วิกฤตพลังงานคิวบา รัฐมนตรีประกาศ ‘เปิดรับทุกแหล่งเชื้อเพลิง’ หลังน้ำมันหมดประเทศและเผชิญไฟดับรุนแรง
วิกฤตพลังงานคิวบา รัฐมนตรีประกาศ ‘เปิดรับทุกแหล่งเชื้อเพลิง’ หลังน้ำมันหมดประเทศและเผชิญไฟดับรุนแรง
บิเซนเต เดอ ลา โอ เลวี (Vicente de la O Levy) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของคิวบา ออกแถลงการณ์ด่วนเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ “คิวบาไม่มีน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเหลืออยู่ในระบบเลย” ส่งผลให้ประเทศต้องเผชิญกับสภาวะไฟดับหมุนเวียนครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยระบุว่าสถานการณ์โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติเข้าสู่ขั้น “วิกฤต” และไม่มีกำลังสำรองเหลืออยู่อีกต่อไป
ผลกระทบที่รุนแรงในเมืองหลวง
สถานการณ์ไฟดับในกรุงฮาวานาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยในหลายพื้นที่ต้องตกอยู่ในความมืดมนนานถึง 22 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการใช้ชีวิตและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน:
-
การจัดการขยะหยุดชะงัก: การขาดแคลนเชื้อเพลิงทำให้รถเก็บขยะไม่สามารถปฏิบัติงานได้ นำไปสู่ปัญหาขยะสะสม กลิ่นเหม็น และการระบาดของแมลงวันและหนู ซึ่งสร้างความกังวลด้านสุขอนามัยอย่างรุนแรง
-
ระบบการศึกษาและสาธารณสุข: โรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องปิดทำการชั่วคราว ขณะที่ระบบสาธารณสุขและการท่องเที่ยวได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าปัจจุบัน
รัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันโครงข่ายไฟฟ้าของคิวบาพึ่งพาสิ่งต่อไปนี้เพียงอย่างเดียว:
-
น้ำมันดิบที่ผลิตได้เองภายในประเทศ
-
ก๊าซธรรมชาติ
-
พลังงานหมุนเวียน: แม้คิวบาจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปแล้วกว่า 1,300 เมกะวัตต์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ประสิทธิภาพกลับลดลงเนื่องจากความไม่เสถียรของโครงข่ายไฟฟ้าที่ขาดเชื้อเพลิงหลักในการประคองระบบ
Advertisement Advertisement
สาเหตุและแรงกดดันทางการเมือง
วิกฤตครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นผลมาจาก “มาตรการปิดกั้น (Blockade) ของสหรัฐฯ” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น:
-
คำสั่งจากโดนัลด์ ทรัมป์: เมื่อมกราคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร ขู่จะเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศใดก็ตามที่ส่งเชื้อเพลิงให้คิวบา ส่งผลให้คู่ค้ารายใหญ่อย่าง เม็กซิโกและเวเนซุเอลา หยุดส่งน้ำมันให้คิวบาทันที
-
ปัจจัยภายนอก: ราคาเชื้อเพลิงและค่าขนส่งทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ยิ่งทำให้การจัดซื้อน้ำมันยากลำบากขึ้น
-
ความช่วยเหลือชั่วคราว: มีเพียงเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติรัสเซีย Anatoly Kolodkin ลำเดียวเท่านั้นที่เข้าส่งน้ำมันดิบเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากทรัมป์มีท่าทีผ่อนปรนชั่วคราวโดยระบุว่า “ไม่มีปัญหาหากประเทศใด (รวมถึงรัสเซีย) จะส่งน้ำมันให้คิวบาในตอนนี้”
เสียงสะท้อนจากนานาชาติ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาวิจารณ์ว่าการปิดกั้นเชื้อเพลิงของสหรัฐฯ นั้น “ผิดกฎหมาย” เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิในการพัฒนาของชาวคิวบา บ่อนทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานด้านอาหาร การศึกษา สาธารณสุข และการเข้าถึงน้ำสะอาด
รัฐมนตรีพลังงานปิดท้ายด้วยการย้ำว่า “คิวบาเปิดกว้างสำหรับใครก็ตามที่ต้องการขายเชื้อเพลิงให้กับเรา” เพื่อหาทางออกให้ประชากรกว่า 10 ล้านคนรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่กำลังดิ่งลึกอยู่ในขณะนี้

