GEELY กำลังซื้อโรงงานของ FORD ในสเปน เพื่อขยายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป

Geely จ่อฮุบสายการผลิต Ford ในสเปน เจาะลึกแผนรุกตลาดยุโรปและสเปกรถยนต์ปริศนารหัส “135”
ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่อาจพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป เมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่จากจีนเตรียมปักหมุดฐานการผลิตข้ามทวีป อ้างอิงจากรายงานของสำนักข่าว IT之家 (6 พ.ค.) และสื่อยานยนต์สเปน La Tribuna de Automoción (5 พ.ค.) ระบุว่า Geely (จีลี่) ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับ Ford (ฟอร์ด) ในการเข้าซื้อสายการผลิต “Body 3” ณ โรงงานประกอบรถยนต์ Almussafes ในเมืองบาเลนเซีย ประเทศสเปน
สถาปัตยกรรม GEA และโปรเจกต์ลับรหัส “135”
เป้าหมายหลักของการเทคโอเวอร์สายการผลิตในครั้งนี้ คือการเตรียมความพร้อมสำหรับขึ้นไลน์ประกอบรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรมยานยนต์อัจฉริยะระดับโลก GEA (Global Intelligent New Energy Architecture) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มล้ำสมัยที่รองรับรถยนต์รุ่นเด่นๆ อย่างซีรีส์ Galaxy A7 และ E5
สำหรับโมเดลแรกที่จะประเดิมสายการผลิตนี้ ปัจจุบันยังคงถูกเก็บเป็นความลับภายใต้รหัสโครงการ “135” อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่ารถรุ่นนี้จะถูกออกแบบมาให้รองรับระบบส่งกำลังถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และพลังงานไฟฟ้า 100% (BEV)
คาดการณ์สเปกทางเทคนิค: สื่อคาดอาจเป็นโมเดล “EX2”
สื่อต่างประเทศหลายสำนักคาดการณ์ว่า รหัส “135” อาจหมายถึง Geely EX2 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าพิกัดคอมแพกต์ (Compact EV) ที่เน้นความคล่องตัวสำหรับใช้งานในเมือง โดยมีรายละเอียดสเปกทางเทคนิคเบื้องต้นที่น่าสนใจดังนี้:
| มิติตัวถัง (ยาว x กว้าง x สูง) | 4,135 x 1,805 x 1,570 มิลลิเมตร |
| ระยะฐานล้อ (Wheelbase) | 2,650 มิลลิเมตร |
| ความจุแบตเตอรี่ | 30.1 kWh / 40.1 kWh |
| ระยะทางขับขี่ (มาตรฐาน CLTC) | 310 กม. / 410 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง |
| พละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า (ขับเคลื่อนล้อหลัง) | 58 kW (ประมาณ 78 แรงม้า) / 85 kW (ประมาณ 114 แรงม้า) |
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์: Ford อาจได้ตัวแทน “Puma” และการฟื้นฟูโรงงาน
ดีลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของ Geely เพียงฝ่ายเดียว รายงานระบุว่า Ford เองก็มีโอกาสที่จะนำแพลตฟอร์ม GEA ของ Geely มาพัฒนาและผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ของตนเอง ซึ่งคาดว่าจะเป็นรถยนต์ที่จะมาทำตลาดแทนที่ Ford Puma เนื่องจากมีมิติตัวถังและเซกเมนต์ที่ใกล้เคียงกัน
หากข้อตกลงนี้ประสบความสำเร็จ จะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นฟูโรงงานบาเลนเซียให้กลับมามีกำลังการผลิตในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งในยุครุ่งเรือง โรงงานแห่งนี้เคยผลิตรถยนต์พร้อมกันถึง 5 รุ่น และมีกำลังการผลิตรวมกว่า 300,000 คันต่อปี การฟื้นตัวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาเสถียรภาพการจ้างงานของพนักงานกว่า 4,000 ชีวิต แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่การสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของสเปน
เลี่ยงกำแพงภาษี: เป้าหมายใหญ่ของแบรนด์รถยนต์จีนในยุโรป
ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับรายงานจาก Reuters เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่เปิดเผยว่า Geely และ Ford อยู่ระหว่างการเจรจาความร่วมมือด้านการผลิตและเทคโนโลยี กลยุทธ์หลักของ Geely คือการใช้ฐานการผลิตของ Ford ในยุโรปเพื่อผลิตรถยนต์สำหรับทำตลาดในภูมิภาคนี้โดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่สหภาพยุโรป (EU) ตั้งขึ้น
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ตัวแทนของ Ford ได้ให้สัมภาษณ์ว่า: “เรามีการพูดคุยกับหลายบริษัทในหลากหลายหัวข้ออย่างสม่ำเสมอ บางครั้งการหารือเหล่านั้นก็เกิดผลสัมฤทธิ์ และบางครั้งก็ไม่ ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ที่ชัดเจนขั้นสุดท้าย”
ในขณะเดียวกัน โฆษกของ Geely ในยุโรปได้กล่าวกับ Automobilwoche ว่าบริษัท “ขอไม่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวลือใดๆ” ทว่า แหล่งข่าววงในอุตสาหกรรมได้ออกมายืนยันกับสื่อดังกล่าวว่า ข้อตกลงระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ถูกกำหนดโครงร่างหลักไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทัพรถยนต์จีนบุกยุโรป ไม่ใช่แค่ Geely
Geely ไม่ใช่ค่ายรถยนต์จากจีนเพียงรายเดียวที่เดินหมากตั้งโรงงานในทวีปยุโรปเพื่อเลี่ยงภาษีและขยายตลาด ปัจจุบันมีหลายแบรนด์ที่กำลังเร่งดำเนินการในลักษณะใกล้เคียงกัน ได้แก่:
- Leapmotor: เตรียมใช้โรงงานของกลุ่ม Stellantis ในประเทศสเปนเป็นฐานการผลิตรถยนต์ของตน
- GAC Group และ Xpeng: วางแผนใช้โรงงานรับจ้างผลิตของ Magna Steyr ในประเทศออสเตรีย
- FAW Hongqi: สำนักข่าว Reuters รายงานเพิ่มเติมว่า แบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมอย่างหงฉี กำลังเจรจากับ Stellantis เพื่อใช้โรงงานในสเปนผลิตรถยนต์ของตน หวังขยายปีกเจาะตลาดยุโรปเช่นกัน
การเดินหมากของ Geely ในครั้งนี้ นับเป็นการวางรากฐานทางวิศวกรรมและธุรกิจที่ลึกซึ้ง ซึ่งไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งการตลาดของ Ford ในยุโรป แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงแบรนด์รถยนต์ดั้งเดิมว่า แบรนด์จากจีนพร้อมแล้วที่จะปักหลักแข่งขันในฐานะ “ผู้ผลิตในท้องถิ่น” อย่างเต็มรูปแบบ
