ชาร์จเร็วมาก! 1 วินาที วิ่งได้ 2 กม. Lynk & Co 10+ ในจีนราคา 817,000 บาท 95kWh 816 กม./ชาร์จ CLTC 900V

ำำำำำำำำำำ



Lynk & Co 10 และ 10+: ซีดานไฟฟ้า 900V ชาร์จเร็วที่สุดในโลก เริ่มต้นเพียง 8.17 แสนบาท
Lynk & Co (ลิงค์ แอนด์ โค) แบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมได้ประกาศส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าซีดานรุ่นใหม่ล่าสุด “Lynk & Co 10” และ “Lynk & Co 10+” อย่างเป็นทางการแก่ลูกค้ารุ่นแรก โดยรถรุ่นนี้สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไร้คนขับอัจฉริยะ SEA (Sustainable Experience Architecture) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ และถูกวางตำแหน่งให้เป็น “รถซีดานไฟฟ้าแนวสปอร์ตขนาดพรีเมียม (Medium-to-Large Sporty Sedan)” โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การรองรับสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้าสูง 900V เป็นมาตรฐานทุกรุ่นย่อย
เจาะลึกราคาจำหน่าย (ราคาเปิดตัว VS ราคาโปรโมชัน)
Lynk & Co ได้กระตุ้นตลาดด้วยการทำราคาพิเศษในช่วงเปิดตัว (Limited-time Offer) ซึ่งช่วยประหยัดเงินไปได้ถึง 14,000 หยวน (ประมาณ 67,000 บาท) ในทุกรุ่นย่อย ดังนี้
-
ซีรีส์ Lynk & Co 10 (รุ่นมอเตอร์เดี่ยว – มี 3 รุ่นย่อย)
- ราคาแนะนำอย่างเป็นทางการ 183,900 – 205,900 หยวน (ประมาณ 884,700 – 990,600 บาท)
- ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 169,900 – 191,900 หยวน (ประมาณ 817,400 – 923,200 บาท)
-
ซีรีส์ Lynk & Co 10+ (รุ่นมอเตอร์คู่ สมรรถนะสูง – มี 2 รุ่นย่อย)
- ราคาแนะนำอย่างเป็นทางการ 233,900 – 249,900 หยวน (ประมาณ 1,125,300 – 1,202,300 บาท)
- ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 219,900 – 235,900 หยวน (ประมาณ 1,057,900 – 1,134,900 บาท)
ไฮไลต์เทคโนโลยี “ชาร์จ 1 วินาที วิ่งได้ 2 กิโลเมตร”
สิ่งที่ทำให้ Lynk & Co 10 กลายเป็นท็อปปิกสำคัญในวงการยานยนต์ไฟฟ้า คือระบบชาร์จไฟฟ้าในรุ่นความจุ 95kWh (สถาปัตยกรรม 900V) เมื่อชาร์จร่วมกับสถานีชาร์จความเร็วสูงพิเศษ V4 Supercharger จะสามารถทำความเร็วในการชาร์จได้สูงสุดถึง “1 วินาที ได้ระยะทาง 2 กิโลเมตร” ขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง (Mass Production) ที่ชาร์จไฟได้เร็วที่สุดในโลก ณ เวลานี้
ดีไซน์ภายนอกและระบบอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics)
ตัวรถได้รับการถ่ายทอด DNA การออกแบบมาจากรถต้นแบบ The Next Day ผสานกับแรงบันาลใจจากรถแข่งในสนามระดับโลกอย่าง Lynk & Co TCR ทำให้มีรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวและล้ำสมัย
- ด้านหน้า ติดตั้งกระจังหน้าแบบ Active Air Intake แบบซ่อนตัว (เปิด-ปิดอัตโนมัติเพื่อระบายความร้อนและลดแรงต้านอากาศ) และมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) ขนาดใหญ่ถึง 66 ลิตร
- ด้านหลัง ส่วนท้ายรถออกแบบให้สอดรับกับด้านหน้า ไฟท้ายดีไซน์เอกลักษณ์ และติดตั้งสปอยเลอร์หลังแบบยกตัวอัตโนมัติ (Active Lifted Spoiler) ซึ่งจะกางออกเองเมื่อความเร็วเกิน 70 กม./ชม.
