โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เริ่มใช้ 1 มิถุนายนนี้ ใครได้สิทธิ์อะไร ? ร้านค้าไหนสามารถลงทะเบียนได้

เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งในครั้งนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขการร่วมจ่าย (Co-pay) ที่น่าสนใจ โดยรัฐบาลจะออกค่าใช้จ่ายให้ถึง 60% และประชาชนสมทบเองเพียง 40% เท่านั้น พร้อมกำหนดวงเงินช่วยเหลือสูงสุดคนละ 1,000 บาทต่อเดือน (รวมสูงสุด 4,000 บาทตลอดระยะเวลา 4 เดือน) และจำกัดสิทธิ์การใช้สูงสุด 200 บาทต่อวัน
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกเงื่อนไข วิธีการคำนวณเงิน และข้อควรระวังสำคัญเรื่อง “สิทธิ์ไม่ทบในเดือนถัดไป” เพื่อให้คุณวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ
โครงสร้างและเงื่อนไขสำคัญของโครงการ
โครงการนี้มีรูปแบบการจัดสรรวงเงินและสิทธิ์การใช้งานที่ต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียด ดังนี้:
- สัดส่วนการร่วมจ่าย (Co-pay 60/40): ทุกครั้งที่ใช้จ่าย รัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 60% ของราคาสินค้า และคุณชำระเอง 40%
- วงเงินอุดหนุนรายเดือน: จำกัดสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ต่อคน/เดือน
- เพดานการใช้สิทธิ์รายวัน: จำกัดส่วนที่รัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาท ต่อวัน
- ระยะเวลาโครงการ: ดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน (รวมวงเงินช่วยเหลือสูงสุดตลอดโครงการ 4,000 บาท)
- เงื่อนไขสำคัญที่สุด: สิทธิ์รายเดือนจะไม่ถูกนำไปทบในเดือนถัดไป (Use-it-or-lose-it) หากใช้ไม่หมดภายในเดือนนั้น ๆ วงเงินที่เหลือจะถูกตัดทิ้งทันที
วิธีคำนวณการใช้สิทธิ์จริงต่อวัน (สัดส่วน 60/40)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนในการนำไปใช้งานจริงตามร้านค้า คาเฟ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่เข้าร่วมโครงการ สามารถแบ่งสถานการณ์การจ่ายเงินออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ดังนี้:
1. กรณีต้องการใช้สิทธิ์รัฐสูงสุดต่อวัน (200 บาท)
หากคุณต้องการให้รัฐบาลช่วยจ่ายเต็มเพดานสูงสุดที่ 200 บาทในวันนั้น คุณจะต้องเลือกซื้อสินค้าหรือบริการในราคารวม 333.33 บาท
- รัฐบาลช่วยจ่าย (60%): 200 บาท
- คุณจ่ายเอง (40%): 133.33 บาท
2. กรณีซื้อของในราคาต่ำกว่าเกณฑ์เพดาน
ระบบจะคำนวณตามสัดส่วน 60/40 จริงตามยอดซื้อ เช่น ยอดซื้อรวมเท่ากับ 100 บาท
- รัฐบาลช่วยจ่าย (60%): 60 บาท
- คุณจ่ายเอง (40%): 40 บาท
3. กรณีซื้อของเกินเกณฑ์เพดานสูงสุดต่อวัน
หากคุณซื้อสินค้าในราคารวมสูง เช่น ยอดซื้อรวมเท่ากับ 500 บาท
- รัฐบาลช่วยจ่าย (60%): รัฐจะช่วยได้สูงสุดเพียง 200 บาท (เนื่องจากติดเพดานรายวัน)
