จีนออกมาตรฐาน ความปลอดภัยการชน เริ่ม 1 ก.ค. เพิ่มน้ำหนักรถที่ชน 1,400 กก. EV ชนต้องไม่ไหม้ ระบเิด ภายใน 30 นาที

สรุปสาระสำคัญ มาตรฐานใหม่ความปลอดภัยการชนของรถยนต์ในจีน (เริ่มบังคับใช้ 1 ก.ค.)
ประเทศจีนเตรียมบังคับใช้มาตรฐานแห่งชาติใหม่ (New National Standards) สำหรับการทดสอบการชนของรถยนต์ ซึ่งถือเป็นการยกระดับเกณฑ์ความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี โดยมีหัวข้อหลัก 3 ส่วน ดังนี้
-
1. ยกระดับการชนด้านข้าง (เพิ่มน้ำหนักแท่นชนเป็น 1,400 กิโลกรัม)
-
ปรับเพิ่มน้ำหนักของแท่นรถทดสอบเคลื่อนที่ (Barrier) ที่ใช้ชนด้านข้างอย่างมหาศาล จากเดิม 950 กิโลกรัม เป็น 1,400 กิโลกรัม เพื่อให้ใกล้เคียงกับขนาดรถและรูปแบบอุบัติเหตุจริงบนท้องถนนในปัจจุบัน รถยนต์ใหม่ทุกรุ่นที่ขายหลัง 1 ก.ค. ต้องผ่านเกณฑ์นี้
-
-
2. คุมเข้มความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังการชน
- แบตเตอรี่ต้องไม่เคลื่อนที่ หลังการชนด้านข้าง ชุดแบตเตอรี่ในห้องโดยสารต้องไม่ขยับหรือเคลื่อนตำแหน่ง
- ไม่ไหม้-ไม่ระเบิด ภายใน 30 นาทีหลังการชน แบตเตอรี่ขับเคลื่อนต้องไม่มีการลุกไหม้หรือระเบิดเด็ดขาด
- เปิดไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ตัวรถต้องเปิดสัญญาณไฟเตือนทันทีหลังชนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน
-
3. ปรับเกณฑ์การชนท้าย (คุมเข้มน้ำมันรั่วและระบบไฟ)
-
เพิ่มเกณฑ์การตรวจสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่สำรองและการลุกไหม้ของตัวรถ
-
ปรับการตรวจวัดน้ำมันเชื้อเพลิงรั่วไหล โดยเปลี่ยนมาเน้นควบคุมและตรวจเช็กอย่างเข้มงวดที่สุดในช่วง 5 นาทีแรกหลังการชน (จากเดิมที่ดูค่าเฉลี่ยรวม) เนื่องจากเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่มีโอกาสเกิดเพลิงไหม้สูงที่สุด
-
วงการยานยนต์ในประเทศจีนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านมาตรฐานความปลอดภัย เมื่อสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) ได้รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป ประเทศจีนจะเริ่มบังคับใช้มาตรฐานแห่งชาติฉบับใหม่ (New National Standards) ที่เกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัยและการทดสอบการชนของรถยนต์ โดยการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากมาตรฐาน “การปกป้องผู้โดยสารจากการชนด้านข้างของรถยนต์” ถือเป็นการยกระดับเกณฑ์ความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี
ยกระดับการชนด้านข้าง ปรับน้ำหนักรถทดสอบเพิ่มเป็น 1,400 กิโลกรัม
ภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐานแห่งชาติฉบับใหม่ น้ำหนักของแท่นรถทดสอบความปลอดภัยเคลื่อนที่ (Barrier) ที่ใช้สำหรับการทดสอบชนเข้าทางด้านข้างของตัวรถ ถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากเดิม 950 กิโลกรัม ขึ้นไปเป็น 1,400 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักขึ้นเกือบ 50% ส่งผลให้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ทุกรุ่นที่มีกำหนดการเปิดตัวหรือวางจำหน่ายหลังวันที่ 1 กรกฎาคม จะต้องผ่านการทดสอบการชนที่รุนแรงจากแท่นทดสอบระดับรุ่นเฮฟวี่เวทนี้ให้ได้
คุณเมิ่ง เซี่ยนหมิง (Meng Xianming) หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยและเทคโนโลยีรถยนต์แห่งประเทศจีน (CATARC) ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า การปรับเปลี่ยนมาใช้แผงกั้นเคลื่อนที่สำหรับชนด้านข้างที่หนักและเข้มงวดขึ้นนั้น เป็นการจำลองสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับรูปแบบและลักษณะของอุบัติเหตุการชนด้านข้างที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนนในปัจจุบัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า “เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ” (Safety Bottom Line) ด้านความปลอดภัยในการชนด้านข้างของรถยนต์ในประเทศจีนได้ถูกยกให้สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก
มาตรฐานความปลอดภัยใหม่สำหรับ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” โดยเฉพาะ
ข้อกำหนดในมาตรฐานการปกป้องผู้โดยสารจากการชนด้านข้างฉบับใหม่นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โครงสร้างตัวถังภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีการระบุเกณฑ์การประเมินความปลอดภัยที่เข้มงวดสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ขับเคลื่อนอย่างเจาะลึก เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยมี 3 แกนหลักสำคัญดังนี้:
- การยึดเกาะและตำแหน่งของแบตเตอรี่: หลังจากการถูกชนทางด้านข้าง โครงสร้างและชุดแบตเตอรี่ที่ติดตั้งอยู่บริเวณใต้ห้องโดยสารจะต้องไม่มีการขยับ เขยื้อน หรือเคลื่อนย้ายออกจากตำแหน่งเดิมอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนแหลมคมทิ่มแทงเข้าสู่เซลล์แบตเตอรี่
- เกณฑ์ป้องกันการลุกไหม้และระเบิด: ในช่วงเวลา 30 นาทีแรกหลังจากกระบวนการชนเสร็จสิ้นลง แบตเตอรี่ขับเคลื่อน (รวมถึงระบบแรงดันไฟสูง) จะต้องไม่มีการเกิดประกายไฟ การลุกไหม้ หรือการระเบิดเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารและกู้ภัยมีเวลาในการอพยพ
- ระบบสัญญาณเตือนภัยอัจฉริยะ: มาตรฐานใหม่บังคับให้ตัวรถต้องเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน (Hazard Warning Lights) โดยอัตโนมัติทันทีหลังการชน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันอื่นๆ ที่วิ่งตามมาบนท้องถนน และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน (Secondary Collision)
มาตรฐานการชนท้ายฉบับใหม่ คุมเข้มการรั่วไหลของน้ำมันและระบบไฟ
นอกเหนือจากการชนด้านข้างแล้ว ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ยังมีการบังคับใช้มาตรฐาน “ข้อกำหนดความปลอดภัยในการชนท้ายสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล” ฉบับใหม่ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ระบบเชื้อเพลิงและการทำงานของแบตเตอรี่หลังการถูกชนท้าย
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญระบุว่า น้ำหนักของแท่นรถทดสอบที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้โครงสร้างส่วนท้ายของรถยนต์ต้องได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่งและซับแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิม แต่จุดเปลี่ยนเชิงเทคนิคที่สำคัญที่สุดของมาตรฐานการชนท้ายใหม่นี้คือ “เกณฑ์การประเมินผลลัพธ์หลังการชน” ที่เปลี่ยนไป ดังนี้:
การอัปเดตข้อกำหนดทางเทคนิคเพิ่มเติม
มีการเพิ่มเกณฑ์การตรวจสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่สำรอง (Auxiliary Battery / 12V) และการประเมินโอกาสในการลุกไหม้ของตัวรถเพิ่มเติม เข้าไปในข้อกำหนดเดิมที่ตรวจเพียงแค่การรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิง
ปรับเปลี่ยนการวัดผลการรั่วไหลของน้ำมัน
จากเดิมที่ใช้เกณฑ์ควบคุม “ค่าเฉลี่ยการรั่วไหลตลอดทั้งกระบวนการทดสอบ” เปลี่ยนมาเป็นการ “จำกัดและตรวจสอบปริมาณการรั่วไหลอย่างเข้มงวดสูงสุดในช่วง 5 นาทีแรก” ทันทีหลังเกิดการชน เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่วิกฤตที่สุดในการเกิดประกายไฟและลุกไหม้
การประกาศใช้มาตรฐานแห่งชาติใหม่ (New National Standards) ของจีนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะบีบให้ผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างตัวถัง ระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety) รวมถึงระบบการจัดวางและป้องกันแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับผู้บริโภคที่จะได้ใช้งานรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นในระดับสากล

