TOYOTA HILUX ใหม่ เปิดขายญี่ปุ่น 1,155,000 บาท ตัวท๊อป 2.8 4WD : นำเข้าจากไทย

TOYOTA HILUX ใหม่ เปิดขายญี่ปุ่น 1,155,000 บาท ตัวท๊อป 2.8 4WD : นำเข้าจากไทย
Spread the love
Advertisement Advertisement

TOYOTA เปิดตัว HILUX โฉมใหม่ (Full Model Change) ลุยตลาดญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ Hilux รุ่นแรกกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1968 รถรุ่นนี้ได้วางจำหน่ายไปแล้วกว่า 190 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตและการทำงานของผู้คน สำหรับตลาดประเทศญี่ปุ่น Hilux ได้รับความรักและการยอมรับจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน โดยมีจุดแข็งในเรื่อง QDR (Quality – คุณภาพ, Durability – ความทนทาน, Reliability – ความน่าเชื่อถือ) และเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างหลากหลายตั้งแต่ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor) ไปจนถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ และในครั้งนี้พร้อมส่งมอบ Hilux รุ่นใหม่ล่าสุดสู่ลูกค้าชาวญี่ปุ่นในฐานะรถยนต์ที่คู่ควรกับยุคสมัยใหม่

“Hilux” โฉมใหม่ ได้รับการปรับโฉมดีไซน์ภายนอกให้ผสานความทรงพลังและความล้ำสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 1GD ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแรงและความทนทานเป็นเลิศ นอกเหนือจากการยกระดับสมรรถนะการขับขี่แล้ว ยังมีการเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัย ความอุ่นใจ และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Functions) ให้ครบครันยิ่งขึ้น ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงกิจกรรมเอาท์ดอร์เป็นไปอย่างสะดวกสบายและมั่นใจในทุกเส้นทาง

โตโยต้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนา Hilux โดยรักษา DNA ที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมทั้งปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้คน ภายใต้แนวคิด “TO YOU” (มุ่งเป้าไปที่ใจคุณ) เพื่อเกื้อหนุนชีวิตของลูกค้าทั่วโลกต่อไป

ราคาขายปลีกแนะนำจากผู้ผลิต

(ราคาเปิดตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมรีไซเคิล / อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน = 0.21 บาท)

  • รุ่น Z (5 ที่นั่ง)
    เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (1GD-FTV) / เกียร์อัตโนมัติ 6 Super ECT / ขับเคลื่อนสี่ล้อ Part-time 4WD
    ราคา 4,980,800 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,045,968 บาท)
  • รุ่น Z “Adventure” (5 ที่นั่ง) *รุ่นท็อปตกแต่งพิเศษ
    เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (1GD-FTV) / เกียร์อัตโนมัติ 6 Super ECT / ขับเคลื่อนสี่ล้อ Part-time 4WD
    ราคา 5,500,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,155,000 บาท)

รูปลักษณ์อันแข็งแกร่ง ภายใต้แนวคิด “Cyber SUMO”

ตัวรถยังคงรักษาความทรงพลังในฐานะเครื่องมือคู่ใจ และพื้นที่ห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร ทว่าได้รับการพัฒนาให้มีสไตล์ที่เฉียบคมและแน่นทึบ (Solid) ยิ่งขึ้น ภายใต้คีย์เวิร์ดการออกแบบคือ “Cyber SUMO” โดยมีให้เลือก 2 สไตล์ ได้แก่ รุ่นพื้นฐาน “Z” และรุ่น “Z ‘Adventure'” ที่เน้นความมีเอกลักษณ์และความลุยที่เด่นชัดยิ่งขึ้น

