เปิดขายจีน 889,000 – 1,011,000 บาท Haval Raptor PLUS PHEV วิ่งไฟฟ้า 195 – 255 กม. CLTC




Haval Raptor PLUS (2026): SUV สายลุย 7 ที่นั่ง วิ่งไกล 1,000 กม. ในประเทศจีน
Haval Raptor PLUS เปิดตัวรอบพรีเซลล์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2026 โดยเป็นการอัปเกรดจากรุ่นเดิมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น (PLUS) และติดตั้งเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ระดับสูง
ราคาจำหน่ายล่วงหน้า (Pre-sale)
- รุ่น 195 Max: 189,800 หยวน (ประมาณ 889,213 บาท)
- รุ่น 195 Max Navigation: 199,800 หยวน (ประมาณ 936,063 บาท)
- รุ่น 255 Ultra Navigation: 215,800 หยวน (ประมาณ 1,011,023 บาท)
มิติตัวถังและสเปกพื้นฐาน
- ความยาวตัวถัง: 4,912 มม.
- ความกว้าง: 1,950 มม.
- ความสูง: 1,905 มม.
- ระยะฐานล้อ: 2,850 มม.
- ความจุถังน้ำมัน: 55 ลิตร
สเปกสำหรับการขับขี่ Off-road
- ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance): 221 มม. (ขณะรถเปล่า)
- ระยะลุยน้ำสูงสุด: 580 มม.
- มุมประชิด (Approach Angle): 25 องศา
- มุมจาก (Departure Angle): 32 องศา
- มุมคร่อม (Breakover Angle): 19 องศา
*หมายเหตุ: ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,850 มม. ทำให้รุ่น PLUS มีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในรุ่นที่เลือกการจัดวางแบบ 7 ที่นั่ง
สรุปสเปกทางเทคนิค Haval Raptor PLUS แยกตามรุ่นย่อย
รุ่น Hi4 195 Max / Hi4 195 Max 领航版 (Navigation)
- เครื่องยนต์: 1.5T (115 kW / 243 Nm)
- มอเตอร์ไฟฟ้า: คู่ (หน้า 70 kW / หลัง 150 kW)
- พละกำลังรวมทั้งระบบ: 320 kW (ประมาณ 435 แรงม้า) / แรงบิด 750 Nm
- แบตเตอรี่: 33.7 kWh ( LFP)
- ระยะทางวิ่งไฟฟ้า (CLTC): 195 กม.
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 6.0 วินาที
- การชาร์จและระบบไฟ: รองรับ AC / DC / V2L (จ่ายไฟภายนอกสูงสุด 6 kW)
- อัตราสิ้นเปลือง (WLTC): 1.11 ลิตร / 100 กม. (ขณะแบตเตอรี่เต็ม)
รุ่น Hi4 255 Ultra 领航版 (Ultra Navigation)
- เครื่องยนต์: 1.5T (115 kW / 243 Nm)
- มอเตอร์ไฟฟ้า: คู่ (หน้า 70 kW / หลัง 150 kW)
- พละกำลังรวมทั้งระบบ: 330 kW (ประมาณ 445 แรงม้า) / แรงบิด 660 Nm
- แบตเตอรี่: 44.7 kWh ( NMC)
- ระยะทางวิ่งไฟฟ้า (CLTC): 255 กม.
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.8 วินาที
- การชาร์จและระบบไฟ: รองรับ AC / DC / V2L (จ่ายไฟภายนอกสูงสุด 6 kW)
- อัตราสิ้นเปลือง (WLTC): 0.72 ลิตร / 100 กม. (ขณะแบตเตอรี่เต็ม)
ข้อมูลทางเทคนิคอื่นๆ (มาตรฐานทุกรุ่น)
- ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ (Hi4)
- ความเร็วสูงสุด: 190 กม./ชม.
