สรุปผลประกอบการ HONDA ปีงบประมาณ 2026 : ขาดทุน 84,788 ล้านบาท ขายรถได้ 3.38 ล้านคัน
CEO ของ Honda ขอโทษผู้ถือหุ้น หลังขาดทุนเต็มปีครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี เดิมพัน EV สะดุด–การแข่งขันจีนกดดันหนัก

สรุปผลประกอบการ Honda ปีงบประมาณ 2026 เจาะลึกรายได้ ฝ่าวิกฤตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และก้าวต่อไปในอนาคต
บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda Motor Co., Ltd.) ได้ประกาศรายงานผลการดำเนินงานทางการเงินประจำปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 (1 เมษายน 2025 – 31 มีนาคม 2026) ซึ่งถือเป็นปีแห่งความท้าทายและการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดั้งเดิมอย่างรถจักรยานยนต์ยังคงทำสถิติเติบโตอย่างก้าวกระโดด
หมายเหตุ: ตัวเลขทางการเงินทั้งหมดในบทความนี้ ได้รับการแปลงสกุลเงินจากเยนญี่ปุ่น (JPY) เป็นเงินบาทไทย (THB) โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 เยน เท่ากับ 0.20 บาท เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจ
ภาพรวมผลการดำเนินงานทางการเงิน (งบการเงินรวมปี 2026)
แม้จะเผชิญกับปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจโลก แต่ฮอนด้ายังคงรักษาระดับรายได้รวมไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ทว่าผลกระทบจากการลงทุนและปรับโครงสร้างธุรกิจ EV ทำให้บริษัทต้องรายงานตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงานในภาพรวม ดังนี้:
- รายได้จากการขาย (Sales Revenue): 4,359,322 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากยอดขายรถจักรยานยนต์ที่เติบโตอย่างโดดเด่น
- กำไร (ขาดทุน) จากการดำเนินงาน (Operating Profit): ขาดทุน 82,869.2 ล้านบาท พลิกจากที่เคยมีกำไรในปีก่อนหน้า
- กำไร (ขาดทุน) ก่อนหักภาษี (Profit Before Tax): ขาดทุน 80,660 ล้านบาท
- กำไร (ขาดทุน) สำหรับงวดที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่: ขาดทุน 84,788.2 ล้านบาท
- สินทรัพย์รวม (Total Assets) ณ สิ้นสุดงวด: 6,701,857 ล้านบาท
เจาะลึกปัจจัยหลัก: วิกฤตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สวนทางกับยุคทองของรถจักรยานยนต์
หากวิเคราะห์ลึกลงไปในแต่ละกลุ่มธุรกิจ จะพบว่าผลประกอบการของฮอนด้าในปีนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มธุรกิจรถยนต์และรถจักรยานยนต์
ผลกระทบจากการปรับกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานติดลบ มาจากการบันทึกผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นสูงถึง 315,560 ล้านบาท (ประกอบด้วยผลขาดทุนในส่วนของกำไรจากการดำเนินงาน 290,720 ล้านบาท และผลขาดทุนจากส่วนแบ่งกำไรอีก 24,840 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม 2026
ข้อสังเกตสำคัญ: หากไม่นำผลขาดทุนจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ EV มาคำนวณ ฮอนด้าจะมี “กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Operating Profit)” สูงถึง 207,860 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าพื้นฐานธุรกิจและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานดั้งเดิมยังคงมีความแข็งแกร่ง
ธุรกิจรถจักรยานยนต์ ดาวเด่นที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
กลุ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์คือเสาหลักที่ช่วยพยุงสถานการณ์ของบริษัทในปีนี้ โดยสามารถทำยอดขายรวมทั่วโลกได้ถึง 22.1 ล้านคัน (เติบโตขึ้น 7.4%) ส่งผลให้มีรายได้ในกลุ่มนี้ 803,760 ล้านบาท และกวาดกำไรจากการดำเนินงานไปได้ถึง 132,680 ล้านบาท (คิดเป็นอัตรากำไรสูงถึง 18.2%) โดยมีปัจจัยบวกหลักจากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดอินเดียและบราซิล
ธุรกิจรถยนต์ ความท้าทายในตลาดเอเชีย
กลุ่มธุรกิจรถยนต์มียอดขายทั่วโลกลดลง 8.9% อยู่ที่ 3.38 ล้านคัน โดยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแข่งขันด้านราคาและปริมาณการขายที่ชะลอตัวในประเทศจีน (ยอดขายหายไปกว่า 2.53 แสนคัน) รวมถึงปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และภาระภาษีศุลกากร ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจรถยนต์มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 282,220 ล้านบาท (ซึ่งรวมภาระจากการตัดจำหน่ายธุรกิจ EV ไว้ในส่วนนี้ด้วย)
นโยบายการจ่ายเงินปันผล
