TOYOTA HILUX ใหม่ เปิดขายญี่ปุ่น 1,155,000 บาท ตัวท๊อป 2.8 4WD : นำเข้าจากไทย

TOYOTA HILUX ใหม่ เปิดขายญี่ปุ่น 1,155,000 บาท ตัวท๊อป 2.8 4WD : นำเข้าจากไทย
Spread the love
Advertisement Advertisement

TOYOTA เปิดตัว HILUX โฉมใหม่ (Full Model Change) ลุยตลาดญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ Hilux รุ่นแรกกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1968 รถรุ่นนี้ได้วางจำหน่ายไปแล้วกว่า 190 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตและการทำงานของผู้คน สำหรับตลาดประเทศญี่ปุ่น Hilux ได้รับความรักและการยอมรับจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน โดยมีจุดแข็งในเรื่อง QDR (Quality – คุณภาพ, Durability – ความทนทาน, Reliability – ความน่าเชื่อถือ) และเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างหลากหลายตั้งแต่ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor) ไปจนถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ และในครั้งนี้พร้อมส่งมอบ Hilux รุ่นใหม่ล่าสุดสู่ลูกค้าชาวญี่ปุ่นในฐานะรถยนต์ที่คู่ควรกับยุคสมัยใหม่

“Hilux” โฉมใหม่ ได้รับการปรับโฉมดีไซน์ภายนอกให้ผสานความทรงพลังและความล้ำสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 1GD ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแรงและความทนทานเป็นเลิศ นอกเหนือจากการยกระดับสมรรถนะการขับขี่แล้ว ยังมีการเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัย ความอุ่นใจ และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Functions) ให้ครบครันยิ่งขึ้น ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงกิจกรรมเอาท์ดอร์เป็นไปอย่างสะดวกสบายและมั่นใจในทุกเส้นทาง

โตโยต้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนา Hilux โดยรักษา DNA ที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมทั้งปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้คน ภายใต้แนวคิด “TO YOU” (มุ่งเป้าไปที่ใจคุณ) เพื่อเกื้อหนุนชีวิตของลูกค้าทั่วโลกต่อไป

ราคาขายปลีกแนะนำจากผู้ผลิต

(ราคาเปิดตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมรีไซเคิล / อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน = 0.21 บาท)

  • รุ่น Z (5 ที่นั่ง)
    เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (1GD-FTV) / เกียร์อัตโนมัติ 6 Super ECT / ขับเคลื่อนสี่ล้อ Part-time 4WD
    ราคา 4,980,800 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,045,968 บาท)
  • รุ่น Z “Adventure” (5 ที่นั่ง) *รุ่นท็อปตกแต่งพิเศษ
    เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (1GD-FTV) / เกียร์อัตโนมัติ 6 Super ECT / ขับเคลื่อนสี่ล้อ Part-time 4WD
    ราคา 5,500,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,155,000 บาท)

รูปลักษณ์อันแข็งแกร่ง ภายใต้แนวคิด “Cyber SUMO”

ตัวรถยังคงรักษาความทรงพลังในฐานะเครื่องมือคู่ใจ และพื้นที่ห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร ทว่าได้รับการพัฒนาให้มีสไตล์ที่เฉียบคมและแน่นทึบ (Solid) ยิ่งขึ้น ภายใต้คีย์เวิร์ดการออกแบบคือ “Cyber SUMO” โดยมีให้เลือก 2 สไตล์ ได้แก่ รุ่นพื้นฐาน “Z” และรุ่น “Z ‘Adventure'” ที่เน้นความมีเอกลักษณ์และความลุยที่เด่นชัดยิ่งขึ้น

  • ดีไซน์ด้านหน้า (Front View): ได้รับแรงบันดาลใจจากจังหวะการหยั่งเชิงก่อนปะทะของนักซูโม่ (Tachiai) ถ่ายทอดออกมาเป็นโป่งซุ้มล้อ (Overfender) กระจังหน้า และกันชนที่ผสานกันจนเกิดโครงสร้างอันมั่นคง แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • รุ่น Z “Adventure”: ยกระดับสไตล์ให้สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้าด้านล่าง (Front Lower Bumper Garnish) ที่เน้นความสมบุกสมบัน และสปอร์ตบาร์ (Sports Bar) ที่ช่วยเพิ่มลุคให้ดูบึกบึน (Massive)
  • ห้องโดยสารภายใน: เลือกใช้แผงคอนโซลหน้าแบบเส้นแนวราบ (Horizontal Layout) เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถกะระยะและรับรู้ระนาบของตัวรถได้ง่ายแม้ในทางทุรกันดาร พร้อมติดตั้งหน้าจอแสดงผลกลางขนาด 12.3 นิ้ว แยกอิสระเพื่อลดการละสายตาขณะขับขี่ นอกจากนี้ คอนโซลกลางขนาดใหญ่และเป็นเส้นตรงยาวสอดรับไปกับห้องโดยสาร ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งดุดัน
  • การจัดวางฟังก์ชัน: กลุ่มสวิตช์ควบคุมที่จำเป็นต่อการขับขี่ถูกรวบรวมไว้ที่ส่วนล่างของคอนโซล โดยแยกโซนกับการควบคุมระบบนำทางและเครื่องปรับอากาศอย่างชัดเจน เพื่อให้มองเห็นง่ายและใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม

มิติตัวถังและการจัดวางพื้นที่ ตอบโจทย์ทุกการพักผ่อน

  • ขนาดตัวรถ: ความยาว 5,325 มม. × ความกว้าง 1,885 มม. × ความสูง 1,865 มม. (ขนาดมาตรฐานรถบรรทุกขนาดเล็กของญี่ปุ่น) พร้อมพื้นที่กระบะท้าย (Deck Space) แยกอิสระจากห้องโดยสาร ออกแบบมาเพื่อให้ขนสัมภาระได้จำนวนมาก ตอบโจทย์จินตนาการในการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุด
  • พื้นที่กระบะท้าย: รองรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างเต็มพิกัดสูงสุดถึง 500 กิโลกรัม พร้อมพื้นกระบะที่ราบเรียบเสมอกัน
  • การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น: ความสูงของฝาท้ายกระบะเมื่อเปิดออกอยู่ที่ 845 มม. พร้อมติดตั้งบันไดข้างกระบะ (Deck Step) บริเวณมุมท้ายรถทั้งซ้ายและขวา ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเหยียบก้าวขึ้นไปหยิบหรือจัดเรียงสิ่งของที่อยู่ลึกเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

สมรรถนะการขับขี่ที่สะดวกสบายในทุกสภาพถนน

การผสานโครงสร้างตัวถังแบบขั้นบันได (Ladder Frame) อันเป็นตำนาน เข้ากับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part-time 4WD ที่เชื่อถือได้ พร้อมติดตั้งระบบ Multi-Terrain Select (MTS) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยควบคุมแรงขับเคลื่อนและแรงดันน้ำมันเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อให้ผ่านอุปสรรคได้อย่างทรงพลัง นอกเหนือจากนี้ยังได้รับการปรับปรุงในส่วนสำคัญดังนี้:

  • โครงสร้างแชสซีส์ (Platform): ใช้โครงสร้างตัวถังแบบขั้นบันได (Ladder Frame) ที่ผ่านการขัดเกลามาจากซีรีส์ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) โดยมีการเพิ่มความหนาของเหล็กบริเวณคานข้างแชสซีส์ ทำให้ได้ความแข็งแกร่งที่สมดุลที่สุดต่อการบิดและการงอตัว
  • การประกอบตัวถัง: เพิ่มจุดเชื่อมสปอต (Spot Welding) บริเวณแผงพื้นรถอีก 36 จุด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของพื้น ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและความถี่เสียงก้องในห้องโดยสาร
  • ขุมพลังเครื่องยนต์: เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลไดเรคอินเจคชัน ขนาด 2.8 ลิตร (รหัส 1GD-FTV) ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (6 Super ECT) ให้ทั้งความประหยัดน้ำมัน สมรรถนะการเร่งแซงที่ทรงพลังตั้งแต่เริ่มออกตัว และเงียบเชียบดีเยี่ยม
  • ระบบช่วงล่าง: ปรับค่าความแข็งของสปริง (Spring Rate) ให้สอดรับกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง รวมถึงปรับปรุงค่าความหนืดของโช้คอัพใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ล้อเกาะแน่นไปกับพื้นผิวถนน มอบความนุ่มนวลไม่ว่าจะเดินทางบนถนนเรียบหรือทางลุย
  • ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering): มอบความรู้สึกในการควบคุมที่เฉียบคมและแม่นยำ ช่วยผ่อนแรงควบคุมได้ดีในความเร็วต่ำ อีกทั้งยังช่วยลดอาการสะท้อนกลับ (Kickback) หรืออาการพวงมาลัยสะบัดเมื่อวิ่งผ่านทางขรุขระ
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB): ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Radar Cruise Control) สามารถทำงานได้จนถึงจุดหยุดนิ่ง พร้อมฟังก์ชันหยุดรถนิ่งอยู่กับที่ (Stop & Hold) ช่วยลดความเมื่อยล้าและรองรับการขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายยามรถติดในการเดินทางไกล

ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense และการเชื่อมต่ออัจฉริยะ

โตโยต้าจัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบเชื่อมต่ออันล้ำสมัยเพื่อสนับสนุนผู้ขับขี่ในทุกมิติ:

  • ฟังก์ชันความปลอดภัยที่เพิ่มเข้ามา:
    • ระบบ Proactive Driving Assist (PDA) ช่วยสนับสนุนการบังคับเลี้ยวและการใช้เบรกของผู้ขับขี่บนถนนทั่วไป
    • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision Safety – PCS) เพิ่มฟังก์ชันตรวจจับยานพาหนะที่วิ่งสวนทางมาขณะกำลังเลี้ยวขวาที่ทางแยก รวมถึงตรวจจับคนเดินถนนที่กำลังข้ามถนนจากทิศทางตรงข้ามขณะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
  • ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Features): ตัวรถจะเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลกลางตลอดเวลาผ่านระบบ DCM (Data Communication Module) รองรับหน้าจอเครื่องเสียงความละเอียดสูง HD ขนาด 12.3 นิ้ว (รองรับระบบนำทาง Connected Navigation Plus) สามารถอัปเดตแผนที่และข้อมูลจราจรล่าสุดได้ทันที นอกจากนี้ยังมีระบบ HELPNET ที่จะต่อสายตรงไปยังเจ้าหน้าที่โอเปอเรเตอร์โดยอัตโนมัติหากถุงลมนิรภัยทำงาน
  • การอัปเดตซอฟต์แวร์: สามารถอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA (Over-the-Air) โดยใช้ระบบ DCM เพื่อพัฒนาฟังก์ชันความปลอดภัยและระบบการทำงานของตัวรถให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ข้อมูลการจำหน่ายและอุปกรณ์ตกแต่ง

โตโยต้าตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นไว้ที่ 690 คัน ต่อเดือน

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งแท้จากโชว์รูมที่เน้นการเพิ่มประโยชน์ใช้สอยบริเวณกระบะท้ายเพื่อตอบโจทย์กิจกรรมไลฟ์สไตล์ ภายใต้แพ็คเกจ “Adventure Starter Set” ซึ่งประกอบไปด้วย:

  1. Bedliner (Over-rail): พื้นปูกระบะไลน์เนอร์แบบคลุมขอบกระบะ
  2. Tailgate Lift Assist: โช้คอัพช่วยผ่อนแรงเปิด-ปิดฝาท้ายกระบะ
  3. Tailgate Emblem (Silver): โลโก้เพลทท้ายกระบะสีเงิน

มิติตัวถัง และน้ำหนัก (Dimensions & Weight)

  • ความยาวรวม: 5,325 มม.
  • ความกว้างรวม: 1,885 มม.
  • ความสูงรวม: 1,865 มม.
  • ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 3,085 มม.
  • ความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance): 225 มม.
  • รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด: 6.4 เมตร
  • ขนาดพื้นที่กระบะท้าย (ยาว × กว้าง × สูง): 1,571 × 1,646 × 485 มม.
  • ความสูงฝาท้ายกระบะเมื่อเปิดออก: 845 มม. (วัดจากพื้นถึงพื้นผิวฝาท้าย)
  • น้ำหนักตัวรถเปล่า (Curb Weight): อยู่ระหว่าง 2,075 – 2,110 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)
  • พิกัดน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Payload): 500 กิโลกรัม (ปรับเซ็ตมาเพื่อความนุ่มนวลและให้สอดคล้องกับข้อกำหนดรถบรรทุกเล็กหมวด 1 ของญี่ปุ่น)
  • ความจุถังน้ำมัน: 80 ลิตร

 ขุมพลังเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง (Engine & Drivetrain)

  • รหัสเครื่องยนต์: 1GD-FTV Diesel VN Turbo Intercooler 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ขนาด 2.8 ลิตร (2,755 ซีซี)
  • ระบบจ่ายน้ำมัน: Direct Injection Commonrail
  • กำลังสูงสุด: 204 แรงม้า (PS) ที่ 3,400 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด: 500 นิวตันเมตร ที่ช่วง 1,600 – 2,800 รอบ/นาที
  • ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (6 Super ECT) ไม่มีรุ่นเกียร์ธรรมดาจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
  • ระบบขับเคลื่อน: สี่ล้อแบบ Part-time 4WD (ควบคุมการทำงานด้วยสวิตช์หมุนไฟฟ้า เลือกโหมด H2 / H4 / L4)
  • ระบบช่วยขับขี่ในทางลุย

    Advertisement Advertisement
    • ระบบล็อกเฟืองท้ายท้าย (Rear Differential Lock) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
    • ระบบควบคุมการยึดเกาะอัจฉริยะ Multi-Terrain Select (MTS)
    • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Downhill Assist Control)

แชสซีส์ และระบบช่วงล่าง (Chassis, Suspension & Brakes)

  • โครงสร้างแชสซีส์: แพลตฟอร์มขั้นบันได (Ladder Frame) พัฒนาต่อยอดจากซีรีส์ IMV เพิ่มความหนาของแผ่นเหล็กบริเวณคานข้างแชสซีส์ และเพิ่มจุดเชื่อมสปอต (Spot Welding) ที่แผงพื้นห้องโดยสารอีก 36 จุด เพื่อลดอาการสั่นสะท้านและเสียงรบกวน (NVH)
  • ระบบบังคับเลี้ยว: พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering – EPS) พร้อมระบบลดอาการสะท้อนกลับ (Anti-Kickback) ช่วยลดแรงกระชากที่พวงมาลัยเมื่อวิ่งผ่านทางขรุขระ
  • ระบบกันสะเทือนด้านหน้า: ปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยルスปริงและเหล็กกันโคลง (ได้รับการปรับปรุงค่าสปริงและโช้คอัพใหม่ทั้งหมด)
  • ระบบกันสะเทือนด้านหลัง: แหนบซ้อน (Leaf Spring Rigid Axle) ดีไซน์ลดแรงกระแทก เน้นการนั่งโดยสารที่นุ่มนวลและทรงตัวได้ดีบนถนนออนโรด
  • ระบบเบรกด้านหน้า: ดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน พร้อมคาลิปเปอร์แบบยึดอยู่กับที่ 4 พ็อต (4-cylinder fixed caliper)
  • ระบบเบรกด้านหลัง: ดรัมเบรก (Leading-trailing drum brake)
  • ขนาดยางและล้อ: 265/60 R18 พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์เฉพาะรุ่น (สำหรับรุ่น Adventure จะได้ล้อทำสีดำด้าน/ปัดเงาสูตรเฉพาะ)

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก และภายใน (Exterior & Interior Features)

ดีไซน์ภายนอก (Exterior)

  • ไฟหน้า Bi-Beam LED รูปทรงแบนราบล้ำสมัย พร้อมระบบเปิด-ปิดและปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED และไฟตัดหมอกหน้า LED
  • ไฟท้ายดีไซน์ 3D LED ลวดลายใหม่สอดรับกับฝาท้ายกระบะ
  • ชุดตกแต่งพิเศษเฉพาะรุ่น Z “Adventure”: กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ “Cyber Sumo”, ชุดตกแต่งกันชนหน้าด้านล่าง (Front Lower Bumper Garnish), โป่งซุ้มล้อขนาดใหญ่ (Overfender), สปอร์ตบาร์ท้ายกระบะ (Sports Bar) และฝาครอบกระจกมองข้างทำสีดำพรีเมียม
  • บันไดข้างกระบะท้าย (Deck Step): ติดตั้งฝังอยู่ที่มุมซ้ายและขวาของกันชนท้ายเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยให้ก้าวขึ้นไปหยิบของด้านข้างกระบะได้ง่ายขึ้น

ห้องโดยสารภายในและความสะดวกสบาย (Interior & Convenience)

  • ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีเข้มพรีเมียม (รุ่น Adventure ใช้ภายในสี Mineral ดำแกรไฟต์สลับแถบเมทัลลิก)
  • แผงคอนโซลหน้าดีไซน์แนวราบ (Horizontal Layout) บุด้วยวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) พร้อมติดตั้งไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Light)
  • พวงมาลัยหุ้มหนังปรับระดับได้ 4 ทิศทาง (สูง-ต่ำ-ใกล้-ไกล) พร้อมสวิตช์ควบคุมมัลติฟังก์ชัน
  • เบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake – EPB) พร้อมระบบ Auto Brake Hold
  • มาตรวัดผู้ขับขี่: หน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว แสดงผลข้อมูลการขับขี่และระบบความปลอดภัยเต็มรูปแบบ
  • หน้าจอเครื่องเสียงกลาง: หน้าจอระบบสัมผัสความละเอียดสูง HD ขนาด 12.3 นิ้ว แบบตั้งลอยแยกอิสระ (Freestanding)
  • ระบบเครื่องเสียงรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Apple CarPlay และ Android Auto
  • ระบบนำทางอัจฉริยะ (Connected Navigation Plus) แสดงผลแผนที่แบบ 3D พร้อมข้อมูลการจราจรแบบ Real-time
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมช่องกระจายความเย็นสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ (Safety & Connectivity)

แพ็คเกจระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense (เจเนอเรชันล่าสุด)

  • ระบบป้องกันการชนล่วงหน้า (Pre-Collision Safety – PCS) เพิ่มระบบตรวจจับรถที่สวนทางมาและคนเดินถนนขณะเลี้ยวตามทางแยก
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Departure Alert & Lane Trace Assist)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันแบบแปรผันทุกความเร็ว (All-Speed Dynamic Radar Cruise Control) มาพร้อม ฟังก์ชันหยุดรถนิ่งอยู่กับที่ (Stop & Hold) โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับเบรกมือไฟฟ้า
  • ระบบอัจฉริยะช่วยสนับสนุนการขับขี่ทั่วไป (Proactive Driving Assist – PDA) ช่วยหน่วงความเร็วหรือช่วยแต่งพวงมาลัยให้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบโค้งหรืออุปสรรคข้างหน้า
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam)
  • หน้าจอแสดงภาพรอบทิศทางรวมถึงใต้ท้องรถ (Multi-Terrain Monitor – MTM) ช่วยในการกะระยะและเคลียร์อุปสรรคขณะขับขี่ออฟโรด

ระบบการเชื่อมต่อ (Connected)

  • ติดตั้งโมดูลสื่อสารในตัวรถ DCM (Data Communication Module) เพื่อเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลกลางของโตโยต้าตลอดเวลา
  • รองรับการอัปเดตฟังก์ชันและระบบการทำงานของรถยนต์ผ่านดาวเทียมแบบ OTA (Over-the-Air Update)
  • ระบบ HELPNET ต่อสายตรงเพื่อติดต่อศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินและโอเปอเรเตอร์โดยอัตโนมัติทันทีเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน พร้อมระบุพิกัดตำแหน่งของรถได้อย่างแม่นยำเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

Toyota เปิดตัวชุดแต่ง MODELLISTA สำหรับ “Hilux” รุ่นใหม่ เติมความหรูหราควบคู่ความลุยในสไตล์ Urban Rugged

โตโยต้า คัสตอมไมซิ่ง แอนด์ ดีเวลลอปเมนต์ (Toyota Customizing & Development) ประกาศเปิดตัวและเริ่มวางจำหน่ายชุดแต่งแต่งรถยนต์ภายใต้แบรนด์ MODELLISTA ต้อนรับการเปิดตัวของรถกระบะ “Hilux” รุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 3,300 เยน ไปจนถึง 294,800 เยน (หรือประมาณ 700 ถึง 63,000 บาท คำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนทั่วไป)

แนวคิดในการออกแบบครั้งนี้คือ “SOPHISTICATED GEAR” (โซฟิสทิเคเต็ด เกียร์) ที่มุ่งเน้นการยกระดับภาพลักษณ์ของ Toyota Hilux ให้ดูหรูหรา โฉบเฉี่ยว ทันสมัยในสไตล์ Urban Rugged แต่ยังคงรักษาความแข็งแกร่ง ดุดัน อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของรถกระบะรุ่นนี้เอาไว้ได้อย่างลงตัว

