเป้าหมายได้ รางวัลที่ได้รับก็จะมหาศาลตามมูลค่าบริษัทที่เพิ่มขึ้น”
บทวิเคราะห์ ยอดขายลดลง แต่ทำไมค่าตอบแทนพุ่ง?
สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ Rivian เพิ่งผ่านปีที่มียอดขายซบเซาและราคาหุ้นตกลงจากจุดสูงสุดในปี 2021 อย่างมาก แต่ทางบริษัทให้เหตุผลถึงความสำเร็จในการทำ “กำไรขั้นต้น (Gross Profit)” ได้เป็นครั้งแรกในปี 2025 และการเริ่มเดินสายการผลิต R2 SUV ซึ่งเป็นรถรุ่นความหวังที่จะเข้ามาขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ ว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนกระดาษ (Stock Options) ให้กลายเป็นเงินมูลค่าแสนล้านได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางสงครามราคาในตลาด EV ที่ดุเดือดขึ้นทุกวัน
เรามาจำแนก ทำไม อาร์เจ สแคริงจ์ CEO ของ Rivian ได้ผลตอบแทนเยอะขนาดนั้น
สาเหตุที่ RJ Scaringe ซีอีโอของ Rivian ได้รับผลตอบแทนมูลค่ามหาศาล (โดยเฉพาะตัวเลข 403 ล้านดอลลาร์ในปี 2025) แม้บริษัทจะมียอดขายไม่ได้หวือหวาเมื่อเทียบกับเจ้าตลาด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่เป็นกลยุทธ์ทางการเงินและจิตวิทยาธุรกิจที่ซับซ้อน ซึ่งสรุปออกมาได้เป็น 4 เหตุผลหลัก ดังนี้ครับ
1. เป็น “สิทธิซื้อหุ้น” ไม่ใช่ “เงินสด” (Stock Options vs. Cash)
รายได้ส่วนใหญ่ของเขา (ประมาณ 93%) มาจาก Stock Options หรือสิทธิในการซื้อหุ้นในอนาคตตามราคาที่กำหนด ณ วันที่ออกสิทธิ
- ในทางบัญชี บริษัทต้องลงบันทึกมูลค่าของสิทธิเหล่านี้เป็น “ค่าใช้จ่าย” ทันที ทำให้ตัวเลขดูสูงลิบลิ่วในรายงานประจำปี
- ในความเป็นจริง RJ ยังไม่ได้เงินก้อนนี้เข้ากระเป๋าตังค์ครับ เขาจะได้รับผลประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อ ราคาหุ้นในอนาคตสูงกว่าราคาที่กำหนดไว้ หากราคาหุ้นดิ่งเหว สิทธิเหล่านี้ก็อาจกลายเป็น “เศษกระดาษ” ที่ไม่มีมูลค่าเลยก็ได้
2. โมเดลการจ่ายตามผลงานระดับ “Extreme” (Performance-Based)
บอร์ดบริหารของ Rivian ใช้โครงสร้างที่เรียกว่า “High-Risk, High-Reward” คล้ายกับที่ Tesla เคยใช้กับ Elon Musk:
- เป้าหมาย 10 ปี เขาจะได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ต่อเมื่อสามารถดันราคาหุ้นให้ไปถึง 140 ดอลลาร์ ภายใน 10 ปี (ปัจจุบันหุ้นวนเวียนอยู่แถว 10-20 ดอลลาร์)
- การเดิมพัน หากเขานำพาบริษัทผ่านวิกฤตและทำให้มูลค่าบริษัท (Market Cap) เติบโตได้จริง เขาถึงจะได้รางวัลชิ้นใหญ่ ซึ่งบอร์ดมองว่านี่คือแรงจูงใจที่ดีที่สุดที่จะทำให้ซีอีโอทำงานถวายหัว
3. “Key Person Risk” และการรักษาตัวผู้ก่อตั้ง
ในโลกของสตาร์ทอัพเทคโนโลยีและ EV ผู้ก่อตั้ง (Founder) เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของแบรนด์:
- บอร์ดต้องการ “มัดตัว” RJ ให้อยู่กับบริษัทในระยะยาว เพราะเขาคือคนที่มีวิสัยทัศน์และกุมความลับทางเทคโนโลยีของ Rivian ทั้งหมดไว้
- การให้หุ้นในสัดส่วนที่สูง เป็นการรับประกันว่าซีอีโอคนนี้จะไม่ทิ้งเรือกลางคัน และมีผลประโยชน์ร่วม (Skin in the game) กับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ อย่างเต็มที่
4. ก้าวข้าม “หุบเขาแห่งความตาย” (The Gross Profit Milestone)
แม้ปี 2025 ยอดขายจะลดลง แต่ Rivian ทำสิ่งที่ยากที่สุดในธุรกิจยานยนต์สำเร็จ คือการทำ “กำไรขั้นต้น (Gross Profit) เป็นครั้งแรก” * นักลงทุนไม่ได้มองแค่จำนวนคันที่ขายได้ แต่มองที่ ประสิทธิภาพในการทำกำไร * เมื่อบริษัทเริ่มเห็นกำไรต่อคัน (แม้จะยังขาดทุนสุทธิ) บอร์ดจึงมองว่านี่คือความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ที่คู่ควรแก่การให้รางวัล เพื่อผลักดันให้บริษัทก้าวสู่ขั้นต่อไปคือการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ด้วยรถรุ่น R2
มุมมองในอีกด้านหนึ่ง (The Controversy)
แน่นอนว่าเรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อนำไปเทียบกับซีอีโอสายดีทรอยต์อย่าง Ford หรือ GM:
-
ความเหลื่อมล้ำ รายได้ของเขาคิดเป็นพันๆ เท่าของพนักงานในโรงงาน
-
ความเสี่ยงของผู้ถือหุ้น ในขณะที่ซีอีโอได้รับ “สิทธิ” ที่อาจมีมูลค่ามหาศาล แต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยกลับเห็นมูลค่าพอร์ตของตัวเองลดลงกว่า 80% นับจากจุดสูงสุด
สรุปสั้นๆ: เงิน 1.3 หมื่นล้านบาทนี้คือ “เช็คเปล่าที่ต้องรอวันขึ้นเงิน” ซึ่งจะได้เงินจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะพา Rivian ไปถึงเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ได้หรือไม่ครับ
ข้อมูลโดย: กองบรรณาธิการ (อ้างอิงจากรายงานประจำปี 2025)
