ISUZU เตรียมเปิดตัว All-NEW D-MAX เจเนอเรชันใหม่ เปิดตัวปี 2027 อัปเกรดโครงสร้าง เทคโนโลยี ใหม่

All-NEW ISUZU D-Max รุ่นใหม่ 2027–2028 เตรียมปรับใหญ่รับศึกกระบะไฮบริด–ไฟฟ้า
หลังจาก All-new Nissan Navara และ Toyota HiLux รุ่นใหม่ ถูกเผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้ว สายตาของคนเล่นกระบะทั่วโลกเริ่มหันมาจับตา Isuzu D-Max เจเนอเรชันถัดไป ว่าจะปรับตัวอย่างไรในยุคที่ คู่แข่งยกเครื่องทั้งด้านขุมพลัง ไฮบริด–ไฟฟ้า เทคโนโลยี และกฎควบคุมมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ รายงานโดย drive.au สื่อรถยนต์ชื่อดังของออสเตรเลีย
ภาพรวม ทำไม Isuzu D-Max เจเนอเรชันใหม่จึงถูกจับตามอง
Isuzu D-Max รุ่นปัจจุบัน เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศไทยในปี 2019 และเริ่มจำหน่ายในตลาดออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2020 โดยนับเป็นเจเนอเรชันที่สร้างชื่อด้านความทนทาน ความประหยัด และระบบความปลอดภัยที่จัดเต็มกว่ากระบะยุคเดียวกันหลายรุ่น อย่างไรก็ตามในช่วงปีหลัง ยอดขายของ D-Max เริ่มสะดุดและ ลดลงเร็วกว่าแบรนด์คู่แข่งโดยตรง ขณะที่ตลาดกระบะได้รับผู้เล่นรายใหม่ และเทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงไมเนอร์เช้นจ์เล็กน้อยในไทยเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
สิ่งที่ทำให้ D-Max เจเนอเรชันใหม่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือ มันจะเป็น “คำตอบ” ของ Isuzu ต่อการมาของ กระบะไฮบริดและไฟฟ้า อย่าง BYD Shark 6 รวมถึง HiLux และ Ranger รุ่นใหม่ที่ยกระดับอุปกรณ์ภายในและระบบช่วยขับขึ้นไปอีกขั้น
ไทม์ไลน์เปิดตัว คาด D-Max รุ่นใหม่ปี 2027–2028
แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Isuzu แต่ข้อมูลจากวิศวกร Isuzu รายหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ในงาน Tokyo Motor Show ระบุชัดว่า Isuzu ยังคงใช้ “รอบชีวิต” โมเดลใกล้เคียงเดิม คือราว 8 ปีต่อเจเนอเรชัน ก่อนจะเปลี่ยนโฉมใหญ่
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้มีการคาดการณ์ว่า
- เปิดตัวต่างประเทศ (World Premiere): ประมาณปี 2027
- เริ่มขายในบางตลาด เช่น ออสเตรเลีย / ตลาดหลักอื่นๆ: ประมาณปี 2028
หากมองจากประวัติในอดีตที่ D-Max รุ่นปัจจุบัน เปิดตัวในไทยก่อน แล้วจึงส่งออกไปยังตลาดอื่น ก็มีโอกาสสูงที่เจเนอเรชันใหม่จะใช้กลยุทธ์คล้ายกัน คือเริ่มที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนขยายไปยังออสเตรเลีย ยุโรป ฯลฯ

รอบชีวิตโมเดล D-Max 8 ปีที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ในขณะที่กระบะหลายรุ่นมักใช้วงจรโมเดลประมาณ 10 ปี Isuzu กลับเลือกใช้รอบ ประมาณ 8 ปี โดยวิศวกร Isuzu ระบุว่าไม่ได้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ แต่เป็น “รูปแบบการพัฒนาที่วางแผนไว้” เพื่อตอบโจทย์การอัปเกรดโครงสร้าง เทคโนโลยี และกฎข้อบังคับใหม่ๆ ที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
การเปลี่ยนโฉมเร็วขึ้นเล็กน้อยยังเปิดโอกาสให้ Isuzu
- อัปเดตเทคโนโลยีความปลอดภัย และระบบช่วยขับ ให้เท่าทันมาตรฐานใหม่
- วางพื้นฐานรองรับ ไฮบริด และไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ได้ดีกว่าแพลตฟอร์มเดิม
- ตอบโจทย์กฎควบคุมการปล่อย CO2 ที่เข้มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดยุโรปและออสเตรเลีย
Isuzu D-Max รุ่นปัจจุบันเริ่มตามหลังคู่แข่งเรื่องไหนบ้าง?
เมื่อเทียบกับกระบะรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในช่วง 1–2 ปีหลัง D-Max รุ่นปัจจุบัน เริ่มมีจุดที่ด้อยกว่าอย่างชัดเจน แม้ยังได้รับคำชมเรื่องความทนทานและระบบความปลอดภัยก็ตาม โดยจุดหลักๆ ได้แก่:
1. ขาดขุมพลังไฮบริดแข่ง BYD Shark 6 และ HiLux ใหม่
ตลาดกระบะ 4×4 เริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจนเมื่อ BYD Shark 6 ไฮบริด กวาดยอดขายกว่า 15,000 คันภายในปีเดียว ในขณะที่ยอดขายกลุ่มกระบะ 4×4 โตเพิ่มเพียงราว 6,000 คัน แปลว่าลูกค้าจำนวนไม่น้อย ย้ายค่ายหรือเปลี่ยนมุมมอง จากดีเซลล้วน มาเป็นไฮบริดที่ประหยัดกว่า และตอบโจทย์ภาพลักษณ์ยุค EV มากขึ้น
D-Max รุ่นใหม่จึงแทบ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ที่ต้องมี:
- รุ่นไฮบริด – เพื่อสู้กับ BYD Shark 6, HiLux ไฮบริด และคู่แข่งอื่น
- รุ่นไฟฟ้า 100% – เป็นทางเลือกเสริมในบางตลาดที่กฎ CO2 เข้มงวด
2. กฎ NVES และ CO₂ – แรงกดดันสำคัญในตลาดออสเตรเลีย
รัฐบาลออสเตรเลียกำลังบังคับใช้ มาตรฐาน NVES (New Vehicle Efficiency Standards) ที่กำหนดเพดานการปล่อย CO2 สำหรับรถใหม่ทุกรุ่น โดยจะเข้มงวดขึ้นทุกปีตั้งแต่ 2025–2029
สำหรับ Isuzu ซึ่งมีไลน์อัปเน้นรถดีเซลล้วน และเน้น 4WD เป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะต้องจ่ายค่าปรับจำนวนมากจากค่าเฉลี่ยการปล่อย CO2 ที่เกินมาตรฐาน และสุดท้ายต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็อาจจะ ถูกผลักไปหาลูกค้า ผ่านราคาขายที่สูงขึ้น
3. D-Max EV ปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานหนัก
แม้ว่าในยุโรปจะมีการทำตลาด Isuzu D-Max EV แล้ว แต่ด้วยระยะทางต่อการชาร์จเพียง ประมาณ 263 กม. บนมาตรฐานทดสอบ และเมื่อต้องใช้งานจริงแบบ บรรทุกหรือลากจูงหนัก ระยะทางอาจลดลงเกือบครึ่ง ทำให้ยังไม่ใช่คำตอบสำหรับลูกค้ากระบะสายลุยหรือใช้งานหนักจริงจัง
นั่นหมายความว่าในเจเนอเรชันใหม่ Isuzu อาจต้อง
- เพิ่มความจุแบตเตอรี่ หรือปรับปรุงแพลตฟอร์มเพื่อรองรับแบตเตอรี่ได้ใหญ่ขึ้น
- ออกแบบการแพ็กแบตให้ไม่รบกวนพื้นที่บรรทุก/ใต้ท้องรถ
- เน้นการใช้งานผสมผสาน เช่น ใช้เป็น รถฟลีทในเมือง–นอกเมืองเบาๆ มากกว่าลากหนักระยะไกล
อนาคตเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตรของ D-Max จะไปทางไหน?
จุดขายสำคัญของ D-Max ปัจจุบันคือ เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ให้กำลัง
140 kW และแรงบิด 450 Nm ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดออสเตรเลียเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ในเจเนอเรชันใหม่ยังไม่มีความแน่ชัดว่า:
- Isuzu จะคงใช้บล็อก 3.0 ลิตรเดิม แล้วปรับจูนเพิ่มกำลัง/แรงบิด
- หรือจะเปิดตัว ดีเซลเจเนอเรชันใหม่ ที่สะอาดขึ้น และรองรับไฮบริดบางรูปแบบ
หากเพิ่มสมรรถนะขึ้นไปแตะหรือเข้าใกล้ 204 PS / 500 Nm ก็จะสามารถแข่งกับ Toyota HiLux รุ่นใหม่ ได้แบบตรงตัว ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาจุดเด่นเรื่องความทนทานและความประหยัดเชื้อเพลิงไว้ให้ได้
เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4WD ที่ทันสมัยขึ้น
ปัจจุบัน Isuzu มีการใช้ เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ในบางรุ่นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ทำให้มีโอกาสสูงว่า ในเจเนอเรชันใหม่ เกียร์ 8 สปีดอาจถูกใช้ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อให้การตอบสนองดีกว่าเดิม และแข่งขันกับ เกียร์ 10 สปีด ของ Ford Ranger ได้อย่างสูสีขึ้น
นอกจากนี้ คู่แข่งอย่าง Ranger ยังมี
- ระบบขับเคลื่อน 4WD แบบ Full-time ที่ใช้บนถนนดำได้โดยไม่ทำให้ชุดขับเคลื่อนเสียหาย
- ดิสก์เบรกหลัง ที่ให้สมรรถนะเบรกดีกว่าดรัมเบรก
ทำให้มีโอกาสที่ Isuzu จะยกระดับระบบขับเคลื่อน 4WD ของ D-Max ใหม่ ให้รองรับการใช้งานบนถนนดำในโหมด 4×4 และอาจเปลี่ยนไปใช้ ดิสก์เบรกหลัง อย่างน้อยในรุ่นท็อปหรือรุ่นเน้นออฟโรด
ห้องโดยสารและออปชัน D-Max ใหม่ต้องขยับจาก “ฟีลทำงาน” ไปสู่ “ไลฟ์สไตล์พรีเมียม”
กระบะยุคใหม่อย่าง Kia Tasman, Toyota HiLux ใหม่ และ Ford Ranger ยกระดับห้องโดยสารจนใกล้เคียง SUV โดยในรุ่นท็อปจะให้
- จอคู่ขนาด 12 นิ้ว ทั้งจอมาตรวัดและจอกลาง
- ระบบกล้อง 360 องศา
- เบาะนั่งระบายอากาศ
- ซันรูฟแบบกระจกบานใหญ่
- ระบบควบคุมความเร็วออฟโรด / off-road cruise
- เครื่องเสียงพรีเมียมแบรนด์ดัง
ในขณะที่ Isuzu D-Max รุ่นปัจจุบัน ถึงแม้อัปเกรดจอกลางและจอมาตรวัดมาบ้าง แต่ยังยืนอยู่ที่ จอกลาง 9 นิ้ว และจอมาตรวัดแบบจอ 7 นิ้ว ในรุ่นสูง ซึ่งดูเล็กเมื่อเทียบกับมาตรฐานใหม่ ของตลาดกระบะระดับบน
ดังนั้น ในเจเนอเรชันใหม่ คาดว่า Isuzu มีแนวโน้มจะ
- ขยับไปใช้จอกลางขนาด 12 นิ้วขึ้นไป
- เพิ่มความละเอียดกราฟิก และการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนที่ลื่นไหลกว่าเดิม
- เพิ่มออปชันหรูในรุ่นท็อป เช่น เบาะปรับไฟฟ้าพร้อมเมมโมรี เบาะระบายอากาศ ไฟ Ambient ฯลฯ

D-Max Blade รุ่นแต่งออฟโรดอาจเปลี่ยนใหญ่ในเจเนอเรชันใหม่
D-Max Blade รุ่นตกแต่งออฟโรดที่เปิดตัวช่วงปลายปี 2024 หลังจากการไมเนอร์เชนจ์ อาจกลายเป็น “ต้นแบบ” ของแพ็กเกจออฟโรดในเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งการมีรอบชีวิตโมเดลที่ยาวขึ้น จะเปิดโอกาสให้ Isuzu พัฒนาชุดแต่งและสมรรถนะด้านออฟโรดขึ้นไปอีกขั้น เช่น ช่วงล่างยกสูงจากโรงงาน ยาง AT ขนาดใหญ่ และกันชนพร้อมวินช์แบบติดตั้งจากโรงงาน
ด้านความปลอดภัย จุดแข็งที่ D-Max ยังเหนือคู่แข่งหลายราย
แม้ในด้านอุปกรณ์หรูและเทคโนโลยีภายในจะตามหลังคู่แข่งอยู่บ้าง แต่ในด้าน ความปลอดภัยเชิงโครงสร้างและระบบช่วยขับ
D-Max ยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาด โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่
- เป็น กระบะรุ่นแรกในคลาส ที่ติดตั้ง ถุงลมกลางด้านหน้า (Front Centre Airbag) ป้องกันศีรษะผู้โดยสารชนกันเมื่อเกิดการชนด้านข้าง
- เป็นรุ่นแรกที่ใช้ ระบบ AEB แบบเลี้ยวตัดหน้ารถสวน (Intersection / Turn-Across AEB) ลดความเสี่ยงชนรถที่วิ่งสวนมาระหว่างเลี้ยว
- ได้รับเรตติ้ง 5 ดาวจาก ANCAP ภายใต้เกณฑ์ทดสอบปี 2020 ซึ่งเข้มงวดกว่าช่วงก่อนหน้านั้น
Isuzu ยังได้ส่ง D-Max เข้าทดสอบซ้ำในปี 2022 ก่อนที่กฎจะเข้มงวดรอบใหม่ ทำให้สามารถ รีเซ็ตอายุเรตติ้ง 5 ดาว ยืดอายุไปจนถึง เดือนธันวาคม 2028 ซึ่งสอดคล้องอย่างลงตัวกับช่วงปลายวงจรชีวิตของ D-Max เจเนอเรชันปัจจุบัน
ข้อดีคือ:
- Isuzu ยังสามารถใช้เรตติ้ง 5 ดาวนี้เป็นจุดขายต่อกลุ่มลูกค้าฟลีทได้ถึงเกือบปลายอายุโมเดล
- กลุ่มองค์กรที่มีกฎด้าน Occupational Health & Safety (OHS) เข้มงวด ยังสามารถเลือก D-Max เข้าไปในฟลีทได้โดยไม่ติดข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
สรุป Isuzu D-Max รุ่นใหม่ 2027–2028 จะออกมาในทิศทางไหน?