แม้จะรายงานผลขาดทุนสุทธิ แต่ฮอนด้ายังคงให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ด้วยสถานะกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง บริษัทจึงรักษานโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างมีเสถียรภาพ โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลสำหรับปีงบประมาณ 2026 รวมทั้งปีอยู่ที่ 14 บาทต่อหุ้น (จ่ายระหว่างกาล 7 บาท และสิ้นปี 7 บาท) และคาดการณ์ว่าจะคงอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับเดียวกันนี้ (14 บาทต่อหุ้น) สำหรับปีงบประมาณ 2027 อีกด้วย
Honda ปรับทัพใหญ่! มุ่งเน้น Hybrid เจนใหม่ และเป้าหมายกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในปี 2029
ในการแถลงทิศทางกลยุทธ์ล่าสุดโดย Toshihiro Mibe (Global CEO ของ Honda) ได้มีการเปิดเผยแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก โดยเน้นไปที่การสร้างความแข็งแกร่งให้เทคโนโลยีไฮบริด และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับสูงสุด
1. แผนงานฟื้นฟูและสร้างผลกำไรสูงสุด (Roadmap)
Honda ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างสถิติกำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.4 ล้านล้านเยน ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก:
- การปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure)
- การเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา (Development Efficiency)
- การเสริมทัพผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง
2. ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก: จุดเปลี่ยนสู่ Next-Gen Hybrid
2.1 การจัดสรรทรัพยากรใหม่ (Strategic Reallocation)
Honda ตัดสินใจโยกทรัพยากรจากการพัฒนา EV บางส่วน กลับมาเน้นที่ รถยนต์ไฮบริด ซึ่งยังคงมีความต้องการสูงในตลาดโลก:
- Next-Gen Hybrid System: เตรียมเปิดตัวในปี 2027 พร้อมแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด ตั้งเป้าลดต้นทุนลง 30% และประหยัดน้ำมันขึ้นอีก 10% เมื่อเทียบกับระบบปัจจุบัน
- Product Launch: วางแผนเปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่ 15 รุ่นทั่วโลกภายในปี 2030
- ADAS เจนใหม่: เตรียมติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูงในรถมากกว่า 15 รุ่น เริ่มตั้งแต่ปี 2028
“เรามุ่งเน้นการส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและมีคุณภาพสูงในแบบฉบับของ Honda ซึ่งจะตอบสนองต่อประสาทสัมผัสของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง”
2.2 การเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิต (Manufacturing Excellence)
Honda นำแนวคิด “Triple Half” มาใช้เพื่อปฏิวัติกระบวนการทำงาน:
| หัวข้อ | เป้าหมายการลด (เทียบปี 2025) |
|---|---|
| ต้นทุนการพัฒนา (Development Cost) | ลดลง 50% |
| ระยะเวลาการพัฒนา (Timeframe) | ลดลง 50% |
| ภาระงาน (Workload) | ลดลง 50% |
2.3 การใช้ทรัพยากรภายนอก (Strategic Partnerships)
ฮอนด้าเลือกที่จะไม่ผลิตแบตเตอรี่เองทั้งหมด 100% แต่จะใช้ความร่วมมือกับ L-H Battery (LG Energy Solution) และพันธมิตรท้องถิ่นในจีนและอินเดีย เพื่อความคล่องตัวด้านต้นทุน และประกาศ ระงับโครงการ EV Value Chain ในแคนาดาไว้ชั่วคราว เพื่อประเมินสถานการณ์ตลาดใหม่
3. กลยุทธ์รายภูมิภาคที่น่าจับตามอง
- ญี่ปุ่น: เตรียมเปิดตัว N-BOX EV ในปี 2028 และรุ่นไฮบริดเจนใหม่เริ่มที่ Vezel (HR-V)
- อินเดีย: เปิดตัวรถรุ่นใหม่ขนาดต่ำกว่า 4 เมตร และรถขนาดกลางในปี 2028 โดยใช้ฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งจากฝั่งรถจักรยานยนต์
- จีน: เร่งการแข่งขันด้วยการใช้เทคโนโลยีและชิ้นส่วนมาตรฐานจากพันธมิตรในท้องถิ่น
4. ธุรกิจรถจักรยานยนต์: ขยายฐานการผลิตในอินเดีย
Honda คาดการณ์ตลาดสองล้อโลกจะโตถึง 60 ล้านคันในปี 2030
- เพิ่มกำลังการผลิตในอินเดียจาก 6.25 ล้านคัน เป็น 8 ล้านคันในปี 2028 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการส่งออก (Export Hub) ไปยังอาเซียนและอเมริกาใต้
- ชูเทคโนโลยี Honda E-Clutch เป็นจุดขายสำคัญเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายใหม่
บทสรุป: งบการเงินปี 2026 ของฮอนด้าสะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งการ “ยอมเจ็บเพื่อจบ” ในการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทรนด์แห่งอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เครื่องยนต์หลักอย่างธุรกิจจักรยานยนต์ยังคงทำหน้าที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างยอดเยี่ยม ทิศทางในปี 2027 จึงเป็นปีที่น่าจับตามองว่าฮอนด้าจะสามารถพลิกฟื้นผลกำไรและทวงคืนความยิ่งใหญ่ในตลาดยานยนต์โลกกลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิหรือไม่





