ปัจจุบัน แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า มีค่าเสื่อมเฉลี่ย 2.3% ต่อปี DC สูงเสื่อมไวขึ้น

อายุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในโลกจริง บทวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูล EV กว่า 22,700 คันของ Geotab
“แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอยู่ได้นานแค่ไหนจริง?” คือหนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดของผู้บริโภค ผู้ประกอบการฟลีทรถ และองค์กรที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ (Battery Degradation) ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ระยะทางขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับสมรรถนะรถ ต้นทุนการใช้งานระยะยาว มูลค่าขายต่อ และความคุ้มค่าของการลงทุนโดยรวม
เพื่อให้ได้คำตอบที่อิงจากความเป็นจริงมากที่สุด Geotab บริษัทด้านเทเลเมติกส์และการบริหารฟลีทรถระดับโลกจากประเทศแคนาดา ได้ดำเนินการศึกษาขนาดใหญ่โดยใช้ข้อมูลจริงจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่บนท้องถนน ไม่ใช่ข้อมูลจากห้องทดลอง
ภาพรวมการศึกษา: ข้อมูลจริงจากรถ EV กว่า 22,700 คัน
การวิเคราะห์ล่าสุดในปี 2025 ของ Geotab ใช้ข้อมูลจากรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กมากกว่า 22,700 คัน ครอบคลุมรถยนต์ 21 รุ่น จากหลากหลายแบรนด์ โดยเก็บข้อมูลจากระบบเทเลเมติกส์ที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถ
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ การชาร์จไฟ สภาพอากาศที่ใช้งาน ระดับประจุแบตเตอรี่ (State of Charge – SOC) และความเข้มข้นในการใช้งานต่อวัน
ผลลัพธ์หลักที่ได้จากการศึกษานี้ยืนยันตรงกันว่า แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่มีความทนทาน และถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนานเกินกว่าระยะเวลาการใช้งานรถตามปกติ
Key Insights ประเด็นสำคัญจากข้อมูลจริง
- อัตราการเสื่อมเฉลี่ย: แบตเตอรี่รถ EV มีอัตราการเสื่อมเฉลี่ย 2.3% ต่อปี
- การชาร์จไฟกำลังสูง: DC Fast Charge ที่มีกำลังมากกว่า 100 kW เป็นปัจจัยที่สร้างความเครียดต่อแบตเตอรี่มากที่สุด
- สภาพอากาศ: รถที่ใช้งานในพื้นที่อากาศร้อนมีอัตราเสื่อมเร็วกว่าในพื้นที่อากาศปานกลาง
- ความเข้มข้นในการใช้งาน: การใช้งานหนักเพิ่มการเสื่อม แต่เป็นต้นทุนที่แลกกับ ROI และประสิทธิภาพฟลีท
- ระดับ SOC: การชาร์จเต็มหรือใช้จนใกล้หมดไม่ใช่ปัญหา เว้นแต่รถจะใช้เวลาส่วนใหญ่กว่า 80% อยู่ในสภาวะสุดขั้ว
แนวโน้มการเสื่อมของแบตเตอรี่ EV จากปี 2020–2025
การศึกษาครั้งแรกของ Geotab ในปี 2020 พบว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีอัตราการเสื่อมเฉลี่ยของแบตเตอรี่ประมาณ 2.3% ต่อปี
ต่อมาในปี 2023 เมื่อวิเคราะห์รถ EV รุ่นยอดนิยม 11 รุ่น พบว่าอัตราการเสื่อมลดลงเหลือเพียง 1.8% ต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ระบบจัดการความร้อน และซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน
อย่างไรก็ตาม การขยายฐานข้อมูลในปี 2025 ทำให้อัตราเฉลี่ยกลับมาอยู่ที่ 2.3% ต่อปีอีกครั้ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่มีคุณภาพแย่ลง แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานในยุคปัจจุบัน
ทำไมค่าเฉลี่ยปี 2025 จึงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
Geotab อธิบายว่า ค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเกิดจากหลายปัจจัยผสมผสาน ได้แก่
- การเพิ่มขึ้นของการชาร์จ DC Fast Charge กำลังสูงในรถรุ่นใหม่
- ความแตกต่างด้านประเภทตัวรถ เช่น รถ MPV และรถตู้ มีอัตราเสื่อมเฉลี่ยสูงกว่ารถนั่งส่วนบุคคล