  • ดีไซน์ด้านหน้า (Front View): ได้รับแรงบันดาลใจจากจังหวะการหยั่งเชิงก่อนปะทะของนักซูโม่ (Tachiai) ถ่ายทอดออกมาเป็นโป่งซุ้มล้อ (Overfender) กระจังหน้า และกันชนที่ผสานกันจนเกิดโครงสร้างอันมั่นคง แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • รุ่น Z “Adventure”: ยกระดับสไตล์ให้สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้าด้านล่าง (Front Lower Bumper Garnish) ที่เน้นความสมบุกสมบัน และสปอร์ตบาร์ (Sports Bar) ที่ช่วยเพิ่มลุคให้ดูบึกบึน (Massive)
  • ห้องโดยสารภายใน: เลือกใช้แผงคอนโซลหน้าแบบเส้นแนวราบ (Horizontal Layout) เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถกะระยะและรับรู้ระนาบของตัวรถได้ง่ายแม้ในทางทุรกันดาร พร้อมติดตั้งหน้าจอแสดงผลกลางขนาด 12.3 นิ้ว แยกอิสระเพื่อลดการละสายตาขณะขับขี่ นอกจากนี้ คอนโซลกลางขนาดใหญ่และเป็นเส้นตรงยาวสอดรับไปกับห้องโดยสาร ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งดุดัน
  • การจัดวางฟังก์ชัน: กลุ่มสวิตช์ควบคุมที่จำเป็นต่อการขับขี่ถูกรวบรวมไว้ที่ส่วนล่างของคอนโซล โดยแยกโซนกับการควบคุมระบบนำทางและเครื่องปรับอากาศอย่างชัดเจน เพื่อให้มองเห็นง่ายและใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม

มิติตัวถังและการจัดวางพื้นที่ ตอบโจทย์ทุกการพักผ่อน

  • ขนาดตัวรถ: ความยาว 5,325 มม. × ความกว้าง 1,885 มม. × ความสูง 1,865 มม. (ขนาดมาตรฐานรถบรรทุกขนาดเล็กของญี่ปุ่น) พร้อมพื้นที่กระบะท้าย (Deck Space) แยกอิสระจากห้องโดยสาร ออกแบบมาเพื่อให้ขนสัมภาระได้จำนวนมาก ตอบโจทย์จินตนาการในการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุด
  • พื้นที่กระบะท้าย: รองรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างเต็มพิกัดสูงสุดถึง 500 กิโลกรัม พร้อมพื้นกระบะที่ราบเรียบเสมอกัน
  • การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น: ความสูงของฝาท้ายกระบะเมื่อเปิดออกอยู่ที่ 845 มม. พร้อมติดตั้งบันไดข้างกระบะ (Deck Step) บริเวณมุมท้ายรถทั้งซ้ายและขวา ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเหยียบก้าวขึ้นไปหยิบหรือจัดเรียงสิ่งของที่อยู่ลึกเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

สมรรถนะการขับขี่ที่สะดวกสบายในทุกสภาพถนน

การผสานโครงสร้างตัวถังแบบขั้นบันได (Ladder Frame) อันเป็นตำนาน เข้ากับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-time 4WD ที่เชื่อถือได้ พร้อมติดตั้งระบบ Multi-Terrain Select (MTS) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยควบคุมแรงขับเคลื่อนและแรงดันน้ำมันเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อให้ผ่านอุปสรรคได้อย่างทรงพลัง นอกเหนือจากนี้ยังได้รับการปรับปรุงในส่วนสำคัญดังนี้:

