20 รถยนต์ไฟฟ้าขายดีสุดในโลก ประจำเดือนเมษายน 2026

20 รถยนต์ไฟฟ้าขายดีสุดในโลก ประจำเดือนเมษายน 2026
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

เจาะลึกวิกฤตและโอกาส ตลาด EV โลกเมษายน 2026 BEV ฟื้นตัวแกร่งทุบสถิติ ส่วน PHEV ทรุดหนักต่อเนื่อง ขาใหญ่ขยับทัพครั้งสำคัญ

ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในเดือนเมษายนปี 2026 กำลังส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ยอดจดทะเบียนรวมของรถยนต์ประเภทเสียบปลั๊ก (Plugin Vehicles) ทั้งหมดปิดตัวเลขประจำเดือนอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านคัน เติบโตขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

แม้ว่าตัวเลขรวมจะดูเหมือนเติบโตในแดนบวก แต่เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดกลับพบว่าเกิดการแยกทาง (Divergence) ของเทคโนโลยีขับเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง ระหว่าง BEV (รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100%) และ PHEV (รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด) โดยฝั่ง BEV สามารถพลิกฟื้นกลับมาเติบโตในตัวเลขสองหลักได้อย่างงดงามที่ +19% YoY ในขณะที่กลุ่ม PHEV ยังคงติดลบต่อเนื่องที่ -9% YoY นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2019 ที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดต้องเผชิญกับภาวะยอดขายหดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 4 เดือน

วิเคราะห์สมดุลอำนาจ BEV ทะยานกินรวบส่วนแบ่งตลาด

ผลกระทบจากความซบเซาของตลาด PHEV ส่งผลสะท้อนไปยังยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ทำให้ภาพรวมตลาดรถยนต์เสียบปลั๊กขยับเป็นบวกได้เพียงเล็กน้อยที่ +1% YoY เท่านั้น ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะฝั่งรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) จะพบว่าตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติและมีการเติบโตที่มั่นคงแล้วที่ +7% YTD

ความต่างของไดนามิกนี้ส่งผลให้สัดส่วนโครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ในเดือนเมษายน BEV ครองส่วนแบ่งสูงถึง 72% ของยอดขายรถยนต์ปลั๊กอินรวมทั่วโลก หรือคิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 1.15 ล้านคัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติรายเดือนที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ความร้อนแรงของ BEV ในเดือนนี้ยังส่งผลให้สัดส่วนสะสม YTD ขยับขึ้นมาเป็น 70% ต่อ 30% เอื้อประโยชน์ให้แก่ BEV ซึ่งตัวเลขนี้กำลังแตะเพดานสูงสุดในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา สัดส่วนของ BEV จะแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 50% ถึง 70% มาโดยตลอด การแตะระดับสูงสุดในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้บริโภคเริ่มมองข้ามเทคโนโลยีลูกผสมและมุ่งหน้าสู่ไฟฟ้าล้วนมากขึ้น

 

ภาพลวงตาจากตลาดเกิดใหม่ และเบื้องหลังมาตรการรัฐ

หากเราเสพสื่อกระแสหลัก อาจรู้สึกว่าภาพรวมตลาด EV ในปี 2026 เริ่มต้นได้อย่างเชื่องช้าและเข้าสู่ช่วงขาลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายที่ตรงไปตรงมา นั่นคือ “เรื่องของเงินอุดหนุนจากภาครัฐ” การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ผนวกกับการทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนด้านภาษีในจีนช่วงปลายปี 2025 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตัวเลขยอดขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองประเทศคือตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 และอันดับ 1 ของโลกตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่น่าทึ่งจะปรากฏขึ้นทันทีหากเราตัดตัวเลขของประเทศจีนและสหรัฐฯ ออกจากการคำนวณ โดยพบว่า ยอดขาย EV ในส่วนที่เหลือของโลกพุ่งทะยานสูงถึง 50% YoY ในเดือนเมษายน และหากมองเฉพาะกลุ่ม BEV จะเห็นตัวเลขการเติบโตที่ร้อนแรงถึง +63% YoY ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2023 เป็นต้นมา ในทางกลับกัน PHEV ในตลาดต่างประเทศ (ไม่รวมจีนและสหรัฐฯ) กลับเติบโตเพียง 23% ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบปีของเทคโนโลยีนี้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการชะลอตัวของ PHEV เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับโลกที่ผู้บริโภคเริ่มสูญเสียความสนใจ ไม่ใช่เพียงผลกระทบชั่วคราวจากการเปลี่ยนผ่านนโยบาย