- ถังน้ำมัน: 55 ลิตร
- ระยะทางวิ่งครอบคลุมสูงสุด: มากกว่า 1,000 กม. (น้ำมันเต็มถัง + แบตเตอรี่เต็ม)
- ระบบช่วยลุย: ล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า (Diff-lock), โหมด Crawl Control และ Tank Turn
ระบบช่วงล่างและแชสซี (Suspension & Chassis)
แม้ Haval Raptor PLUS จะมีรูปลักษณ์ที่ดูเป็นรถ Off-road สายลุยเต็มตัว แต่โครงสร้างพื้นฐานยังคงออกแบบมาให้ขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างนุ่มนวลและควบคุมง่าย
- โครงสร้างตัวถัง: แบบ Unibody (承载式) ซึ่งให้ความนุ่มนวลและลดน้ำหนักโดยรวมของตัวรถได้ดีกว่าแบบ Body-on-frame
- ช่วงล่างด้านหน้า: อิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut Independent Suspension)
- ช่วงล่างด้านหลัง: อิสระ มัลติลิงก์ (Multi-link Independent Suspension)
- โช้คอัพไฟฟ้า (Electrically Controlled Damper): เป็นออปชันเสริม (เลือกติดตั้งเพิ่มได้) เฉพาะในรุ่นท็อป 255 Ultra Navigation เท่านั้น
- ระบบพวงมาลัย: พาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) สามารถปรับน้ำหนักการหน่วงพวงมาลัยได้ 3 โหมด ได้แก่ เบา (Light), สบาย (Comfort) และ สปอร์ต (Sport)
ฮาร์ดแวร์สนับสนุนการขับขี่แบบ Off-road
- ระบบขับเคลื่อน: มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อน 4 ล้อ (Electric 4WD)
- ล็อกเฟืองท้าย: ติดตั้งระบบล็อกเฟืองท้ายหลังแบบไฟฟ้า (Rear Axle Electronic Mechanical Differential Lock) มาให้เป็นมาตรฐาน “ทุกรุ่นย่อย”
- ระบบเบรก: ดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน (Ventilated Disc) ทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB)
การออกแบบภายนอก (Exterior Design)
Haval Raptor PLUS ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรถ SUV สายลุยด้วยดีไซน์ “ทรงกล่อง” (Square Box) ที่ดูบึกบึนแข็งแกร่ง แต่มีการปรับรายละเอียดใหม่รอบคันให้ดูทันสมัยและลู่ลมมากยิ่งขึ้น
ด้านหน้า (Front View)
- กระจังหน้าใหม่: ปรับเปลี่ยนดีไซน์กระจังหน้าใหม่ให้ดูมีมิติและทันสมัยขึ้น
- ชุดไฟหน้าทรงเหลี่ยม: เปลี่ยนจากไฟหน้าทรงกลมในรุ่นเดิม มาเป็น “ไฟหน้าทรงเหลี่ยม” เพื่อให้รับกับดีไซน์ทรงกล่องของตัวรถโดยรวม
- แอโรไดนามิก: ตัวถังมีการปรับมุมโค้งมนรอบคันถึง 37 จุด เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานอากาศ (Wind Resistance)
- หลังคาอัจฉริยะ: เหนือกระจกบังลมหน้ามีการติดตั้งเซนเซอร์ LiDAR ขนาดกะทัดรัด บ่งบอกถึงความสามารถของระบบช่วยขับขี่ระดับสูง
ด้านข้าง (Side View)
- มือจับประตู: ใช้มือจับประตูแบบก้านดึง (Pull-out) ที่ใช้งานง่าย แข็งแรง และตอบโจทย์การลุยฝุ่นโคลน
- เสา C-Pillar: ออกแบบให้มีความหนาเป็นพิเศษ พร้อมตกแต่งด้วย “ลวดลายภูเขา” เสริมภาพลักษณ์รถ Off-road
- แร็คหลังคา: ติดตั้งแร็คหลังคามาให้เป็นมาตรฐาน รองรับการวางสัมภาระหรือเต็นท์หลังคา
- ล้อและยาง: มาตรฐานเป็นล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว (ลาย 10 ก้าน) รัดด้วยยาง 255/60 R19 และมีออปชันเสริมเป็นล้อขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 265/60 R18 สำหรับคนที่ต้องการแก้มยางหนาขึ้นเพื่อการลุย
ด้านท้าย (Rear View)
- ประตูท้ายและยางอะไหล่: ประตูท้ายเปิดแบบบานพับออกด้านข้าง (เปิดซ้าย) พร้อมติดตั้งยางอะไหล่แบบเต็มวง (Full-size) ไว้ที่ฝาท้ายตามสไตล์รถลุยตัวจริง
- ไฟท้าย: ดีไซน์ไฟท้ายแนวตั้งรูปตัวอักษรจีน “日” (คล้ายกรอบหน้าต่างหรือเลข 8) แยกซ้าย-ขวาชัดเจน