  • โครงสร้างแชสซีส์ (Platform): ใช้โครงสร้างตัวถังแบบขั้นบันได (Ladder Frame) ที่ผ่านการขัดเกลามาจากซีรีส์ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) โดยมีการเพิ่มความหนาของเหล็กบริเวณคานข้างแชสซีส์ ทำให้ได้ความแข็งแกร่งที่สมดุลที่สุดต่อการบิดและการงอตัว
  • การประกอบตัวถัง: เพิ่มจุดเชื่อมสปอต (Spot Welding) บริเวณแผงพื้นรถอีก 36 จุด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของพื้น ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและความถี่เสียงก้องในห้องโดยสาร
  • ขุมพลังเครื่องยนต์: เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลไดเรคอินเจคชัน ขนาด 2.8 ลิตร (รหัส 1GD-FTV) ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (6 Super ECT) ให้ทั้งความประหยัดน้ำมัน สมรรถนะการเร่งแซงที่ทรงพลังตั้งแต่เริ่มออกตัว และเงียบเชียบดีเยี่ยม
  • ระบบช่วงล่าง: ปรับค่าความแข็งของสปริง (Spring Rate) ให้สอดรับกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง รวมถึงปรับปรุงค่าความหนืดของโช้คอัพใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ล้อเกาะแน่นไปกับพื้นผิวถนน มอบความนุ่มนวลไม่ว่าจะเดินทางบนถนนเรียบหรือทางลุย
  • ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering): มอบความรู้สึกในการควบคุมที่เฉียบคมและแม่นยำ ช่วยผ่อนแรงควบคุมได้ดีในความเร็วต่ำ อีกทั้งยังช่วยลดอาการสะท้อนกลับ (Kickback) หรืออาการพวงมาลัยสะบัดเมื่อวิ่งผ่านทางขรุขระ
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB): ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Radar Cruise Control) สามารถทำงานได้จนถึงจุดหยุดนิ่ง พร้อมฟังก์ชันหยุดรถนิ่งอยู่กับที่ (Stop & Hold) ช่วยลดความเมื่อยล้าและรองรับการขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายยามรถติดในการเดินทางไกล

ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ

โตโยต้าจัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบเชื่อมต่ออันล้ำสมัยเพื่อสนับสนุนผู้ขับขี่ในทุกมิติ:

  • ฟังก์ชันความปลอดภัยที่เพิ่มเข้ามา:
    • ระบบ Proactive Driving Assist (PDA) ช่วยสนับสนุนการบังคับเลี้ยวและการใช้เบรกของผู้ขับขี่บนถนนทั่วไป
    • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision Safety – PCS) เพิ่มฟังก์ชันตรวจจับยานพาหนะที่วิ่งสวนทางมาขณะกำลังเลี้ยวขวาที่ทางแยก รวมถึงตรวจจับคนเดินถนนที่กำลังข้ามถนนจากทิศทางตรงข้ามขณะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
  • ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Features): ตัวรถจะเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลกลางตลอดเวลาผ่านระบบ DCM (Data Communication Module) รองรับหน้าจอเครื่องเสียงความละเอียดสูง HD ขนาด 12.3 นิ้ว (รองรับระบบนำทาง Connected Navigation Plus) สามารถอัปเดตแผนที่และข้อมูลจราจรล่าสุดได้ทันที นอกจากนี้ยังมีระบบ HELPNET ที่จะต่อสายตรงไปยังเจ้าหน้าที่โอเปอเรเตอร์โดยอัตโนมัติหากถุงลมนิรภัยทำงาน
  • การอัปเดตซอฟต์แวร์: สามารถอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA (Over-the-Air) โดยใช้ระบบ DCM เพื่อพัฒนาฟังก์ชันความปลอดภัยและระบบการทำงานของตัวรถให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ข้อมูลการจำหน่ายและอุปกรณ์ตกแต่ง

โตโยต้าตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นไว้ที่ 690 คัน ต่อเดือน

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งแท้จากโชว์รูมที่เน้นการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยบริเวณกระบะท้ายเพื่อตอบโจทย์กิจกรรมไลฟ์สไตล์ ภายใต้แพ็คเกจ “Adventure Starter Set” ซึ่งประกอบไปด้วย:

Advertisement Advertisement
  1. Bedliner (Over-rail): พื้นปูกระบะไลน์เนอร์แบบคลุมขอบกระบะ
  2. Tailgate Lift Assist: โช้คอัพช่วยผ่อนแรงเปิด-ปิดฝาท้ายกระบะ
  3. Tailgate Emblem (Silver): โลโก้เพลทท้ายกระบะสีเงิน

มิติตัวถัง และน้ำหนัก (Dimensions & Weight)