- ความแตกต่างของเคมีแบตเตอรี่ เช่น LFP, NMC ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายที่ต่างกัน
- การมีสัดส่วนรถใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งมักมีการเสื่อมเร็วในช่วง 1–2 ปีแรกก่อนจะคงที่
แม้ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2.3% ต่อปี แต่รถรุ่นที่ผ่านการใช้งานมานานและเข้าสู่ช่วงเสถียรแล้วจำนวนมาก กลับมีอัตราเสื่อมต่ำเพียง 1.4% ต่อปีเท่านั้น
ผลกระทบของ DC Fast Charge ต่ออายุแบตเตอรี่
หนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อแบตเตอรี่มากที่สุดคือการชาร์จไฟแบบกระแสตรงความเร็วสูง (DC Fast Charge) Geotab แบ่งรถออกเป็นกลุ่มตามความถี่ในการใช้ DCFC พบว่า
- ใช้ DCFC น้อยกว่า 12% ของการชาร์จทั้งหมด: เสื่อมเฉลี่ย 1.5% ต่อปี
- ใช้ DCFC มากกว่า 12%: เสื่อมเฉลี่ย 2.5% ต่อปี
เมื่อพิจารณาร่วมกับกำลังไฟ หากรถใช้ DCFC บ่อยและมีกำลังเกิน 100 kW เป็นประจำ อัตราการเสื่อมจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.0% ต่อปี และเหลือความจุเพียงราว 76% หลัง 8 ปี
การชาร์จแรงเกินจำเป็น สะดวกวันนี้ แต่ลดอายุแบตในระยะยาว
ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนการใช้ DC Fast Charge ในโลกจริงเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี จากต่ำกว่า 10% เป็นราว 25% ของการชาร์จทั้งหมด
แนวโน้มนี้ทำให้ Geotab แนะนำให้ผู้ใช้และผู้บริหารฟลีทรถ “เลือกกำลังชาร์จให้เหมาะกับภารกิจ” ใช้กำลังต่ำที่สุดเท่าที่ตอบโจทย์ตารางการใช้งานได้ เพื่อรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ในระยะยาว
สภาพอากาศร้อน: ตัวแปรสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อุณหภูมิเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่ออายุแบตเตอรี่ รถที่ใช้งานในพื้นที่อากาศร้อนจะเกิดการเสื่อมเร็วกว่ารถในพื้นที่อากาศปานกลางประมาณ 0.4% ต่อปี แม้ระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่จะช่วยลดผลกระทบได้ แต่ภูมิประเทศยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในการคาดการณ์อายุการใช้งานแบตเตอรี่
ระดับประจุแบตเตอรี่ (SOC): ความจริงที่ต่างจากความเชื่อ
แม้จะมีคำแนะนำให้ใช้งานแบตเตอรี่ในช่วง 20–80% แต่ข้อมูลจริงพบว่า การอยู่ใน SOC สูงหรือต่ำไม่ใช่ปัญหา หากไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเวลานานต่อเนื่อง แบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็ต่อเมื่อรถใช้เวลามากกว่า 80% ของทั้งหมด อยู่ในสภาวะแบตเต็มหรือแบตใกล้หมดเป็นประจำ เหตุผลสำคัญคือ รถ EV ทุกคันมี “บัฟเฟอร์ซอฟต์แวร์” ทำให้ 100% ไม่ใช่เต็มทางเคมี และ 0% ไม่ใช่แบตหมดจริง
การใช้งานหนัก: ต้นทุนที่แลกกับ ROI และความยั่งยืน
รถที่ใช้งานหนักทุกวันมีอัตราเสื่อมเพิ่มขึ้นราว 0.8% ต่อปี แต่ยังคงเหลือสุขภาพแบตเตอรี่เฉลี่ยมากกว่า 81% หลัง 8 ปี สำหรับฟลีทรถ นี่ถือเป็นต้นทุนที่ยอมรับได้ เมื่อแลกกับการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุนเชื้อเพลิง และการลดการปล่อยคาร์บอน
บทสรุป แบตเตอรี่ EV แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด
ข้อมูลจาก Geotab ยืนยันอย่างชัดเจนว่า แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่มีความทนทานสูง อายุการใช้งานยาวนาน และสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ดี
ความเสื่อมของแบตเตอรี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลเกินเหตุ หากมีการบริหารการชาร์จ การใช้งาน และสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม รถยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่เป็นคำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน
