อินโดนีเซียเตรียม EV Incentive ชุดใหม่! แม้ยอดขายพุ่ง เน้นดึงโรงงาน–เพิ่ม Local Content แข่งไทยชิงฐานผลิต EV อาเซียน
อินโดนีเซียเตรียม EV Incentive ชุดใหม่! แม้ยอดขายพุ่ง เน้นดึงโรงงาน–
อินโดนีเซียเดินหน้ามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า EV รอบใหม่ แม้ยอดขาย EV ในประเทศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยทิศทางของมาตรการใหม่จะไม่ได้มุ่งเพียงลดราคารถให้ผู้บริโภค แต่ต้องการผลักดันการลงทุน การผลิตในประเทศ และเพิ่มมูลค่าของห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV ภายในอินโดนีเซีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวน่าจับตามองสำหรับประเทศไทย เพราะทั้งสองประเทศกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่สำคัญของอาเซียน
ยอด EV โตแล้ว แต่รัฐบาลอินโดนีเซียยังเตรียมอัดมาตรการเพิ่ม
The Jakarta Post รายงานเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ว่า รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังวางแผนมาตรการจูงใจสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าชุดใหม่ แม้ว่ายอดขาย EV ในประเทศจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้วก็ตาม
แนวคิดสำคัญคือ รัฐบาลไม่ได้มองมาตรการ EV เป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นให้ประชาชนซื้อรถไฟฟ้ามากขึ้น แต่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ของภาครัฐเป็นเครื่องมือดึงดูดผู้ผลิตให้ลงทุนระยะยาวในประเทศ
ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานว่า Agus Harimurti Yudhoyono รัฐมนตรีประสานงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาภูมิภาคของอินโดนีเซีย ระบุว่ารัฐบาลเตรียมมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยรายละเอียดจะได้รับการประกาศเพิ่มเติมภายหลัง
จาก “ขาย EV” สู่ “ผลิต EV ในประเทศ”
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเงินอุดหนุน คือทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย รัฐบาลต้องการเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการประกอบรถ การผลิตชิ้นส่วน การผลิตแบตเตอรี่ ตลอดจนการใช้วัตถุดิบและซัพพลายเออร์ภายในประเทศ
แนวทางดังกล่าวหมายความว่า ในระยะต่อไปผู้ผลิตที่เข้ามาลงทุนจริงและสร้างมูลค่าเพิ่มในอินโดนีเซีย มีแนวโน้มได้รับความสำคัญมากกว่าบริษัทที่มุ่งนำเข้ารถสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว นี่เป็นการเปลี่ยนเป้าหมายจาก “ทำอย่างไรให้คนซื้อ EV มากขึ้น” ไปสู่ “ทำอย่างไรให้ EV ที่ขายในประเทศถูกผลิตและสร้างมูลค่าภายในประเทศมากขึ้น”
Local Content จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ
อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบสำคัญจากทรัพยากรนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่บางประเภท และรัฐบาลพยายามต่อยอดจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น เป้าหมายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การมีโรงงานประกอบรถยนต์ แต่ครอบคลุมไปถึงแบตเตอรี่ วัสดุแบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลอินโดนีเซียส่งสัญญาณว่ามาตรการสนับสนุนในอนาคตจะให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงภายในประเทศมากขึ้น ดังนั้น ผู้ผลิตรถยนต์ที่ต้องการได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดอาจต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการจัดหาชิ้นส่วนภายในอินโดนีเซียตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด
ค่ายรถจีนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอินโดนีเซีย
การเติบโตของ EV ในอินโดนีเซียเกิดขึ้นพร้อมกับการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จีนจำนวนมาก แบรนด์จีนกำลังใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวหอกในการขยายตลาด พร้อมกับทยอยประกาศการลงทุนและแผนผลิตรถภายในประเทศ
การแข่งขันจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างแบรนด์รถยนต์ แต่เป็นการแข่งขันระหว่างประเทศเจ้าบ้านว่าใครสามารถดึงเงินลงทุน โรงงาน ซัพพลายเออร์ เทคโนโลยี และการจ้างงานเข้าประเทศได้มากกว่ากัน
ไทย–อินโดนีเซีย กำลังเดินเกมคล้ายกัน
ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ไทยเองกำลังพิจารณาปรับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรม EV จากมาตรการที่ใช้เงินอุดหนุนเพื่อช่วยลดราคาจำหน่ายรถยนต์ ไปสู่การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น
แนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณารวมถึงการใช้ ภาษีสรรพสามิต เป็นหนึ่งในเครื่องมือดึงดูดการลงทุน และให้ความสำคัญกับการผลิตและการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ เมื่อมองภาพรวมจึงเห็นทิศทางที่ใกล้เคียงกัน
ไทย: ต้องการรักษาฐานอุตสาหกรรมรถยนต์เดิม และเปลี่ยนผ่านสู่ EV โดยไม่สูญเสียฐานการผลิต
อินโดนีเซีย: ต้องการใช้ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่และทรัพยากรธรรมชาติ สร้างฐานอุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่ขึ้นมาใหม่
การแข่งขัน EV อาเซียนกำลังเข้าสู่ “เฟสโรงงาน”
ในช่วงแรกของสงคราม EV ในอาเซียน ผู้บริโภคอาจเห็นการแข่งขันผ่านราคา ส่วนลด และเงินอุดหนุนเป็นหลัก แต่การแข่งขันในระยะต่อไปอาจเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ประเทศที่สามารถเสนอเงื่อนไขด้านภาษี ต้นทุนการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน ซัพพลายเชน และตลาดภายในประเทศที่ดีที่สุด จะมีโอกาสดึงโรงงานรถยนต์และโรงงานแบตเตอรี่เข้าประเทศ
สำหรับค่ายรถยนต์ การเลือกว่าจะตั้งโรงงานในไทย อินโดนีเซีย หรือประเทศอื่นในภูมิภาค ไม่ได้พิจารณาเพียงยอดขายในประเทศนั้น แต่ต้องมองถึงความสามารถในการใช้โรงงานเป็นฐานส่งออกไปยังตลาดอาเซียนและตลาดโลกด้วย
ไทยได้เปรียบอะไร?
ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ที่พัฒนามานานหลายสิบปี ทั้งโรงงานประกอบรถ ผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 1–3 บุคลากรด้านวิศวกรรม ระบบโลจิสติกส์ และเครือข่ายการส่งออก การมี Supply Chain เดิมที่แข็งแรงช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเริ่มการผลิตได้รวดเร็ว และลดความจำเป็นในการสร้างระบบซัพพลายเออร์ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น นี่คือหนึ่งในแต้มต่อสำคัญของไทย
อินโดนีเซียได้เปรียบอะไร?
ในทางกลับกัน อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน ทำให้มีศักยภาพด้านตลาดภายในประเทศสูงกว่าไทยอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรนิกเกิลจำนวนมาก และรัฐบาลมีนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และ EV อย่างจริงจัง หากอินโดนีเซียสามารถเชื่อมตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ แบตเตอรี่แพ็ก ไปจนถึงการประกอบรถยนต์ได้สำเร็จ จะสร้างระบบนิเวศ EV ที่แตกต่างจากฐานอุตสาหกรรมรถยนต์แบบดั้งเดิมของไทย
จากสงครามราคา สู่สงครามแย่งโรงงาน
ดังนั้น ข่าวการเตรียมมาตรการ EV ชุดใหม่ของอินโดนีเซียจึงมีความหมายมากกว่าการแจกเงินหรือการลดภาษีเพื่อกระตุ้นยอดขายรถไฟฟ้า มันสะท้อนว่าเกมการแข่งขัน EV ในอาเซียนกำลังเปลี่ยนไป
จากเดิมที่รัฐบาลแข่งขันกันว่า “ประเทศไหนทำให้ EV ราคาถูกกว่า” กำลังกลายเป็นการแข่งขันว่า “ประเทศไหนทำให้ค่ายรถอยากตั้งโรงงานมากกว่า”
และเมื่อทั้งไทยกับอินโดนีเซียต่างกำลังปรับมาตรการไปในทิศทางที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนและ Local Content มากขึ้น การแข่งขันเพื่อเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม EV ของอาเซียนในช่วงหลายปีข้างหน้ามีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นอย่างมาก
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะขาย EV ได้กี่คัน” แต่คือ “EV ที่ขายในภูมิภาคนี้ จะถูกผลิตในประเทศไทยมากแค่ไหน”