- การตกแต่ง: โลโก้ตัวอักษร “GWM” ติดตั้งไว้เหนือยางอะไหล่ ส่วนกันชนท้ายใช้สีทูโทนดำตัดสลับเงิน ช่วยเพิ่มมิติความดุดันและกันรอยขีดข่วน
การออกแบบภายในและความสะดวกสบาย (Interior & Comfort)
ภายในห้องโดยสารของ Haval Raptor PLUS ได้รับการออกแบบใหม่โดยผสานความบึกบึนสไตล์ Off-road เข้ากับความหรูหราและเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและการออกทริปแคมป์ปิ้ง
ดีไซน์คอนโซลหน้าและพื้นที่ควบคุม
- หน้าจอแสดงผล: จัดเต็มด้วยจอมาตรวัดผู้ขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว, จอกลางระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว และระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (W-HUD)
- พวงมาลัยและเกียร์: พวงมาลัยหุ้มหนังแท้ดีไซน์ใหม่ 3 ก้าน (พร้อมระบบอุ่นพวงมาลัย) ส่วนคันเกียร์ถูกย้ายไปไว้ที่คอพวงมาลัย (Electronic Column Shifter) ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของบริเวณคอนโซลกลาง
- กลิ่นอายสายลุย: ติดตั้งมือจับอเนกประสงค์ (Grab Handles) ที่เสา A, เสา B และบริเวณแดชบอร์ดหน้าฝั่งผู้โดยสาร เพื่อความสะดวกและปลอดภัยเวลาขับขี่ในเส้นทางทุรกันดาร
เบาะนั่งระดับพรีเมียม
เบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง (Faux Leather) และให้ฟังก์ชันความสบายมาแบบจัดเต็มในทุกรุ่นย่อย
- เบาะคู่หน้า: ปรับด้วยไฟฟ้า (ผู้ขับขี่ 8 ทิศทาง / ผู้โดยสาร 4 ทิศทาง) มาพร้อมระบบ อุ่นเบาะ, ระบายอากาศ, ระบบนวด และจดจำตำแหน่ง (Memory Seat) เป็นมาตรฐาน
- ความสบายพิเศษฝั่งผู้โดยสาร: เบาะหน้าฝั่งซ้ายมาพร้อมที่รองขาปรับไฟฟ้า 2 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น 255 Ultra จะมีโต๊ะพับอเนกประสงค์ที่หลังเบาะหน้าเพิ่มมาให้)
- เบาะแถวหลัง: พนักพิงสามารถปรับองศาการเอนได้ และมาพร้อมระบบ อุ่นเบาะและระบายอากาศ รวมถึงพับได้แบบ 60:40 เพื่อขยายพื้นที่สัมภาระ
ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อ
- ระบบเสียง: ลำโพง 12 ตำแหน่งรอบคัน พร้อมแอมพลิฟายเออร์อิสระ (เฉพาะรุ่น 255 Ultra จะเพิ่มลำโพงที่พนักพิงศีรษะผู้ขับขี่)
- การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน: รองรับ HUAWEI HiCar, ICCOA Carlink และการสะท้อนหน้าจอ (Screen Projection) ครบครัน
- การสั่งงานด้วยเสียง: ระบบจดจำเสียงแบบ 4 โซน (Four-zone Voice Recognition) สั่งการได้จากทุกที่นั่ง
- พอร์ตเชื่อมต่อ: ด้านหน้ามี USB และ Type-C ส่วนด้านหลังมีพอร์ต USB ให้บริการ
สิ่งอำนวยความสะดวกสุดล้ำ (ไฮไลท์เด่น)
- ตู้เย็นอัจฉริยะ (มาตรฐานทุกรุ่น): ตู้เย็นที่สามารถปรับแต่งได้ทั้งการทำความเย็น, แช่แข็ง, รักษาความสด และอุ่นร้อน
- การชาร์จไร้สาย: แท่นชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายกำลังไฟ 50W พร้อมระบบระบายความร้อน
- ระบบปรับอากาศ: แอร์อัคโตมัติแบบแยกโซนอิสระ (Dual-zone) พร้อมช่องแอร์หลัง, ระบบกรองฝุ่น PM2.5, ระบบจัดการคุณภาพอากาศ AQS และเครื่องกำเนิดพลาสม่าฆ่าเชื้อโรค
- ตอบโจทย์สายแคมป์ปิ้ง: มีไฟส่องสว่างสำหรับแคมป์ปิ้ง (Camping Lights) และ ปลั๊กไฟ 220V (รองรับกำลังไฟสูงสุด 2200W) ที่บริเวณพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถ
- ความเงียบและบรรยากาศ: ใช้กระจกกันเสียงหนาพิเศษ (Acoustic Glass) ที่กระจกบังลมหน้าและประตูด้านหน้า พร้อมหลังคาพาโนรามาซันรูฟเปิด-ปิดได้ด้วยไฟฟ้า และไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Light) ในห้องโดยสาร