- ความพิเศษในรุ่น Lynk & Co 10+ อัปเกรดเป็นสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่ (Yufeng Adjustable Carbon Fiber Wing) ที่สามารถปรับระดับได้ สามารถสร้างแรงกดส่วนท้าย (Downforce) ได้สูงสุดถึง 109.1 กิโลกรัม ช่วยให้รถเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยมในย่านความเร็วสูง
ซีรีส์ Lynk & Co 10 (รุ่นมอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD)
ในซีรีส์นี้จะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยหลัก โดยใช้ขนาดแบตเตอรี่และพละกำลังแตกต่างกันไปตามระดับราคา ดังนี้:
รุ่นเริ่มต้น (Entry-Level)
- ราคาโปรโมชัน: 169,900 หยวน (ประมาณ 817,400 บาท) | ราคาปกติ 183,900 หยวน
- กำลังมอเตอร์: 300 kW (แปลงได้ 405 แรงม้า PS)
- แรงบิดสูงสุด: 373 นิวตัน-เมตร
- ขนาดแบตเตอรี่: 77.17 kWh
- ระยะทางวิ่งสูงสุด: 701 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC)
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.9 วินาที
รุ่นกลาง (Mid-Range)
- ราคาโปรโมชัน: (ช่วงราคา 170,000 – 180,000 หยวนปลายๆ)
- กำลังมอเตอร์: 300 kW (แปลงได้ 405 แรงม้า PS)
- ขนาดแบตเตอรี่: 95 kWh (อัปเกรดแบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น)
- ระยะทางวิ่งสูงสุด: 816 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC)
- แรงบิดสูงสุด: 373 นิวตัน-เมตร
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.9 วินาที
รุ่นท็อปของมอเตอร์เดี่ยว (High-Spec RWD)
- ราคาโปรโมชัน: 191,900 หยวน (ประมาณ 923,200 บาท) | ราคาปกติ 205,900 หยวน
- กำลังมอเตอร์: 370 kW (แปลงได้ 499.5 หรือปัดเศษเป็น 500 แรงม้า PS)
- แรงบิดสูงสุด: 535 นิวตัน-เมตร
- ขนาดแบตเตอรี่: 95 kWh
- ระยะทางวิ่งสูงสุด: 816 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC)
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.2 วินาที
ซีรีส์ Lynk & Co 10+ (รุ่นมอเตอร์คู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD สมรรถนะสูง)
ในซีรีส์รหัสแรง “+” จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย แตกต่างกันที่ชุดแต่งและออปชันทางเทคนิค แต่ใช้ระบบขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูงตัวเดียวกัน:
รุ่น 10+ Air / Pro (รุ่นเริ่มต้นของซีรีส์บวก)
- ราคาโปรโมชัน: 219,900 หยวน (ประมาณ 1,057,900 บาท) | ราคาปกติ 233,900 หยวน
- กำลังมอเตอร์รวม: 680 kW (แปลงได้ 918 แรงม้า PS)
- แรงบิดสูงสุด: 913 นิวตัน-เมตร
- ขนาดแบตเตอรี่: 95 kWh (สถาปัตยกรรม 900V ชาร์จไวระดับเมกะวัตต์)
- ระยะทางวิ่งสูงสุด: 536 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC)
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.2 วินาที
รุ่น 10+ Racing / Ultra (รุ่นท็อปสายสนาม มาพร้อมปีกคาร์บอนไฟเบอร์)
- ราคาโปรโมชัน: 235,900 หยวน (ประมาณ 1,134,900 บาท) | ราคาปกติ 249,900 หยวน
- กำลังมอเตอร์รวม: 680 kW (แปลงได้ 918 แรงม้า PS)
- แรงบิดสูงสุด: 913 นิวตัน-เมตร
- ขนาดแบตเตอรี่: 95 kWh (สถาปัตยกรรม 900V รองรับระบบชาร์จ “1 วินาที 2 กิโลเมตร”)
- ระยะทางวิ่งสูงสุด: 536 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC)
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.2 วินาที
- ออปชันเสริมพิเศษ: ติดตั้งสปอยเลอร์หลังคาร์บอนไฟเบอร์ปรับระดับได้ (สร้างแรงกด Downforce สูงสุด 109.1 กก.) ยกระดับการทรงตัวในย่านความเร็วสูงโคตรดุดันครับ
1. รุ่นท็อประบบชาร์จ: สถาปัตยกรรม 900V (ความจุแบตเตอรี่ 95 kWh)
ระบบนี้ติดตั้งเป็นมาตรฐานในรุ่นมอเตอร์เดี่ยวตัวบน และในรหัสแรง Lynk & Co 10+ ทุกรุ่นย่อย
- ไฮไลต์ “1 วินาที วิ่งได้ 2 กิโลเมตร”: เมื่อนำรถไปชาร์จร่วมกับสถานีชาร์จความเร็วสูงพิเศษ V4 Supercharger (極充桩) ของเครือข่าย Geely Group ที่รองรับการจ่ายไฟระดับเมกะวัตต์ ตัวรถจะสามารถดึงกำลังไฟได้สูงสุด จนทำความเร็วในการชาร์จเฉลี่ยได้ในระดับ 1 วินาที ต่อการเพิ่มระยะทางวิ่งได้ถึง 2 กิโลเมตร
- สถิติโลก: ทาง Lynk & Co ได้เคลมว่าระบบนี้ส่งผลให้รถซีรีส์นี้ขึ้นแท่นเป็น “รถยนต์ไฟฟ้าระดับ Mass Production (ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง) ที่ชาร์จไฟได้เร็วที่สุดในโลก” ณ เวลานี้
2. รุ่นเริ่มต้นระบบชาร์จ: สถาปัตยกรรม 800V (ความจุแบตเตอรี่ 77.17 kWh)
แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น (มอเตอร์เดี่ยว ตัวสเปกราคา 169,900 หยวน) แต่เทคโนโลยีการชาร์จก็จัดอยู่ในระดับแถวหน้าของตลาด
- เทคโนโลยีชาร์จไวระดับ 5.5C: ตัวแบตเตอรี่ใช้นวัตกรรมเคมีที่รองรับอัตราการชาร์จสูงพิเศษ (5.5C Ultra-fast Charging)
- ความเร็วในการชาร์จ: สามารถชาร์จไฟจาก 10% ถึง 80% (SOC) ได้ภายในเวลาเพียง 10.5 นาทีเท่านั้น (หรือเฉลี่ยชาร์จเพียง 5 นาทีกว่าๆ ก็ได้ไฟขับต่อได้หลายร้อยกิโลเมตร) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการรอคอยขณะเดินทางไกลได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ชาร์จเร็วที่สุดในโลก (World’s Fastest Charging)
นี่คือจุดที่ Lynk & Co 10 ขึ้นแท่นเป็นเบอร์ 1 ของโลกในปัจจุบัน ด้วยแบตเตอรี่ตระกูล Golden Battery
| คุณสมบัติ | รุ่น 800V (77 kWh) | รุ่น 900V (95 kWh) |
|---|---|---|
| ระยะทางวิ่งสูงสุด | – | 816 กม. (CLTC) |
| อัตราการชาร์จ (C-rate) | 5.5C | Ultra-fast Charging |
| เวลาชาร์จ 10-80% | 10.5 นาที | – |
| เวลาชาร์จ 10-70% | – | 4 นาที 22 วินาที |
| เวลาชาร์จ 10-97% | – | 8 นาที 42 วินาที |
ความเร็วระดับสถิติโลก: ในรุ่น 900V เมื่อชาร์จกับตู้ V4 Megawatt จะสามารถเติมพลังงานได้เร็วถึง “2 กิโลเมตร ต่อ 1 วินาที” ทำให้การเดินทางไกลไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป
มิติตัวถังของ Lynk & Co 10 และ Lynk & Co 10+ (เวอร์ชันไฟฟ้าล้วน) ได้รับการออกแบบโครงสร้างตัวรถให้มีความกว้างและเตี้ย (Wide & Low) ตามสไตล์รถซีดานสปอร์ตพรีเมียมขนาดใหญ่ โดยมีขนาดตัวถังที่เท่ากันทั้งสองซีรีส์ ดังนี้ครับ:
- ความยาว: 5,050 มิลลิเมตร (5.05 เมตร)
- ความกว้าง: 1,966 มิลลิเมตร (1.96 เมตร)
- ความสูง: 1,468 มิลลิเมตร (1.46 เมตร)
- ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 3,005 มิลลิเมตร (3.00 เมตร)
ระบบช่วงล่างและการควบคุม (Chassis & Suspension)
นอกเหนือจากมิติตัวถังที่เตี้ยและกว้างแบบสปอร์ตแล้ว Lynk & Co 10 Series ยังได้รับการติดตั้งระบบช่วงล่างอัจฉริยะและสถาปัตยกรรมการควบคุมโครงสร้างตัวถังระดับพรีเมียม เพื่อรองรับพละกำลังสูงสุดถึง 918 แรงม้า (PS) ได้อย่างมั่นใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้
โครงสร้างระบบกันสะเทือน (Suspension Architecture)
- ช่วงล่างด้านหน้า: แบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง ให้การตอบสนองพวงมาลัยที่แม่นยำและคมกริบ
- ช่วงล่างด้านหลัง: แบบอิสระมัลติลิงก์ (Multi-link) ออกแบบมาเพื่อควบคุมมุมล้อให้แนบสนิทกับพื้นถนนในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง และลดอาการท้ายปัดได้อย่างยอดเยี่ยม
ระบบควบคุมแชสซีอัจฉริยะ (Dynamic Control Technology)
- ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัจฉริยะ (Dual-Chamber Air Suspension): ปรับระดับความสูง-ต่ำของตัวรถอัตโนมัติให้สอดคล้องกับสภาพถนนและความเร็ว เพื่อความนุ่มนวลและลดแรงต้านอากาศในย่านความเร็วสูง
- ระบบควบคุมโช้คอัพแปรผันต่อเนื่อง CDC (Continuous Damping Control): ตรวจจับสภาพพื้นผิวถนนแบบ Real-time และปรับความหนืดของโช้คอัพโดยอัตโนมัติในระดับมิลลิวินาที ช่วยซับแรงกระแทกและลดการโคลงของตัวถัง (Body Roll) ได้อย่างเด็ดขาด
- ระบบเลี้ยวล้อหลัง (Rear-Wheel Steering): เพิ่มความคล่องตัวในเมืองด้วยการลดวงเลี้ยวให้แคบลงในความเร็วต่ำ และช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัวที่มั่นคงเมื่อเปลี่ยนเลนในย่านความเร็วสูง
ความพิเศษในรุ่นรหัสแรง Lynk & Co 10+
สำหรับรุ่น Lynk & Co 10+ จะได้รับการเซตติ้งระบบช่วงล่างให้มีความหนึบและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยระบบกระจายแรงบิดอัจฉริยะ (Torque Vectoring) ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) เพื่อล็อกตัวรถให้อยู่ในแทร็กเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง และรองรับแรงกดมหาศาลจากสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์ที่สร้าง Downforce ได้สูงถึง 109.1 กิโลกรัม
การออกแบบภายนอก (Exterior Design & Aerodynamics)
Lynk & Co 10 และ 10+ ได้รับการออกแบบตัวถังภายนอกให้ฉีกกรอบรถซีดานทั่วไป โดยเน้นความสปอร์ตพรีเมียมเต็มพิกัด ภายใต้แนวคิด “กว้างและเตี้ย” (Wide & Low) ที่ผสานดีไซน์อันหรูหราเข้ากับประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ระดับรถแข่งในสนาม โดยมีไฮไลต์การออกแบบที่น่าสนใจดังนี้
