จีนแบนขายรถต่ำกว่าทุน 2026 ยุติสงครามราคารถยนต์ เขย่าอุตสาหกรรม EV และตลาดส่งออกทั่วโลก

จีนแบนขายรถต่ำกว่าทุน 2026 ยุติสงครามราคารถยนต์ เขย่าอุตสาหกรรม EV และตลาดส่งออกทั่วโลก
Spread the love
Advertisement Advertisement


จีนแบนขายรถต่ำกว่าทุน 2026 ยุติสงครามราคารถยนต์ เขย่าอุตสาหกรรม EV และตลาดส่งออกทั่วโลก

รัฐบาลจีนประกาศมาตรการควบคุมราคาครั้งใหญ่ ห้ามผู้ผลิตรถยนต์ตั้งราคาขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิต เพื่อยุติสงครามราคาที่ลากยาวหลายปีและสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมมหาศาล นี่ถือเป็นการแทรกแซงเชิงโครงสร้างที่อาจเปลี่ยนทิศทางตลาดรถยนต์จีนและตลาดส่งออกทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

รายละเอียดมาตรการ ห้ามขายต่ำกว่าทุน แม้ผ่านส่วนลดหรืออัปเกรดฟรี

แนวทางใหม่จาก State Administration for Market Regulation (SAMR) หรือหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีน ระบุชัดเจนว่า:

  • ห้ามตั้งราคาขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิต
  • ห้ามใช้ส่วนลดรุนแรงเพื่อบิดเบือนตลาด
  • ห้ามใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรืออัปเกรดรุ่นย่อยโดยไม่เพิ่มราคา
  • หากมีเจตนาผูกขาดหรือทำลายการแข่งขัน อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

หน่วยงานเตือนว่าบริษัทที่ฝ่าฝืนอาจเผชิญ “ความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ” แม้ยังไม่เปิดเผยบทลงโทษที่แน่ชัด

สงครามราคาสร้างความเสียหายกว่า 4.71 แสนล้านหยวน หรือ 2.12 ล้านล้านบาท

ข้อมูลจาก China Automobile Dealers Association ระบุว่า สงครามราคาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้อุตสาหกรรมสูญเสียมูลค่าการผลิตรวมถึง 471,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.12 ล้านล้านบาท)

ยอดขายเดือนมกราคมล่าสุด:

Advertisement Advertisement
  • ลดลง 19.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ลดลง 36% จากเดือนธันวาคม (จาก 2.2 ล้านคัน เหลือ 1.4 ล้านคัน)

นักวิเคราะห์บางรายคาดว่า ความต้องการรถใหม่ในจีนปีนี้อาจหดตัวอีกถึง 3%

มาตรการเสริม บังคับลดรอบจ่ายเงินซัพพลายเออร์

นอกจากการควบคุมราคา รัฐบาลยังเร่งปรับโครงสร้างสภาพคล่องในอุตสาหกรรม โดย:

  • ลดรอบจ่ายเงินซัพพลายเออร์จากเฉลี่ย 300 วัน
  • เหลือต่ำกว่า 60 วัน

ก่อนหน้านี้ ผู้ผลิตจำนวนมากยืดการจ่ายเงินเพื่อรักษาเงินสดสำหรับทำสงครามราคาและลงทุน R&D เมื่อรัฐเข้มงวดขึ้น ความสามารถในการกดราคาจึงลดลงทันที

ผลกระทบต่อ EV จีน: ใครได้ ใครเสีย?

1. ผู้ผลิตต้นทุนต่ำได้เปรียบ

แบรนด์ที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงและควบคุมต้นทุนได้ดี เช่น BYD จะได้เปรียบ เพราะไม่จำเป็นต้องขายต่ำกว่าทุนเพื่อแย่งตลาด

2. แบรนด์ขนาดเล็กเสี่ยงสูง

บริษัทที่ยังไม่ทำกำไรและพึ่งพาการเผาเงินอาจเผชิญแรงกดดันหนัก บางรายอาจถูกควบรวมกิจการหรือออกจากตลาด

3. EV ราคาถูกอาจหายไป

รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกผิดปกติในจีนอาจสิ้นสุดยุค การแข่งขันจะเปลี่ยนไปเน้นเทคโนโลยี คุณภาพ และประสิทธิภาพจริง

ตลาดส่งออกจะได้รับผลอย่างไร?

หากตลาดในประเทศชะลอตัว ผู้ผลิตจีนอาจเร่งส่งออกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น BYD ตั้งเป้าส่งออก 1.3 ล้านคันในปีนี้ เพิ่มจาก 1.05 ล้านคันในปีก่อน

สิ่งที่ต้องจับตา:

  • แรงกดดันราคาสินค้าในอาเซียน
  • การแข่งขันรุนแรงในไทย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย
  • มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดจากยุโรปและสหรัฐ

ผลกระทบต่อตลาดไทย

ไทยเป็นหนึ่งในตลาดหลักของรถ EV จีน หากการควบคุมราคาภายในจีนทำให้กำไรดีขึ้น ผู้ผลิตอาจมีพื้นที่กำหนดราคาส่งออกเชิงกลยุทธ์มากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากดีมานด์จีนอ่อนแรงจริง รถจีนอาจไหลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อ

  • แบรนด์ญี่ปุ่นในไทย
  • ผู้ประกอบการประกอบรถในประเทศ
  • โครงสร้างราคาของรถ EV ระดับล่าง

บทวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง จีนกำลัง “รีเซ็ต” อุตสาหกรรม

มาตรการครั้งนี้สะท้อนว่ารัฐบาลจีนต้องการ

  • เสถียรภาพอุตสาหกรรมมากกว่าการเติบโตแบบเผาเงิน
  • ลดการล้มละลายเป็นโดมิโน
  • รักษาห่วงโซ่อุปทาน
  • สร้างความยั่งยืนระยะยาว

สงครามราคาอาจช่วยเพิ่มยอดขายระยะสั้น แต่บั่นทอนกำไรและเสถียรภาพระบบ หากปล่อยต่อไปอาจทำให้ทั้งระบบอ่อนแอ

สรุป

การแบนขายรถต่ำกว่าทุนในจีนอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ยุครถราคาถูกผิดปกติอาจจบลง และการแข่งขันจะเปลี่ยนสู่การวัดกันที่ต้นทุนจริง เทคโนโลยี และประสิทธิภาพการผลิต

สำหรับตลาดไทยและอาเซียน ต้องจับตาว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้รถจีนแพงขึ้น หรือกลับกัน จะเร่งการบุกตลาดส่งออกหนักกว่าเดิม

Carscoop

Advertisement Advertisement

คำนวณค่างวดรถ ผ่อนรถ ดาวน์ ดอกเบี้ยรถใหม่ ดอกเบี้ยรถมือสอง 2568-2569

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้