รายละเอียดชุดแต่งภายนอก (Exterior)

การตกแต่งภายนอกได้รับการออกแบบให้ดูมีพลังและสะดุดตามากยิ่งขึ้น โดยมีไฮไลต์เด่นใน “MODELLISTA Package” และอุปกรณ์ตกแต่งเสริมดังนี้:

  • MODELLISTA Package: ชุดแพ็กเกจรวมที่ประกอบด้วย คิ้วตกแต่งฝากระโปรงหน้า, คิ้วตกแต่งไฟหน้า, ไฟส่องสว่าง Signature Illumination และคิ้วตกแต่งฝาท้าย ซึ่งทั้งหมดมาในโทนสีดำดุดัน พร้อมเคลือบพื้นผิวด้วยสีพ่นกันรอย LINE-X เพื่อความทนทานขั้นสุด

  • ชุดกันกระแทกใต้กันชนหน้าและหลัง (Front & Rear Under Cover): ออกแบบด้วยวัสดุและดีไซน์ที่สอดรับกันอย่างลงตัว ช่วยให้ตัวรถดูเป็นชิ้นเดียวกันและมีมิติมากขึ้น

  • ฝาปิดกระบะท้ายแบบแข็ง (Hard Tonneau Cover): ติดตั้งบริเวณกระบะท้าย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยปรับลุคให้รถดูสปอร์ตและเรียบร้อยขึ้นเท่านั้น แต่ยังมอบประโยชน์ใช้สอยในการปกป้องสัมภาระได้อย่างดีเยี่ยม

  • ชุดล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว: มาพร้อมกับน็อตล็อกล้อป้องกันการโจรกรรม (Security Lock Nuts)

รายละเอียดชุดแต่งภายในและความสะดวกสบาย (Interior & Convenience)

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว MODELLISTA ยังใส่ใจในรายละเอียดเพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร:

  • ไฟ LED スマートフットライト (LED Smart Footlight): ไฟส่องสว่างบริเวณเท้าที่จะทำงานสัมพันธ์กับการเปิด-ปิดประตูรถ เพื่อความปลอดภัยในการก้าวขึ้น-ลง

  • แผ่นฟิล์มกรองแสงป้องกันรังสี IR (อินฟราเรด) และม่านบังแดด (Sunshade): ช่วยปกป้องผู้โดยสารและลดความร้อนสะสมภายในห้องโดยสารจากแสงแดดที่แผดเผา

  • スマートクッショントート (Smart Cushion Tote): เบาะรองนั่งเอนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นกระเป๋าโท้ท (Tote Bag) สำหรับใส่สัมภาระได้

สรุปรายการอุปกรณ์ตกแต่งในแต่ละหมวดหมู่

1. MODELLISTA Package (ชุดแพ็กเกจรวม)

  • คิ้วตกแต่งฝากระโปรงหน้า (Hood Garnish)

  • คิ้วตกแต่งไฟหน้า (Headlamp Garnish)

  • ไฟส่องสว่างดีไซน์พิเศษ (Signature Illumination)

  • คิ้วตกแต่งฝาท้ายกระบะ (Tailgate Garnish)

2. MODELLISTA PARTS (อุปกรณ์แยกชิ้น)

  • แผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้า (Front Under Cover)

  • แผ่นกันกระแทกใต้กันชนหลัง (Rear Under Cover)

  • ชุดล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว (พร้อมน็อตล็อกล้อกันขโมย)

  • ฝาปิดกระบะท้ายแบบแข็ง (Hard Tonneau Cover)

  • ไฟ LED ส่องสว่างใต้รถอัจฉริยะ (LED Smart Footlight)

  • แผ่นรองกันรอยเบ้ามือจับประตู (มีให้เลือก 3 สี: สีขาว / สีเงิน / สีดำ)

  • ม่านบังแดดหน้ารถ (Sunshade)

  • ฟิล์มกรองแสงป้องกันรังสี IR (IR Cut Film)

  • กระเป๋าโท้ทเบาะรองนั่งอัจฉริยะ (Smart Cushion Tote)

หมายเหตุ: ชุดแต่งนี้เปิดตัวและวางจำหน่ายโดย Toyota ประเทศญี่ปุ่น

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้