ดีไซน์ด้านหน้าตัวรถ (Front Facia)
- งานออกแบบ Next Day เจเนอเรชันใหม่: รูปลักษณ์ภายนอกสืบทอดดีไซน์ DNA มาจากรถต้นแบบระดับไอคอนอย่าง “The Next Day” ผสานเข้ากับแรงบันดาลใจจากรถแข่งแชมป์โลกตระกูล TCR ของ Lynk & Co ทำให้หน้าตาดูดุดันและล้ำสมัย
- กระจังหน้าอัจฉริยะแบบซ่อนตัว (Hidden Active Air Intake): ติดตั้งแผงดักลมด้านหน้าที่สามารถเปิด-ปิดระบบอัตโนมัติ โดยจะปิดเพื่อลดแรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) เมื่อวิ่งทำความเร็ว และจะเปิดออกเมื่อต้องการระบายความร้อนให้ระบบขับเคลื่อนและแบตเตอรี่
- พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk): ฝากระโปรงหน้าเมื่อเปิดออกจะพบกับช่องเก็บสัมภาระอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ถึง 66 ลิตร สามารถใส่กระเป๋าเดินทางหรืออุปกรณ์ชาร์จไฟได้อย่างสะดวกสบาย
ดีไซน์ด้านท้ายและระบบจัดการลม (Rear & Aerodynamics)
- กันชนท้ายสไตล์สปอร์ต: ส่วนท้ายของรถได้รับการออกแบบหลังคาให้ลาดลงสไตล์ คูเป้ซีดาน (Fastback) พร้อมรีดีไซน์กันชนหลังและแผงดิฟฟิวเซอร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อจัดระเบียบการไหลของกระแสลมใต้ท้องรถให้สัมพันธ์กับดีไซน์ด้านหน้า
- ไฟท้ายเอกลักษณ์เฉพาะตัว: แผงไฟท้ายแบบ LED ยังคงสไตล์แถบยาวแยกชิ้นที่เป็นลายเซ็นของแบรนด์ Lynk & Co แต่ปรับให้มีความเพรียวบางและสว่างคมชัดสะดุดตามากขึ้น
- สปอยเลอร์หลังยกตัวอัตโนมัติ (Active Lifted Spoiler): ในรุ่นมาตรฐาน Lynk & Co 10 จะติดตั้งสปอยเลอร์แบบซ่อนตัวแนบไปกับฝากระโปรงท้าย ซึ่งจะยกตัวกางออกโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อรถทำความเร็วเกิน 70 กม./ชม. เพื่อสร้างแรงกดและเพิ่มเสถียรภาพส่วนท้าย
ความพิเศษเฉพาะรุ่นรหัสแรง Lynk & Co 10+
สำหรับเวอร์ชันสมรรถนะสูงอย่าง Lynk & Co 10+ จะได้รับการยกระดับความโหดขึ้นไปอีกขั้นด้วยการติดตั้ง “สปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์ทรงสูงแบบปรับระดับได้” (Yufeng Adjustable Carbon Fiber Wing) ชิ้นงานผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเกรดมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งสามารถสร้างแรงกดด้านท้าย (Downforce) ได้มหาศาลสูงสุดถึง 109.1 กิโลกรัม ช่วยให้ล้อหลังจับสนิทกับแทร็กและเพิ่มการยึดเกาะถนนในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงระดับซูเปอร์คาร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การออกแบบภายในและเทคโนโลยีห้องโดยสาร (Interior Design & Technology)
ห้องโดยสารของ Lynk & Co 10 และ 10+ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดความล้ำสมัยสไตล์มินิมอล ผสานความหรูหราแบบพรีเมียมและความสปอร์ตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวถึง 3,005 มิลลิเมตร ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางเป็นพิเศษ โดยมีรายละเอียดจุดเด่นดังนี้
ดีไซน์ คอนโซล และวัสดุภายใน (Layout & Premium Materials)
- ห้องโดยสารสไตล์ Cockpit อัจฉริยะ: คอนโซลหน้าออกแบบให้มีความเพรียวบาง ลดการใช้ปุ่มกดแบบกลไก โดยย้ายการควบคุมเกือบทั้งหมดไปไว้บนจอกลางและพวงมาลัย ให้ความรู้สึกโล่ง สะอาดตา และล้ำสมัย
- วัสดุพรีเมียมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ตกแต่งด้วยวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) รอบห้องโดยสาร เสริมด้วยหนังกลับ Alcantara และการเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีตัดกัน เพิ่มความสปอร์ตอย่างมีระดับ
- ไฟสร้างบรรยากาศ (Ambient Light): ระบบไฟรอบห้องโดยสารแบบหลากสีสัน (Multi-color) ที่สามารถปรับเปลี่ยนโทนสีตามโหมดการขับขี่ หรือกะพริบตามจังหวะดนตรี ช่วยเพิ่มอารมณ์สุนทรีย์ตลอดการเดินทาง
หน้าจอและระบบความบันเทิง (Screens & Infotainment)
- หน้าจอส่วนกลางขนาดใหญ่ความละเอียดสูง: ติดตั้งจอแสดงผลระบบสัมผัสขนาดใหญ่ ควบคุมด้วยชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง ทำให้การตอบสนอง ลื่นไหล รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง และการเชื่อมต่อเครือข่ายอัจฉริยะ