ส่องสัญญาณชีพตลาดโลก พลังการเติบโตจากกลุ่มประเทศใหม่

เพื่อพิสูจน์ว่าการปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้ายังคงดำเนินไปอย่างแข็งแกร่ง สถิติยอดขาย BEV จากตลาดเกิดใหม่และตลาดรองทั่วโลกในเดือนเมษายน มีตัวเลขที่เติบโตอย่างน่าจับตามองดังนี้:

  • ออสเตรเลีย: ยอดขาย BEV เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 157% ส่งผลให้ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 16%
  • อิตาลี: ตลาด BEV ขยายตัว +99% YoY ดันส่วนแบ่งการตลาดขึ้นมาอยู่ที่ 9%
  • อาร์เจนตินา: เผชิญกับการเติบโตแบบก้าวกระโดดเชิงเอกซ์โพเนนเชียล จากยอดขายไม่ถึง 100 คันในเดือนเมษายน 2025 ทะยานขึ้นมาสูงกว่า 1,300 คันในเดือนที่ผ่านมา
  • ไอร์แลนด์: ยอดขาย BEV เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งเท่าตัว ปิดยอดที่ 3,000 คัน คว้าส่วนแบ่งตลาดไป 27%
  • เกาหลีใต้: พุ่งทะยาน 160% YoY ด้วยยอดจดทะเบียน 36,000 คัน คิดเป็นสัดส่วน 24% ของตลาดรวม
  • เวียดนาม: ตลาดเติบโตขึ้นถึง 3 เท่าตัว ปิดยอดขายประจำเดือนที่ 26,000 คัน ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดขยับขึ้นไปสูงถึง 43%
  • ญี่ปุ่น: แบรนด์ต่างๆ เร่งทำตลาดจนยอดขาย BEV โตขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัวที่ 7,000 คัน แม้ว่าส่วนแบ่งตลาดรวมจะยังอยู่ในระดับต่ำที่ 2%
  • อินโดนีเซีย: ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 93% ปิดตัวเลขที่ 15,000 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 18%
  • มาเลเซีย: ตลาดขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ยอดขาย BEV โต +104% YoY อยู่ที่ 6,000 คัน คิดเป็นสัดส่วน 8%

ตัวเลขรอบโลกเหล่านี้เป็นสิ่งยืนยันว่ากระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้ลดความร้อนแรงลง และเมื่อรวมปัจจัยบวกจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน คาดว่าจะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ยอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) หดตัวรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

สัดส่วนภาพรวมการเปลี่ยนผ่าน (EV Shares)

เมื่อสรุปสัดส่วนตลาดตามสถิติล่าสุดในเดือนเมษายน รถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ทั่วโลกอยู่ที่ 17% และหากนับรวมกลุ่ม PHEV เข้าไปด้วย จะดันส่วนแบ่งตลาดรถยนต์เสียบปลั๊กทั้งหมดขึ้นไปอยู่ที่ 24% การทำผลงานได้ดีในเดือนนี้ส่งผลให้ตัวเลขส่วนแบ่งสะสมในปี 2026 ขยับตัวสูงขึ้น โดยฝั่ง BEV เพิ่มขึ้น 1 จุด ขยับไปอยู่ที่ 15% ขณะที่ PHEV ยังคงนิ่งอยู่ที่ 6% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ปลั๊กอิน (PEV) รวมในปีนี้อยู่ที่ 21%

ในขณะเดียวกัน รถยนต์ไฮบริดแบบไม่มีปลั๊กอิน (Plugless Hybrids) ก็เติบโตขึ้นมาครองสัดส่วนที่ 15% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1 จุด นั่นหมายความว่า ในปัจจุบัน มากกว่า 1 ใน 3 หรือคิดเป็น 36% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electrification) ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเดินหน้าสู่การใช้ไฟฟ้าอย่างไม่มีวันม้วนเสื่อกลับ

Advertisement Advertisement

 

Top 20 โมเดลยอดนิยม ค่ายรถดั้งเดิมไร้ตัวตน แบรนด์จีนยึดสมรภูมิ

เมื่อพิจารณาอันดับรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุด 20 อันดับแรกของโลก สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ไม่มีรายชื่อรถยนต์จากค่ายรถยนต์ดั้งเดิม (Legacy OEMs) ติดอยู่ใน Top 20 เลยแม้แต่รุ่นเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ยอดขายของอดีตรถเก๋งยอดนิยมอย่าง Tesla Model 3 ร่วงลงถึง 29% YoY ทำยอดไปได้เพียง 20,436 คัน หล่นลงมาอยู่อันดับที่ 10 ของตาราง

