Morris JE EV 83kWh 482 กม./ชาร์จ DC 100kW ย้อนรอยตำนานจากอดีตสู่การฟื้นคืนชีพโดยทุนจีน ก่อนเปิดตัวในอังกฤษปี 2028

Morris JE EV 83kWh 482 กม./ชาร์จ DC 100kW ย้อนรอยตำนานจากอดีตสู่การฟื้นคืนชีพโดยทุนจีน ก่อนเปิดตัวในอังกฤษปี 2028
Spread the love
Advertisement Advertisement

หลังจากที่ต้องเผชิญกับมรสุมทางการเงินและความเงียบงันในอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่า 3 ปี ล่าสุด Morris Commercial แบรนด์รถยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ได้ประกาศฟื้นคืนชีพอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า โครงการพัฒนารถตู้ไฟฟ้ารุ่นเรือธงอย่าง Morris JE ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ยังคงเดินหน้าต่อไปและกำลังเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ (Mass Production) โดยการกลับมาในครั้งนี้ค่ายรถได้ทำการปรับปรุงระบบขับเคลื่อนทางเทคนิคยกแผง พร้อมปรับราคาจำหน่ายเริ่มต้นขึ้นเป็น 69,000 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือ 3.0 ล้านบาท

ย้อนรอยตำนานจากอดีตสู่การฟื้นคืนชีพโดยทุนจีน

หากย้อนกลับไปในอดีต บริษัทดั้งเดิมอย่าง Morris Commercial Cars ถือกำเนิดขึ้นและโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 จนถึง ค.ศ. 1975 โดยโมเดลที่ประสบความสำเร็จสูงสุดและกลายเป็นภาพจำระดับตำนานคือรถตู้ขนส่งขนาดเล็กโมเดล Morris J-type ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-WWII)

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2017 เมื่อ ดร. คิว ลี (Dr. Qu Li) นักธุรกิจหญิงและผู้นำทางธุรกิจเชื้อสายจีนที่มีความเชี่ยวชาญสูง ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการและจัดตั้งบริษัท Morris Commercial ขึ้นมาใหม่ในประเทศอังกฤษ โดยมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการผสมผสานเสน่ห์ความคลาสสิกในอดีตเข้ากับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคต รถตู้ไฟฟ้า 100% ภายใต้รหัสโครงการ Morris JE จึงได้เผยโฉมดีไซน์ต้นแบบเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 โดยในขณะนั้นบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มไลน์การผลิตและส่งมอบอย่างรวดเร็วภายในปี 2021

ฝ่าวิกฤตซัพพลายเชนและมรสุมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าชะลอตัว

ทว่าเส้นทางของสตาร์ทอัพรายนี้ไม่ได้ราบรื่น ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2023 มีการเปิดเผยว่าโครงการพัฒนาเกิดความล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมอย่างมาก เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนสภาพคล่องทางการเงินและเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลให้กำหนดการเดินสายพานผลิตต้องเลื่อนออกไปเป็นปี 2024 และหลังจากนั้น ข่าวคราวของ Morris Commercial ก็ได้เงียบหายไปอย่างสิ้นเชิง

ทำให้นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างคาดการณ์ว่า สตาร์ทอัพรายนี้อาจจะปิดตัวลงอย่างเงียบๆ ไปแล้ว เช่นเดียวกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอังกฤษอีกหลายรายที่ต้องล้มละลายไปในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากนับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะการชะลอตัวของอุปสงค์อย่างรุนแรง (Global EV Slowdown) ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้การระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ดร. คิว ลี สามารถบริหารจัดการและจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่เข้ามาหล่อเลี้ยงบริษัทได้สำเร็จ จนเป็นที่มาของการร่อนจดหมายข่าวอัปเดตความคืบหน้าล่าสุดในปัจจุบัน

กางโรดแมปใหม่: ปักหมุดฐานการผลิตในเวลส์ เริ่มส่งมอบปี 2028

ตามแผนงานฉบับปรับปรุงใหม่ (Revised Roadmap) ของทางบริษัท ได้มีการวางกรอบเวลาและสถาปัตยกรรมการผลิตไว้ดังนี้:

Advertisement Advertisement
  • ปี 2027: เริ่มต้นกระบวนการผลิตนำร่อง (Pilot Production) เพื่อทดสอบระบบวิศวกรรม ขั้นตอนการประกอบ และการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย
  • ปี 2028: เริ่มเปิดสายการผลิตอย่างเต็มรูปแบบเชิงพาณิชย์ (Mass Production) สำหรับประกอบรถยนต์เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรก
  • โรงงานประกอบหลัก: โรงงานแห่งใหม่ของบริษัทจะตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเซนต์อาธาน (St Athan) ทางตอนใต้ของเวลส์ โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประกอบขั้นสุดท้าย (Final Assembly)
  • โรงงานชิ้นส่วน: แผ่นชิ้นส่วนโครงสร้างและตัวถังคอมโพสิตทั้งหมด จะถูกผลิตและจัดส่งมาจากโรงงานเฉพาะทางในเมืองมิลตันคีนส์ (Milton Keynes) มณฑลบัคกิงแฮมเชียร์ ซึ่งเป็นย่านที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตและวัสดุขั้นสูง