  • ความยาวรวม: 5,325 มม.
  • ความกว้างรวม: 1,885 มม.
  • ความสูงรวม: 1,865 มม.
  • ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 3,085 มม.
  • ความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance): 225 มม.
  • รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด: 6.4 เมตร
  • ขนาดพื้นที่กระบะท้าย (ยาว × กว้าง × สูง): 1,571 × 1,646 × 485 มม.
  • ความสูงฝาท้ายกระบะเมื่อเปิดออก: 845 มม. (วัดจากพื้นถึงพื้นผิวฝาท้าย)
  • น้ำหนักตัวรถเปล่า (Curb Weight): อยู่ระหว่าง 2,075 – 2,110 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)
  • พิกัดน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Payload): 500 กิโลกรัม (ปรับเซ็ตมาเพื่อความนุ่มนวลและให้สอดคล้องกับข้อกำหนดรถบรรทุกเล็กหมวด 1 ของญี่ปุ่น)
  • ความจุถังน้ำมัน: 80 ลิตร

 ขุมพลังเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง (Engine & Drivetrain)

  • รหัสเครื่องยนต์: 1GD-FTV Diesel VN Turbo Intercooler 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ขนาด 2.8 ลิตร (2,755 ซีซี)
  • ระบบจ่ายน้ำมัน: Direct Injection Commonrail
  • กำลังสูงสุด: 204 แรงม้า (PS) ที่ 3,400 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด: 500 นิวตันเมตร ที่ช่วง 1,600 – 2,800 รอบ/นาที
  • ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (6 Super ECT) ไม่มีรุ่นเกียร์ธรรมดาจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
  • ระบบขับเคลื่อน: สี่ล้อแบบ Part-time 4WD (ควบคุมการทำงานด้วยสวิตช์หมุนไฟฟ้า เลือกโหมด H2 / H4 / L4)
  • ระบบช่วยขับขี่ในทางลุย

    • ระบบล็อกเฟืองท้ายท้าย (Rear Differential Lock) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
    • ระบบควบคุมการยึดเกาะอัจฉริยะ Multi-Terrain Select (MTS)
    • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Downhill Assist Control)

แชสซีส์ และระบบช่วงล่าง (Chassis, Suspension & Brakes)

  • โครงสร้างแชสซีส์: แพลตฟอร์มขั้นบันได (Ladder Frame) พัฒนาต่อยอดจากซีรีส์ IMV เพิ่มความหนาของแผ่นเหล็กบริเวณคานข้างแชสซีส์ และเพิ่มจุดเชื่อมสปอต (Spot Welding) ที่แผงพื้นห้องโดยสารอีก 36 จุด เพื่อลดอาการสั่นสะท้านและเสียงรบกวน (NVH)
  • ระบบบังคับเลี้ยว: พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering – EPS) พร้อมระบบลดอาการสะท้อนกลับ (Anti-Kickback) ช่วยลดแรงกระชากที่พวงมาลัยเมื่อวิ่งผ่านทางขรุขระ
  • ระบบกันสะเทือนด้านหน้า: ปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยルスปริงและเหล็กกันโคลง (ได้รับการปรับปรุงค่าสปริงและโช้คอัพใหม่ทั้งหมด)
  • ระบบกันสะเทือนด้านหลัง: แหนบซ้อน (Leaf Spring Rigid Axle) ดีไซน์ลดแรงกระแทก เน้นการนั่งโดยสารที่นุ่มนวลและทรงตัวได้ดีบนถนนออนโรด
  • ระบบเบรกด้านหน้า: ดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน พร้อมคาลิปเปอร์แบบยึดอยู่กับที่ 4 พ็อต (4-cylinder fixed caliper)
  • ระบบเบรกด้านหลัง: ดรัมเบรก (Leading-trailing drum brake)
  • ขนาดยางและล้อ: 265/60 R18 พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์เฉพาะรุ่น (สำหรับรุ่น Adventure จะได้ล้อทำสีดำด้าน/ปัดเงาสูตรเฉพาะ)

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก และภายใน (Exterior & Interior Features)

ดีไซน์ภายนอก (Exterior)