อย่างไรก็ตาม ผู้นำตลาดยังคงเป็นของ Tesla Model Y ที่ทำยอดขายได้สูงถึง 71,510 คัน (+31% YoY) โดยรถครอสโอเวอร์รุ่นนี้ได้รับความนิยมต่อเนื่องจากการทำตลาดในรุ่นมาตรฐาน รวมถึงออปชันตัวถังแบบ 3 แถว (L three-row body) ที่ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวได้ดีขึ้น

สำหรับอันดับที่ 2 เป็นการทะยานขึ้นมาของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็กสัญชาติจีนอย่าง Geely Xingyuan (หรือใช้ชื่อทางการค้าในตลาดส่งออกว่า EX2) ทำยอดจดทะเบียนไปได้ราว 42,000 คัน โดย Geely สามารถเร่งกำลังการผลิตและหันมาเน้นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อทดแทนยอดขายในประเทศจีนที่เริ่มอิ่มตัว จนทำให้รถรุ่นนี้แซงหน้า Tesla Model 3 ขึ้นมาเป็นรองแชมป์โลกได้สำเร็จสะสมตั้งแต่ต้นปี

ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของ BYD Song ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากการเปิดตัวเจเนอเรชันใหม่ในรุ่นตัวถัง Ultra body พร้อมอัปเกรดระบบชาร์จไฟฟ้าแบบ Ultra-fast charging ที่เข้ามาแก้ปัญหาพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค ขณะที่อันดับที่ 4 คือ BYD Yuan Up (Atto 2) ที่กลายเป็นอาวุธลับชิ้นใหม่ของค่ายหลังการปรับโฉมและเสริมทัพด้วยขุมพลัง PHEV รุ่นใหม่ปิดท้ายด้วยอันดับ 5 กับ Xiaomi SU7 ซีดานไฟฟ้าสุดฮิตที่มียอดจดทะเบียนสูงถึง 26,826 คัน หลังได้รับการปรับปรุงคุณสมบัติตัวรถล่าสุด

ในครึ่งหลังของตารางยังมีประเด็นที่น่าสนใจจากการเติบโตของกลุ่มรถยนต์หน้าใหม่ อาทิ Leapmotor A10 ครอสโอเวอร์ขนาดเล็กที่ทำยอดขายติดอันดับ 15 ได้สำเร็จหลังจากเปิดตัวเข้าสู่ตลาดเพียงแค่สองเดือน ซึ่งถือเป็นสถิติการเริ่มต้นที่ดีที่สุดของแบรนด์สตาร์ทอัพรายนี้ ขณะที่แบรนด์หลักของกลุ่ม Changan อย่าง Qiyuan Q05 ก็สามารถสร้างยอดส่งมอบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของรุ่นที่ 16,334 คัน รั้งอันดับ 12 ของตารางอย่างงดงาม

เมื่อมองออกไปนอกกลุ่ม Top 20 รถยนต์จากค่ายดั้งเดิมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคือแบรนด์เยอรมัน โดยรถรุ่นฝาแฝดอย่าง BMW iX1 และ X1 PHEV มียอดจดทะเบียนรวมกัน 1,837 คัน นำหน้าแบรนด์ในเครืออย่าง Skoda Elroq ที่ทำได้ 11,000 คัน ขณะที่ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Toyota มีรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง BZ4X และ BZ3X ทำยอดขายไล่เลี่ยกันอยู่ที่ประมาณรุ่นละ 10,000 คัน


ศึกผู้ผลิต (Manufacturers): แรงฮึดของ Leapmotor และก้าวสำคัญของ Toyota

ในทำเนียบผู้ผลิต 3 อันดับแรกบนโพเดียมยังคงเป็นหน้าเดิมที่ไม่มีใครโค่นลงได้ นำโดย BYด, Tesla (+11% YoY) และ Geely ตามลำดับ ทว่าความตื่นเต้นในเดือนนี้อยู่ที่อันดับที่ 4 เมื่อสตาร์ทอัพจีนอย่าง Leapmotor ทำยอดจดทะเบียนทะลุเป้าสูงถึงกว่า 71,000 คัน เบียดแบรนด์ระดับโลกอย่าง Volkswagen ลงไปอยู่อันดับล่างได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อดูแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในอนาคตของค่ายนี้ เช่น ครอสโอเวอร์ขนาดเล็ก A10, แฮทช์แบ็กขนาดเล็ก A05, เอสยูวีขนาดใหญ่ D19 และรถเอ็มพีวีขนาดใหญ่ D99 คาดว่ายอดขายของ Leapmotor จะยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีโอกาสเข้าไปท้าชนอันดับ 3 อย่าง Geely ในไม่ช้า