งานดีไซน์ที่ผสมผสานความร่วมสมัยและห้องโดยสารยุคดิจิทัล

ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอก Morris JE เวอร์ชันผลิตจริงยังคงรักษาเอกลักษณ์หยดน้ำและความโค้งมนย้อนยุคจากโมเดลต้นแบบปี 2019 ไว้อย่างครบถ้วน มีเพียงการปรับเปลี่ยนรายละเอียดทางวิศวกรรมเล็กน้อย เช่น การตัดกระจกมองข้างแบบดั้งเดิมออก แล้วแทนที่ด้วยกล้องมองภาพด้านหลัง (Camera-Based Mirrors) ที่ติดตั้งบนก้านทรงเพรียวเพื่อลดแรงต้านอากาศ (Aerodynamics)

ขณะที่ห้องโดยสารภายในได้รับการปรับปรุง (Optimize) ขนานใหญ่เพื่อให้เอื้อต่อการผลิตในปริมาณมาก โดยมีการหันไปใช้ชิ้นส่วนมาตรฐาน (Component Sharing) ร่วมกับผู้ผลิตยานยนต์รายอื่นในบางจุดเพื่อควบคุมต้นทุน แต่ยังคงรักษาความพรีเมียมด้วยการตกแต่งแผงคอนโซลหน้าด้วยวัสดุหนังแท้เกรดสูงและเพียบคาร์บอนไฟเบอร์ ในส่วนของหน้าจอแสดงภาพจากกล้องมองข้างได้รับการออกแบบให้ติดตั้งอยู่บริเวณเสาเอ (A-pillar) ทั้งสองฝั่งอย่างลงตัว

นวัตกรรมโครงสร้างสเกตบอร์ดและการอัปเกรดขุมพลังเชิงเทคนิค

หัวใจสำคัญของ Morris JE คือการใช้สถาปัตยกรรมตัวถังแบบอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาในรูปแบบสเกตบอร์ด (Modular Aluminum Skateboard Platform) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง ผสานเข้ากับตัวถังคอมโพสิตที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์รีไซเคิล (Recycled Carbon Fiber) ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินได้อย่างมหาศาล โดยมีรายละเอียดข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ดังนี้:

  • พิกัดน้ำหนักรถรวมบรรทุก (GVW): 2.5 ตัน
  • ความสามารถในการบรรทุกสูงสุด: 1 ตัน
  • ความจุพื้นที่บรรจุสัมภาระ: 6 ลูกบาศก์เมตร
  • ความจุแบตเตอรี่ (Battery Capacity): ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 83 kWh (จากเดิม 60 kWh ในรุ่นต้นแบบ)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็ม: เพิ่มขึ้นเป็น 482 กม. (จากเดิม 322 กม.)
  • รองรับการชาร์จไฟกระแสตรง (DC Fast Charging): เพิ่มกำลังไฟสูงสุดเป็น 100 kW (จากเดิม 50 kW)
  • กำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้า: ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ
  • ราคาจำหน่ายเริ่มต้น (MSRP): ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 69,000 ปอนด์ (จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 60,000 ปอนด์)

เจาะกลุ่มตลาดสินค้าหรูและแผนการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ในอนาคต

ปัจจุบัน Morris Commercial ได้เปิดระบบกำหนดค่ารถยนต์ (Configurator) บนหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าไปทดลองเลือกเฉดสีตัวถังภายนอกและการตกแต่งโทนสีภายในห้องโดยสารได้ตามความต้องการ โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทระบุว่า ปัจจุบันได้รับยอดแสดงความจำนงจองล่วงหน้า (Pre-orders) แล้วมากกว่า 7,000 คัน

กลุ่มเป้าหมายหลักที่มีความต้องการรถรุ่นนี้อย่างเด่นชัดคือ กลุ่มผู้ผลิตและผู้ให้บริการโลจิสติกส์สำหรับ สินค้าหรูหราระดับไฮเอนด์ (Luxury Goods) ที่ต้องการยานพาหนะขนส่งที่มีรูปลักษณ์โดดเด่น คลาสสิก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยยกระดับภาพลักษณ์ (Brand Image) ในการส่งมอบสินค้าพรีเมียมให้แก่ลูกค้าระดับบน ทั้งนี้ หากโครงการ Morris JE ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทางบริษัทมีแผนงานระยะยาวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมบนแพลตฟอร์มเดียวกันนี้ โดยจะขยายไลน์ไปสู่เวอร์ชัน รถกระบะไฟฟ้า (Electric Pickup) และ รถไมโครแวนไฟฟ้าสำหรับผู้โดยสาร (Passenger Microvan) ในอนาคตข้างหน้า

 

 

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้