  • ไฟหน้า Bi-Beam LED รูปทรงแบนราบล้ำสมัย พร้อมระบบเปิด-ปิดและปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED และไฟตัดหมอกหน้า LED
  • ไฟท้ายดีไซน์ 3D LED ลวดลายใหม่สอดรับกับฝาท้ายกระบะ
  • ชุดตกแต่งพิเศษเฉพาะรุ่น Z “Adventure”: กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ “Cyber Sumo”, ชุดตกแต่งกันชนหน้าด้านล่าง (Front Lower Bumper Garnish), โป่งซุ้มล้อขนาดใหญ่ (Overfender), สปอร์ตบาร์ท้ายกระบะ (Sports Bar) และฝาครอบกระจกมองข้างทำสีดำพรีเมียม
  • บันไดข้างกระบะท้าย (Deck Step): ติดตั้งฝังอยู่ที่มุมซ้ายและขวาของกันชนท้ายเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยให้ก้าวขึ้นไปหยิบของด้านข้างกระบะได้ง่ายขึ้น

ห้องโดยสารภายในและความสะดวกสบาย (Interior & Convenience)

  • ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีเข้มพรีเมียม (รุ่น Adventure ใช้ภายในสี Mineral ดำแกรไฟต์สลับแถบเมทัลลิก)
  • แผงคอนโซลหน้าดีไซน์แนวราบ (Horizontal Layout) บุด้วยวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) พร้อมติดตั้งไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Light)
  • พวงมาลัยหุ้มหนังปรับระดับได้ 4 ทิศทาง (สูง-ต่ำ-ใกล้-ไกล) พร้อมสวิตช์ควบคุมมัลติฟังก์ชัน
  • เบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake – EPB) พร้อมระบบ Auto Brake Hold
  • มาตรวัดผู้ขับขี่: หน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว แสดงผลข้อมูลการขับขี่และระบบความปลอดภัยเต็มรูปแบบ
  • หน้าจอเครื่องเสียงกลาง: หน้าจอระบบสัมผัสความละเอียดสูง HD ขนาด 12.3 นิ้ว แบบตั้งลอยแยกอิสระ (Freestanding)
  • ระบบเครื่องเสียงรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Apple CarPlay และ Android Auto
  • ระบบนำทางอัจฉริยะ (Connected Navigation Plus) แสดงผลแผนที่แบบ 3D พร้อมข้อมูลการจราจรแบบ Real-time
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมช่องกระจายความเย็นสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ (Safety & Connectivity)

แพ็คเกจระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense (เจเนอเรชันล่าสุด)

  • ระบบป้องกันการชนล่วงหน้า (Pre-Collision Safety – PCS) เพิ่มระบบตรวจจับรถที่สวนทางมาและคนเดินถนนขณะเลี้ยวตามทางแยก
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Departure Alert & Lane Trace Assist)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันแบบแปรผันทุกความเร็ว (All-Speed Dynamic Radar Cruise Control) มาพร้อม ฟังก์ชันหยุดรถนิ่งอยู่กับที่ (Stop & Hold) โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับเบรกมือไฟฟ้า
  • ระบบอัจฉริยะช่วยสนับสนุนการขับขี่ทั่วไป (Proactive Driving Assist – PDA) ช่วยหน่วงความเร็วหรือช่วยแต่งพวงมาลัยให้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบโค้งหรืออุปสรรคข้างหน้า
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam)
  • หน้าจอแสดงภาพรอบทิศทางรวมถึงใต้ท้องรถ (Multi-Terrain Monitor – MTM) ช่วยในการกะระยะและเคลียร์อุปสรรคขณะขับขี่ออฟโรด

ระบบการเชื่อมต่อ (Connected)

  • ติดตั้งโมดูลสื่อสารในตัวรถ DCM (Data Communication Module) เพื่อเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลกลางของโตโยต้าตลอดเวลา
  • รองรับการอัปเดตฟังก์ชันและระบบการทำงานของรถยนต์ผ่านดาวเทียมแบบ OTA (Over-the-Air Update)
  • ระบบ HELPNET ต่อสายตรงเพื่อติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินและโอเปอเรเตอร์โดยอัตโนมัติทันทีเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน พร้อมระบุพิกัดตำแหน่งของรถได้อย่างแม่นยำเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้