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ
Haval Raptor PLUS ถูกยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ทัดเทียมรถยนต์หรู โดยให้ความสำคัญทั้งโครงสร้างที่แข็งแกร่งสำหรับการลุย และระบบ AI ที่ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่ทางไกล
โครงสร้างตัวถังและระบบปกป้องผู้โดยสาร (Passive Safety)
- โครงสร้างตัวถัง: ใช้โครงสร้างแบบ Unibody (承载式) ที่มีการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูง เพื่อปกป้องห้องโดยสารและชุดแบตเตอรี่จากการกระแทก
- ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง: ติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างคู่หน้า และม่านถุงลมนิรภัยยาวครอบคลุมทั้งผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลัง (มาตรฐานทุกรุ่น)
- ระบบจัดการหลังการชน: หากเกิดอุบัติเหตุ รถจะทำการ ปลดล็อกประตูอัตโนมัติ เพื่อให้กู้ภัยเข้าช่วยเหลือได้ทันที พร้อมระบบเบรกเพื่อลดแรงกระแทกซ้ำซ้อน (Secondary Collision Mitigation)
ระบบกล้องและเซนเซอร์รอบคัน (Cameras & Sensors)
- กล้องรอบคัน 360 องศา: แสดงภาพมุมสูงแบบเรียลไทม์ ทำงานร่วมกับ ระบบมองทะลุใต้ท้องรถ (Transparent Chassis) ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาขับลุยทางขรุขระหรือหินกรวด
- เซนเซอร์กะระยะ: เรดาร์กะระยะหน้า-หลัง เป็นมาตรฐานทุกรุ่น
- กล้องบันทึกเหตุการณ์ (Dashcam): ติดตั้งมาจากโรงงาน ไม่ต้องเดินสายเพิ่ม
- โหมดเฝ้าระวัง (Sentinel Mode): ระบบจะใช้กล้องรอบคันบันทึกภาพเหตุการณ์ผิดปกติรอบๆ รถในขณะจอดทิ้งไว้ เพื่อความอุ่นใจ
ระบบความปลอดภัยเชิงรุก (Active Safety)
ระบบเหล่านี้ให้มาเป็นมาตรฐาน “ทุกรุ่นย่อย”:
- AEB (เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ): ตรวจจับได้ทั้งคนเดินเท้า, จักรยาน, รถยนต์ และรองรับการตรวจจับในบริเวณทางแยก
- ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ (RMI): ช่วยควบคุมเสถียรภาพตัวรถเมื่อหักหลบกะทันหัน หรือขับขี่ในเส้นทาง Off-road
- ระบบเตือนมุมอับสายตา (BSD) & เตือนเปิดประตู (DOW): ป้องกันอุบัติเหตุจากการเปลี่ยนเลน หรือเปิดประตูไปชนรถที่วิ่งมาจากด้านหลัง
- ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดหน้า: มีทั้งระบบเตือนการชนด้านหลัง (RCW) และเตือนรถตัดหน้าขณะถอย (RCTA)
เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS & NOA)
เทคโนโลยีช่วยขับขี่จะมีความแตกต่างกันไปตามรุ่นย่อย ดังนี้:
-
- รุ่น 195 Max (รุ่นเริ่มต้น):ให้ระบบช่วยขับขี่ขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Cruise Assist), ระบบช่วยรักษาเลน (LKA), ระบบเตือนออกนอกเลน (LDW) และการอ่านป้ายจราจร
-
- รุ่น 195 Max Navigation:เพิ่ม ระบบขับขี่อัตโนมัติบนทางหลวง (Highway NOA), ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ/สั่งจอดด้วยรีโมท, ระบบถอยหลังตามรอยเดิม (Reversing Assist), ระบบช่วยหักหลบฉุกเฉิน, ระบบเตือนรถตัดหน้า (FCTA) และระบบอ่านไฟจราจร
- รุ่น 255 Ultra Navigation (รุ่นท็อป):ได้ระบบทั้งหมดเหมือนรุ่น Max Navigation แต่จะอัปเกรดชิปประมวลผลและฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับ ระบบขับขี่อัตโนมัติในเมือง (City NOA) ซึ่งทำงานร่วมกับเซนเซอร์ LiDAR บนหลังคา สามารถขับลัดเลาะตามตรอกซอกซอยหรือสี่แยกไฟแดงในเมืองได้เอง