- จอมาตรวัดดิจิทัลและระบบ HUD: หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลความละเอียดสูงด้านหน้าผู้ขับขี่ ทำงานร่วมกับระบบแสดงผลบนกระจกหน้า (Head-Up Display) เพื่อให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน
- ระบบเสียงระดับ Hi-Fi: ชุดเครื่องเสียงระดับพรีเมียมพร้อมลำโพงหลายตำแหน่ง รอบทิศทาง ให้คุณภาพเสียงที่คมชัด มอบประสบการณ์เหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ส่วนตัว
เบาะนั่งและความพิเศษในรุ่นรหัสแรง Lynk & Co 10+
- เบาะนั่งทรงสปอร์ต (Sport Bucket Seats): เบาะนั่งคู่หน้าโอบกระชับสรีระ ป้องกันแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง พร้อมระบบปรับไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ (Ventilated) และระบบนวดอัจฉริยะ
- ความดุดันเฉพาะรุ่น 10+: ภายในของรุ่น 10+ จะถูกอัปเกรดให้มีความเข้มข้นสไตล์มอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น ด้วยการใช้พวงมาลัยท้ายตัดแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์แท้ และสายเข็มขัดนิรภัยสีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรหัสแรง “+” ของแบรนด์
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่แบบเต็มพิกัด (Comprehensive Safety & Intelligent Driving)
Lynk & Co 10 และ 10+ ได้รับการพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรมระดับโลก SEA (Sustainable Experience Architecture) ทำให้โครงสร้างตัวถังและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะถูกจัดอยู่ในมาตรฐานสูงสุดระดับ 5 ดาว ผสานระหว่างระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety) โครงสร้างนิรภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (Active Safety / ADAS) เพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดในทุกสถานการณ์ โดยมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้
โครงสร้างตัวถังนิรภัยและการปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (Passive Safety)
- โครงสร้างเหล็กกล้าทนทานสูง (High-Strength Steel Body): ตัวถังนิรภัยที่ใช้วัสดุเหล็กกล้าขึ้นรูปฮอตสแตมป์ทนแรงดึงสูง (Hot-stamped Steel) ในส่วนโครงสร้างหลักและเสา A/B เพื่อปกป้องห้องโดยสารจากการชนและพลิกคว่ำรอบทิศทาง
- ระบบป้องกันแบตเตอรี่จากการชนขั้นสูง (Battery Safety Shield): โครงสร้างแชสซีออกแบบให้มีคานนิรภัยหนาพิเศษรอบขอบแบตเตอรี่เพื่อดูดซับและกระจายแรงกระแทก พร้อมระบบตัดกระแสไฟแรงดันสูงอัตโนมัติในระดับมิลลิวินาทีเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับอุบัติเหตุ เพื่อป้องกันการลุกไหม้และการรั่วไหลของกระแสไฟ 900V
- ถุงลมนิรภัยรอบคัน (Comprehensive Airbags): ติดตั้งถุงลมนิรภัยมาตรฐานรอบห้องโดยสาร รวมถึงม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างยาวคลุมถึงผู้โดยสารตอนหลัง และถุงลมนิรภัยคั่นกลางระหว่างเบาะคู่หน้า (Far-Side Airbag) เพื่อป้องกันการกระแทกกันเองของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า
- ระบบยึดเหนี่ยวอัจฉริยะ: เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบตรวจจับตำแหน่งผู้โดยสารเพื่อปรับแรงดึงให้เหมาะสม ลดอาการบาดเจ็บเวณหน้าอกและต้นคอ
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems – ADAS)
- ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัจฉริยะ (Adaptive Cruise Control – ACC): รักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอัตโนมัติ รองรับฟังก์ชัน Stop & Go สำหรับการขับขี่ในสภาพการจราจรติดขัดจนถึงความเร็วสูง
- ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Autonomous Emergency Braking – AEB): ตรวจจับรถยนต์ คันข้างหน้า คนเดินถนน ผู้ขับขี่จักรยาน และสิ่งกีดขวาง พร้อมส่งสัญญาณเตือนและช่วยเบรกอัตโนมัติทันทีเมื่อเสี่ยงต่อการชน
- ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping Assist & Lane Departure Warning): ตรวจจับเส้นแบ่งเลนและส่งสัญญาณเตือนด้วยภาพ/เสียง/สั่นที่พวงมาลัยเมื่อรถออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ พร้อมช่วยหน่วงพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่กึ่งกลางเลนอย่างนุ่มนวล
- ระบบเตือนจุดอับสายตาและเตือนขณะถอยหลัง (Blind Spot Detection & RCTA): แจ้งเตือนด้วยสัญญาณไฟที่กระจกมองข้างเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน และช่วยเตือนพร้อมเบรกอัตโนมัติเมื่อมีรถวิ่งตัดผ่านขณะกำลังถอยออกจากช่องจอด
- ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะบนทางหลวง (Highway Pilot Assist): ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย เร่งความเร็ว และเบรกตามรถคันหน้า รวมถึงช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติเมื่อเปิดไฟเลี้ยว (ภายใต้การเงื่อนไขความปลอดภัยและกฎหมาย)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติตามป้ายจราจร (Traffic Sign Recognition & TSR): ตรวจจับและอ่านป้ายจำกัดความเร็วบนถนน เพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่หรือปรับลดความเร็วของรถลงโดยอัตโนมัติ
ระบบกล้องมองภาพและเซนเซอร์อัจฉริยะรอบคัน (Sensors & Vision System)
- กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา ระดับความละเอียดสูง (3D Surround View Camera): แสดงภาพจำลองตัวรถแบบ 3 มิติรอบคัน ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นอุปสรรคในจุดอับสายตาได้อย่างแม่นยำขณะจอดรถหรือขับในทางแคบ
- ฟังก์ชันภาพโปร่งใสใต้ท้องรถ (Chassis Visual / Transparent Chassis): ระบบประมวลผลภาพเพื่อแสดงสภาพพื้นผิวถนนและสิ่งกีดขวางที่อยู่ใต้ท้องรถ ช่วยป้องกันการขูดขีดหรือชนกระแทกใต้อ่างแบตเตอรี่
- ฮาร์ดแวร์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High-Performance Hardware Suite): ตัวรถติดตั้งเรดาร์คลื่นมิลลิเมตร (Millimeter-wave Radar), อัลตราโซนิกเซนเซอร์ (Ultrasonic Sensors) และกล้องความละเอียดสูงรอบคัน เพื่อการตรวจจับสภาพแวดล้อม วัตถุ และพฤติกรรมของรถรอบข้างได้อย่างแม่นยำในทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางคืน หมอกลงจัด หรือขณะฝนตกหนัก
- ระบบจัดการเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Control – ESC): ควบคุมการทรงตัวของรถ แก้อาการหน้าดื้อ (Understeer) หรือท้ายปัด (Oversteer) โดยเฉพาะในรุ่นมอเตอร์คู่ 918 แรงม้า เพื่อให้ตัวรถเกาะแน่นไปกับผิวถนนในทุกสภาวะ
GEELY ท้าชนเทคโนโลยีชาร์จเร็ว BYD ชาร์จ 10%-70% ใน 4 นาที 22 วินาที และ 10%-97% ใน 8 นาที 42 วินาที





สงคราม “Megawatt Charging”! เมื่อ Lynk & Co 10 ท้าชน BYD Blade Battery 2.0 ใครคือเจ้าแห่งความเร็วตัวจริง?
วงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2026 กำลังเข้าสู่ยุค “ชาร์จหลักนาที” อย่างเต็มตัว ล่าสุดหลังจากที่ BYD เพิ่งเปิดตัวแบตเตอรี่ Blade Battery เจนเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมเทคโนโลยี Megawatt Flash Charging ที่เคลมว่าชาร์จเร็วที่สุดในโลกได้ไม่นาน ทางฝั่ง Geely โดยแบรนด์พรีเมียมอย่าง Lynk & Co ก็ออกมาประกาศกร้าวด้วยตัวเลขที่เหนือกว่า พร้อมโชว์ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ 900V Energee Golden Brick หรือ Golden Battery
เปิดสถิติใหม่: Lynk & Co 10 ปะทะ BYD
จากการทดสอบล่าสุดของ Lynk & Co Z10 ที่ใช้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูงระดับ 900V ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งและทำลายสถิติที่ BYD เคยทำไว้ก่อนหน้า ดังนี้
| สถานะการชาร์จ (SOC) | GEELY : Golden Battery 2026 | BYD (Blade Battery 2.0) |
|---|---|---|
| 10% – 70% | 4 นาที 22 วินาที | 5 นาที |
| 10% – 80% | 5 นาที 32 วินาที | – |
| 10% – 97% | 8 นาที 42 วินาที | 9 นาที |
สิ่งที่น่าสนใจคือ Peak Power หรือกำลังไฟสูงสุดขณะชาร์จของ Lynk & Co Z10 พุ่งไปถึง 1,100kW และแม้แบตเตอรี่จะเต็มไปถึง 80% แล้ว แต่ระบบยังสามารถรักษาการรับไฟได้สูงกว่า 500kW ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

โครงสร้างพื้นฐาน: ศึกชิงจำนวนสถานีชาร์จ
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ล้ำหน้าต้องมาคู่กับตู้ชาร์จที่จ่ายไฟได้มหาศาล:
- Geely/Zeekr: ใช้ตู้ชาร์จ Zeekr V4 Megawatt ที่จ่ายไฟสูงสุดได้ถึง 1,300kW และกระแสไฟ 1,300A มาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบเต็มระบบ (Full Liquid-cooling) เพื่อจัดการกับความร้อนมหาศาลขณะชาร์จ
- BYD: ปัจจุบันมีสถานี Megawatt Flash Charging แล้วกว่า 5,000 แห่ง และตั้งเป้าจะขยายให้ถึง 20,000 แห่งภายในสิ้นปี 2026 เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก
วิเคราะห์เจาะลึก: ถ้าสลับค่ายชาร์จ จะยังแรงอยู่ไหม?
คำถามที่สำคัญคือ “ถ้าเอา BYD ไปชาร์จตู้ Zeekr หรือเอา Lynk & Co ไปชาร์จตู้ BYD จะยังทำความเร็วระดับเทพได้หรือไม่?”
คำตอบคือ “มีความเป็นไปได้ยากที่จะทำความเร็วสูงสุด (Peak Speed) ตามสเปกของค่ายได้” ด้วยเหตุผลทางเทคนิค 3 ประการดังนี้ครับ:
แรงดันไฟฟ้าอ้างอิง (Voltage Architecture)
Lynk & Co 10 ใช้ระบบ 900V ในขณะที่ BYD Blade 2.0 ออกแบบมาบนพื้นฐานที่ต่างออกไป หากแรงดันไฟฟ้าของตู้ชาร์จและตัวรถไม่สัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์ ระบบ BMS (Battery Management System) จะทำการปรับลดกำลังไฟลงเพื่อความปลอดภัย ทำให้ไม่สามารถดึงพลังงาน 1,100kW ออกมาใช้ได้เต็มที่
โปรโตคอลการสื่อสาร (Handshake Protocol)
แม้ในจีนจะใช้มาตรฐาน GB/T เหมือนกัน แต่สำหรับการชาร์จระดับ Megawatt (MW) แต่ละค่ายมักจะมี “ซอฟต์แวร์สื่อสารเฉพาะ” ระหว่างรถและตู้ชาร์จของตัวเอง เพื่อจัดการความร้อนและความปลอดภัยของเซลล์แบตเตอรี่แบบ Real-time หากข้ามค่าย ระบบอาจจะมองเห็นกันเป็นเพียง “ตู้ชาร์จความเร็วสูงทั่วไป” และจ่ายไฟในระดับมาตรฐาน (เช่น 250-350kW) แทนที่จะเป็นระดับ 1,000kW+
ขีดจำกัดของเซลล์แบตเตอรี่ (C-Rate)
แบตเตอรี่แต่ละค่ายมีเคมีและโครงสร้างภายในที่รับกระแสไฟ (Amperage) ได้ต่างกัน แบตเตอรี่ Energee ของ Geely ถูกออกแบบมาให้รับกระแสสูงถึง 1,300A ในขณะที่ Blade Battery ของ BYD เน้นความปลอดภัยและความหนาแน่นของพลังงาน ซึ่งอาจจะมีจุดรับกระแสสูงสุดที่ต่างกัน ดังนั้นต่อให้ตู้ชาร์จจ่ายไหว แต่ถ้าแบตเตอรี่รับไม่ได้ รถก็จะสั่งลดไฟลงเอง
บทสรุป
เทคโนโลยีการชาร์จในระดับ 1,100kW – 1,300kW ในปัจจุบันเปรียบเสมือน “ระบบปิดที่ปรับแต่งมาเพื่อกันและกัน” (Optimized Ecosystem) เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ดังนั้นหากมีการสลับค่ายชาร์จ ความเร็วที่ได้จะยังถือว่า “เร็วมาก” เมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไป แต่อาจจะไม่เห็นตัวเลข 4-5 นาทีตามที่โชว์ในคลิปทดสอบครับ

Golden Battery (หรือในชื่อทางการว่า Golden Brick Battery) เป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ LFP (Lithium Iron Phosphate) ที่พัฒนาขึ้นเองโดย Geely Group ซึ่งปัจจุบันในปี 2026 ได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่ 2 และ 3 ที่ทำลายสถิติการชาร์จเร็วที่สุดในโลกไปแล้วครับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นี่คืออัปเดตล่าสุดของเทคโนโลยีนี้
วิวัฒนาการและรุ่นปัจจุบัน (ปี 2026)
- Generation 2 (5.5C): เป็นรุ่นที่ใช้แพร่หลายในตอนนี้ (เช่นใน Zeekr 007 และ Zeekr 7X) รองรับการชาร์จจาก 10% ถึง 80% ภายในเวลาเพียง 10.5 นาที
- 2026 Update (12C Tech): ในรุ่นเรือธงอย่าง Zeekr 001 ปี 2026 เทคโนโลยีนี้ถูกอัปเกรดให้รองรับอัตราการชาร์จสูงถึง 12C ซึ่งทำงานร่วมกับตู้ชาร์จ 1.5 MW (1,500 kW) ของ Geely ทำให้ชาร์จ 10-80% ได้ในเวลาเพียง 7 นาที เท่านั้น
จุดเด่นที่ทำให้แตกต่าง
- Volume Efficiency สูงสุดในโลก: แบตเตอรี่รุ่นนี้มีการจัดเรียงเซลล์ที่หนาแน่นมาก โดยมีค่า Volume Utilization สูงถึง 83.7% (ในขณะที่แบตเตอรี่ LFP ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 50-60%) ทำให้ใส่ความจุได้เยอะในขนาดที่เล็กลง
- Aegis Short-Blade Technology: ในกลุ่มรถ Hybrid (เช่น Geely Galaxy M7) จะใช้ชื่อว่า Aegis Gold Brick ซึ่งเป็นเซลล์แบบใบมีดสั้น (Short-blade) ที่ทนทานต่อการใช้งานหนักและให้พละกำลังต่อเนื่องได้ดีกว่า