แม้ตอนนี้ข้อมูลส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ “ทิศทาง” และ “การคาดการณ์” แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ Isuzu D-Max เจเนอเรชันใหม่ จะต้องเผชิญโจทย์ใหญ่หลายด้านในคราวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น
- การอัปเกรด ขุมพลังดีเซล ให้แรงขึ้น แต่ต้องสะอาดและประหยัดกว่าเดิม
- การเพิ่มตัวเลือก ไฮบริด และอาจรวมถึงเวอร์ชันไฟฟ้า 100% เพื่อตอบโจทย์ทั้งลูกค้าและกฎ CO2
- การยกระดับ ห้องโดยสารและออปชัน ให้ไปอยู่ระดับเดียวกับ HiLux, Ranger, Kia Tasman และ BYD Shark 6
- การรักษา “จุดแข็งดั้งเดิม” ของ D-Max เรื่อง ความทนทาน ความประหยัด และความปลอดภัย เอาไว้ให้ได้
หาก Isuzu สามารถผสมผสานทุกด้านได้ลงตัว D-Max รุ่นใหม่ในปี 2027–2028 อาจกลายเป็นหนึ่งในกระบะที่ร้อนแรงที่สุดของทศวรรษ และจะเป็นตัวชี้ชะตาว่า Isuzu จะรักษาสถานะ “เจ้าตลาดกระบะดีเซลสายใช้งานจริง” ได้ต่อไปในยุคไฮบริด–ไฟฟ้าหรือไม่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Isuzu D-Max เจเนอเรชันใหม่ (FAQ)
Isuzu D-Max รุ่นใหม่จะเปิดตัวเมื่อไหร่?
จากข้อมูลและวงจรโมเดลของ Isuzu คาดว่า D-Max เจเนอเรชันใหม่จะเปิดตัวในต่างประเทศราวปี 2027 และเริ่มจำหน่ายในตลาดหลักอย่างออสเตรเลียประมาณปี 2028 ส่วนตลาดอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจได้เห็นช่วงใกล้เคียงกันหรือต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์แต่ละภูมิภาค
D-Max รุ่นใหม่จะมีเครื่องยนต์ไฮบริดหรือไม่?
แม้ยังไม่มีการประกาศทางการ แต่จากแรงกดดันด้านกฎ CO2 และความสำเร็จของกระบะไฮบริดอย่าง BYD Shark 6 ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่ D-Max เจเนอเรชันใหม่จะมี ตัวเลือกไฮบริด ออกมาทำตลาด เพื่อแข่งขันตรงกับ HiLux และคู่แข่งรายอื่น
Isuzu D-Max EV ปัจจุบันแตกต่างจากที่คาดในอนาคตอย่างไร?
เวอร์ชัน EV ที่จำหน่ายในยุโรปวันนี้มีระยะทางต่อหนึ่งชาร์จราว 263 กม. ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานหนักแบบสายลุยหรือลากจูงจริงจัง แต่ในเจเนอเรชันหน้า หากมี EV รุ่นใหม่ คาดว่าจะได้รับการออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานจริงมากขึ้น ทั้งด้านระยะทาง ความทนทาน และการบรรทุก
ทำไม Isuzu ถึงยังเน้นความปลอดภัยมากใน D-Max?
ลูกค้ากลุ่มใหญ่ของ Isuzu คือกลุ่มองค์กรและฟลีท ที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยรัดกุม การมีเรตติ้ง 5 ดาวจาก ANCAP ภายใต้มาตรฐานปี 2020 และการติดตั้งถุงลมกลางด้านหน้า รวมถึง AEB ที่ฉลาดกว่าคู่แข่งในช่วงเปิดตัว ทำให้ D-Max ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกระบะที่ปลอดภัยที่สุดในตลาด และเป็นจุดแข็งที่ Isuzu ต้องการรักษาไว้ในเจเนอเรชันใหม่ด้วย


ภาพคันจริง ISUZU D-MAX BLADE ใหม่ ราคา 1.72 ล้านบาทในออสเตรเลีย
