ขนส่ง เตรียมพิจารณาลดภาษีประจำปี 80% รถไฟฟ้า BEV, ไฮบริด HEV , ปลั๊กอินไฮบริด PHEV (ขั้นตอนร่างกฏหมาย)

ขนส่ง เตรียมพิจารณาลดภาษีประจำปี 80% รถไฟฟ้า BEV, ไฮบริด HEV , ปลั๊กอินไฮบริด PHEV (ขั้นตอนร่างกฏหมาย)
Spread the love
Advertisement Advertisement

คืบหน้าล่าสุดสำหรับนโยบายสนับสนุนยานยนต์ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดในประเทศไทย เมื่อแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมได้เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กำลังเร่งพิจารณาปรับลดภาษีประจำปีสำหรับยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพื่อกระตุ้นภาคการขนส่งและโลจิสติกส์สีเขียว พร้อมทั้งช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนในยุควิกฤตพลังงาน

โดยในขณะนี้ กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำ ร่างกฎหมายลดภาษีประจำปีจำนวน 2 ฉบับ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ก่อนจะนำเสนอตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

เปิดร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ปรับลดภาษีป้ายทะเบียนรถยนต์พลังงานทางเลือก

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดและขยายฐานการส่งเสริมจากนโยบายเดิม โดยร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับ มีรายละเอียดหลักการและเงื่อนไขสำคัญดังต่อไปนี้

1. ร่างพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. …. (สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BEV)

สืบเนื่องจากมาตรการลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าฉบับเดิม (พ.ศ. 2565) ได้สิ้นสุดการบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงคมนาคมระบุว่า มาตรการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างสูง ดันยอดจดทะเบียนรถ EV ทะลุถึง 316,657 คัน สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 2.46 เท่า สะท้อนความต้องการตลาดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จึงต้องมีการคลอดร่างกฎหมายฉบับใหม่มารองรับอย่างต่อเนื่อง โดยมีเกณฑ์สำคัญคือ:

  • เงื่อนไขตัวรถ: ต้องเป็นรถใหม่สำเร็จรูปจากโรงงาน ที่นำมาจดทะเบียนภายในระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลบังคับใช้
  • สิทธิประโยชน์ส่วนลด: ให้ลดอัตราภาษีประจำปีลงมากถึง ร้อยละ 80 (80%) ของอัตราที่กำหนดตาม (11) ของอัตราภาษีประจำปีท้ายพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2550
  • ระยะเวลาการลดหย่อน: กำหนดระยะเวลาได้รับสิทธิต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่รถคันนั้นๆ ได้ทำการจดทะเบียน

2. ร่างพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. …. (สำหรับรถยนต์ HEV และ PHEV)

ถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่มีการขยายผลมาสู่กลุ่มรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานทั่วโลก โดยรัฐบาลต้องการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (Transition) จากรถยนต์สันดาปภายในแบบเดิม ไปสู่การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าร่วมทำงาน เพื่อลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันและลดมลพิษอย่างยั่งยืน โดยมีเกณฑ์สำคัญคือ:

Advertisement Advertisement
  • เงื่อนไขตัวรถ: ต้องเป็นรถใหม่สำเร็จรูปจากโรงงาน ที่นำมาจดทะเบียนภายในระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลบังคับใช้
  • สิทธิประโยชน์ส่วนลด: ให้ลดอัตราภาษีประจำปีลง ร้อยละ 80 (80%) ของอัตราภาษีประจำปีท้ายพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522
  • ระยะเวลาการลดหย่อน: กำหนดระยะเวลาได้รับสิทธิต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่รถคันนั้นๆ ได้ทำการจดทะเบียนเช่นเดียวกัน

บทวิเคราะห์ นัยสำคัญของการลดภาษีกลุ่ม xEV เท่ากัน 80%

การขยายมาตรการครอบคลุมกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้งระบบไฟฟ้า 100% (BEV) รวมถึงระบบลูกผสมอย่างไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในอัตราส่วนลดที่เท่ากันถึง 80% เป็นเวลา 3 ปี ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

แนวทางนี้จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (เช่น เรื่องสถานีชาร์จหรือระยะทางการวิ่ง) ให้สามารถหันมาเลือกใช้รถยนต์ไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริดแทนได้ โดยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านภาษีประจำปีในระดับที่สูงเท่ากัน

วิเคราะห์ประโยชน์ที่ผู้บริโภคและประเทศจะได้รับ

การผลักดันร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยตรงให้กับผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและผู้ประกอบการขนส่งโลจิสติกส์ในการเสียภาษีป้ายประจำปีเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีในภาพรวมทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  1. ลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม: เม็ดเงินส่วนลดภาษีกว่า 80% สามารถนำไปช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในส่วนอื่นๆ ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้
  2. สร้างเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ: การหันมาพึ่งพาระบบมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในภาวะที่ตลาดโลกมีความผันผวนสูง
  3. มุ่งสู่ระบบคมนาคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน: ช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศและก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับยังคงอยู่ในขั้นตอน “การรับฟังความคิดเห็น” ซึ่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า จะมีการประกาศใช้ลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงใดของปีนี้

thansettakij

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้