- ความทนทานต่ออากาศหนาว: ปัญหาใหญ่ของ LFP คือชาร์จช้าเมื่อเจออากาศหนาว แต่ Golden Battery รุ่นใหม่สามารถรักษาประสิทธิภาพการชาร์จได้ถึง 90% แม้ในอุณหภูมิต่ำถึง -30°C
มาตรฐานความปลอดภัยระดับ “8 ชั้น”
Geely เคลมว่านี่คือหนึ่งในแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา โดยผ่านบททดสอบสุดโหด
- ทนความร้อน: ไม่ระเบิดแม้จะเผาด้วยไฟแรงสูงนานต่อเนื่อง
- การทุบทำลาย: ผ่านการทดสอบถูกรถบรรทุก 22 ตันเหยียบ และการยิงด้วยกระสุนปืนหรือเจาะด้วยตะปูโดยไม่เกิด Thermal Runaway (ไฟลุกไหม้ลาม)
- กันน้ำ: ทนการแช่น้ำเค็มนานเกินมาตรฐานปกติหลายเท่า
การใช้งานในรถยนต์รุ่นต่างๆ
ในปัจจุบันคุณจะเห็นแบตเตอรี่ตระกูล Golden Battery นี้อยู่ใน
- Zeekr: รุ่น 001, 007, 7X, และ MIX
- Geely Galaxy: รุ่น E5, M7 (Hybrid) และ Starship series
- Lynk & Co: รุ่นใหม่ๆ ที่ใช้แพลตฟอร์ม 800V
ZEEKR เปิดตัว BRIC Battery รุ่นที่ 2 ชาร์จ 10-80% ภาสยใน 10.5 นาที หรือ 610 กม. ภายใน 15 นาที

Zeekr V4 Megawatt (หรือ Zeekr Power V4) คือเทคโนโลยีเครื่องชาร์จไฟฟ้าความเร็วสูงพิเศษ (Ultra-fast Charger) เจนเนอเรชันที่ 4 ของแบรนด์ Zeekr (ในเครือ Geely) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่พาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้าสู่ “ยุคเมกะวัตต์” (Megawatt Era) อย่างเต็มตัว
นี่คือสรุปข้อมูลสำคัญของเทคโนโลยีนี้ครับ:
ประสิทธิภาพการชาร์จที่สูงที่สุดในโลก
Zeekr V4 ไม่ได้ใช้หน่วยวัดเป็นกิโลวัตต์ (kW) เหมือนตู้ชาร์จทั่วไป แต่ก้าวข้ามไปถึงระดับ เมกะวัตต์ (MW)
- กำลังไฟสูงสุด: รองรับได้ถึง 1.2 MW (1,200 kW) ต่อหนึ่งหัวชาร์จ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลกสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars)
- แรงดันและกระแสไฟ: สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 800V – 1,000V และกระแสไฟสูงถึง 1,200A – 1,488A
- ระบบระบายความร้อน: ใช้เทคโนโลยี Liquid-cooled (ระบายความร้อนด้วยของเหลว) ทั้งระบบ ตั้งแต่ตัวตู้ไปจนถึงสายชาร์จ เพื่อจัดการกับความร้อนมหาศาลขณะจ่ายไฟระดับเมกะวัตต์
ความเร็วในการชาร์จที่ “เร็วกว่าเติมน้ำมัน”
เมื่อใช้ Zeekr V4 คู่กับรถที่รองรับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ (เช่น Zeekr 001 รุ่นปี 2025 ที่ใช้แบตเตอรี่ LFP 5C หรือ 12C):
- 4% ถึง 80%: ใช้เวลาเพียงประมาณ 5 – 6 นาที เท่านั้น
- ชาร์จ 1 วินาที: สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ประมาณ 2 กิโลเมตร
- ชาร์จ 5 นาที: ได้ระยะทางวิ่งเพิ่มขึ้นกว่า 400 – 500 กิโลเมตร
Zeekr เริ่มติดตั้งสถานี V4 ในประเทศจีนอย่างกว้างขวางตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 โดยตั้งเป้าที่จะติดตั้งหัวชาร์จความเร็วสูงให้ครอบคลุมกว่า 10,000 หัวชาร์จภายในปี 2026 เพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่สามารถรับไฟได้สูงเกิน 500 kW ขึ้นไป
เกร็ดเพิ่มเติม: แม้ตู้ชาร์จจะปล่อยไฟได้ถึง 1.2 MW แต่ตัวรถที่จะนำมาชาร์จก็ต้องมีระบบจัดการความร้อนและเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ที่รองรับ (เช่น แบตเตอรี่แบบ 5C หรือสูงกว่า) มิฉะนั้นรถจะรับไฟได้ตามขีดจำกัดสูงสุดของระบบออนบอร์ดเท่านั้นครับ

GEELY ท้าชนเทคโนโลยีชาร์จเร็ว BYD ชาร์จ 10%-70% ใน 4 นาที 22 วินาที และ 10%-97% ใน 8 นาที 42 วินาที