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สร้างความประหลาดใจให้กับอุตสาหกรรมคือ Toyota ที่สามารถก้าวขึ้นมาติดอันดับ 5 ของโลกในตารางผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยยอดจดทะเบียนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 43,944 คัน ตามหลังแบรนด์ดั้งเดิมอย่าง Volkswagen น้อยกว่า 1,000 คัน ความแข็งแกร่งของ Toyota ในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านสองโมเดลหลักอย่าง BZ3X และ BZ4X นอกจากนี้ Toyota ยังเป็นแบรนด์ดั้งเดิมเพียงไม่กี่รายที่ประสบความสำเร็จในการทำยอดขายจำนวนมากใน 3 ตลาดหลักของโลกพร้อมๆ กัน ผ่านกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์เฉพาะพื้นที่ (Tailor-made Models) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

  • ตลาดประเทศจีน: เจาะกลุ่มผู้บริโภคด้วยรุ่น BZ3X และ BZ7
  • ตลาดทวีปยุโรป: ขับเคลื่อนยอดขายด้วยรุ่น C-HR+ และ Urban Cruiser
  • ตลาดสหรัฐอเมริกา: เน้นทำตลาดในกลุ่มรถขนาดใหญ่ด้วยรุ่น BZ4X และ Highlander EV

เจาะลึกส่วนแบ่งการตลาดกลุ่มทุนยานยนต์ (OEMs Shares)

เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดโดยจัดกลุ่มตามกลุ่มบริษัทรถยนต์ (OEMs) จะเห็นการจัดสรรส่วนแบ่งการตลาดที่ชัดเจน ดังนี้:

  1. BYD Group: รักษาตำแหน่งผู้นำโลกได้อย่างเหนียวแน่นด้วยสัดส่วน 17.8% ขยับเพิ่มขึ้นจาก 17.1% ในเดือนมีนาคม สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ในเครือ
  2. Geely Holding Group: รั้งอันดับสองด้วยส่วนแบ่ง 8.9% ลดลงจากเดิม 0.3% เนื่องจากแบรนด์ลูกในเครือหลายแบรนด์ เช่น Volvo, Lynk & Co และ Smart ทำผลงานได้ต่ำกว่ายอดที่คาดการณ์ไว้
  3. Tesla: รั้งอันดับสามด้วยส่วนแบ่งการตลาด 8% แม้จะลดลงจากเดือนมีนาคมที่เคยทำได้ 8.9% เนื่องจากรอบเดือนเมษายนเป็นช่วงนอกฤดูกาลขายสูงสุด (Off-peak month) แต่ยังคงการันตีตำแหน่งบนโพเดียมในปีนี้ได้อย่างมั่นคง
  4. Volkswagen Group: อยู่ในอันดับที่สี่ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 7.6% ลดลงเล็กน้อย 0.1%
  5. SAIC Motor: รักษาเสถียรภาพและยอดขายเอาไว้ได้ในอันดับที่ 5 ของโลก
  6. Chery Group: ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 ด้วยสัดส่วนส่วนแบ่งการตลาดที่ 4.3% (เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 0.8%) โดย Chery เติบโตอย่างรวดเร็วจากการบุกตลาดส่งออกต่างประเทศผ่านแบรนด์ในเครือที่หลากหลาย เช่น Jaecoo, Omoda, Jetour และ iCar

นอกจากนี้ ในกลุ่มอันดับล่างยังมีกลุ่มทุนที่น่าจับตามองอย่าง Changan Auto (อันดับ 8, ส่วนแบ่ง 3.9%) ที่ได้อานิสงส์ความนิยมจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าล้วนอย่าง Qiyuan และ Deepal ขณะที่ Toyota Group เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในสิบอันดับแรก โดยปัจจุบันรั้งอันดับที่ 10 ด้วยสัดส่วนส่วนแบ่งตลาด 2.8% ซึ่งสามารถทำยอดขายแซงหน้ายักษ์ใหญ่ฝั่งยุโรปอย่างกลุ่ม Stellantis ได้สำเร็จในเดือนนี้ ยืนยันถึงการตื่นตัวและศักยภาพของค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

cleantechnica

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้