- คุณจ่ายเอง (40% + ส่วนเกิน): ยอด 40% ของ 333.33 บาทแรก (133.33 บาท) รวมกับส่วนเกินที่เหลืออีก 166.67 บาท (รวมจ่ายเองทั้งสิ้น 300 บาท)
เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้วงเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และไม่สามารถทบสิทธิ์ได้ การวางแผนจัดการในแต่ละเดือนจึงสำคัญมาก ตารางด้านล่างนี้แสดงให้เห็นโครงสร้างวงเงินในแต่ละเดือนครับ
สรุปวงเงินสนับสนุนของรัฐและการใช้สิทธิ์รายเดือน
(คิดจากสิทธิ์เต็มเพดานสูงสุดของรัฐ 200 บาทต่อวัน)
เดือนที่ 1
- วงเงินรัฐสนับสนุนสูงสุด: 1,000 บาท
- จำนวนวันที่ใช้สิทธิ์ได้เต็มที่: 5 วัน (วันละ 200 บาท) กรณีใช้สูงสุดต่อวัน แต่วงเงินมีอายุ 30 วัน
- วงเงินสะสมของรัฐรวม: 1,000 บาท
เดือนที่ 2
- วงเงินรัฐสนับสนุนสูงสุด: 1,000 บาท
- จำนวนวันที่ใช้สิทธิ์ได้เต็มที่: 5 วัน (วันละ 200 บาท) กรณีใช้สูงสุดต่อวัน แต่วงเงินมีอายุ 30 วัน
- วงเงินสะสมของรัฐรวม: 2,000 บาท
เดือนที่ 3
- วงเงินรัฐสนับสนุนสูงสุด: 1,000 บาท
- จำนวนวันที่ใช้สิทธิ์ได้เต็มที่: 5 วัน (วันละ 200 บาท) กรณีใช้สูงสุดต่อวัน แต่วงเงินมีอายุ 30 วัน
- วงเงินสะสมของรัฐรวม: 3,000 บาท
เดือนที่ 4
- วงเงินรัฐสนับสนุนสูงสุด: 1,000 บาท
- จำนวนวันที่ใช้สิทธิ์ได้เต็มที่: 5 วัน (วันละ 200 บาท) กรณีใช้สูงสุดต่อวัน แต่วงเงินมีอายุ 30 วัน
- วงเงินสะสมของรัฐรวม: 4,000 บาท
2 เทคนิคการบริหารสิทธิ์ “ไม่ให้เหลือทิ้ง” ในแต่ละเดือน
เมื่อสิทธิ์ในแต่ละเดือน “ไม่ถูกนำไปทบในเดือนถัดไป” คุณสามารถเลือกวางแผนการใช้จ่ายได้ 2 กลยุทธ์ตามไลฟ์สไตล์ เพื่อรับสิทธิ์เต็ม 1,000 บาทในทุก ๆ เดือน ดังนี้ครับ
กลยุทธ์ที่ 1 สายซื้อของใหญ่ (ใช้เต็มโควตา 5 วัน)
เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบซื้อของกินของใช้เข้าบ้านทีละเยอะ ๆ ในครั้งเดียว โดยเลือกวันซื้อของหนัก 5 วันในเดือนนั้น และใช้สิทธิ์ให้เต็มเพดาน 200 บาท/วัน (ซื้อของยอด 333.33 บาทขึ้นไป) วิธีนี้จะช่วยประหยัดเงินก้อนใหญ่ได้เร็ว แต่อย่าลืมว่าเมื่อครบ 5 วันแล้ว วงเงินในเดือนนั้นจะหมดลงทันที
กลยุทธ์ที่ 2: สายลดค่าครองชีพประจำวัน (เฉลี่ยใช้ยาวตลอดเดือน)
เหมาะสำหรับคนวัยทำงานหรือนักเรียนที่ต้องการลดค่าอาหารและเครื่องดื่มในแต่ละวัน โดยการกระจายเงิน 1,000 บาทให้ใช้ได้หลายวันมากขึ้น เช่น:
- เฉลี่ยใช้ 20 วัน/เดือน: ใช้สิทธิ์รัฐช่วยวันละ 50 บาท (ซื้อของรวมวันละ 83.33 บาท)
- เฉลี่ยใช้ 10 วัน/เดือน: ใช้สิทธิ์รัฐช่วยวันละ 100 บาท (ซื้อของรวมวันละ 166.67 บาท)
บทสรุปและข้อควรระวัง
โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นกลไกที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้อย่างดีเยี่ยมด้วยสัดส่วนที่รัฐช่วยออกให้มากกว่าครึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดที่ห้ามลืมคือ “การตรวจสอบยอดเงินคงเหลือในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของทุกเดือน” หากพบว่ายังมีวงเงินเหลืออยู่ ควรรีบวางแผนใช้จ่ายให้หมดก่อนสิ้นเดือน เพราะเมื่อเข้าสู่วันที่ 1 ของเดือนถัดไป วงเงินเก่าจะถูกรีเซ็ตเป็นศูนย์ทันที เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ประโยชน์สูงสุดเต็มเม็ดเต็มหน่วย 4,000 บาทตลอดโครงการครับ

เพื่อให้คุณเห็นภาพการบริหารจัดการเงินที่ชัดเจนที่สุดในการนำไปเขียนบทความหรืออธิบายต่อ นี่คือการเปรียบเทียบกรณี “ยอดซื้อของรวมต่อวัน” ที่จำลองตั้งแต่ 200, 250, 300 ไปจนถึง 350 บาท โดยคำนวณตามเงื่อนไขของรัฐ (ช่วย 60% / จ่ายเอง 40% และจำกัดรัฐช่วยสูงสุดไม่เกิน 200 บาท/วัน จากวงเงินรวม 1,000 บาท/เดือน) ครับ
ขออภัยครับ! จัดส่งให้ใหม่แบบไม่ใช่ตาราง โดยเรียงเป็นข้อๆ ให้อ่านง่าย สรุปชัดเจน และดูเป็นมืออาชีพครับ
เปรียบเทียบยอดซื้อรวม 4 รูปแบบ (ต่อเดือน)
(จำกัดวงเงินรัฐช่วยจ่ายสูงสุด 1,000 บาท/เดือน)
1. ยอดซื้อรวม 200 บาทต่อวัน
- รัฐช่วยจ่าย (60%): 120 บาท
- คุณจ่ายเอง (40%): 80 บาท
- ระยะเวลาที่ใช้ได้: 9 วัน
- รายละเอียดวันสุดท้าย: วันที่ 9 รัฐจะช่วยจ่ายเศษสุดท้ายที่เหลือ 40 บาท
2. ยอดซื้อรวม 250 บาทต่อวัน
- รัฐช่วยจ่าย (60%): 150 บาท
- คุณจ่ายเอง (40%): 100 บาท
- ระยะเวลาที่ใช้ได้: 7 วัน
- รายละเอียดวันสุดท้าย: วันที่ 7 รัฐจะช่วยจ่ายเศษสุดท้ายที่เหลือ 100 บาท
3. ยอดซื้อรวม 300 บาทต่อวัน
- รัฐช่วยจ่าย (60%): 180 บาท
- คุณจ่ายเอง (40%): 120 บาท
- ระยะเวลาที่ใช้ได้: 6 วัน
- รายละเอียดวันสุดท้าย: วันที่ 6 รัฐจะช่วยจ่ายเศษสุดท้ายที่เหลือ 100 บาท
4. ยอดซื้อรวม 350 บาทต่อวัน
- รัฐช่วยจ่าย (60%): 200 บาท (ชนเพดานสิทธิ์สูงสุดรายวัน)
- คุณจ่ายเอง (40%): 150 บาท (คิดจาก 40% ปกติ + ส่วนเกินเพดาน 10 บาท)
- ระยะเวลาที่ใช้ได้: 5 วัน
- รายละเอียดวันสุดท้าย: วันที่ 5 จะใช้สิทธิ์ได้เต็มโควตาของรัฐ 200 บาทพอดี
เจาะลึกรายละเอียดแต่ละรูปแบบ
1. ซื้อของรวมวันละ 200 บาท
- สัดส่วนเงิน: รัฐช่วย 120 บาท / คุณจ่ายเอง 80 บาท
- จำนวนวัน: ใช้ได้ 9 วันต่อเดือน
- การตัดยอดเงินรัฐ: 8 วันแรก รัฐช่วยวันละ 120 บาท ( บาท) วันที่ 9 จะเหลือเงินให้รัฐช่วยก้อนสุดท้าย 40 บาท (ในวันที่ 9 หากซื้อของ 200 บาท คุณจะต้องจ่ายเอง 160 บาท)
2. ซื้อของรวมวันละ 250 บาท
- สัดส่วนเงิน: รัฐช่วย 150 บาท / คุณจ่ายเอง 100 บาท
- จำนวนวัน: ใช้ได้ 7 วันต่อเดือน
- การตัดยอดเงินรัฐ: 6 วันแรก รัฐช่วยวันละ 150 บาท ( บาท) วันที่ 7 จะเหลือเงินให้รัฐช่วยก้อนสุดท้าย 100 บาท
3. ซื้อของรวมวันละ 300 บาท
- สัดส่วนเงิน: รัฐช่วย 180 บาท / คุณจ่ายเอง 120 บาท
- จำนวนวัน: ใช้ได้ 6 วันต่อเดือน
- การตัดยอดเงินรัฐ: 5 วันแรก รัฐช่วยวันละ 180 บาท ( บาท) วันที่ 6 จะเหลือเงินให้รัฐช่วยก้อนสุดท้าย 100 บาท
4. ซื้อของรวมวันละ 350 บาท (เกินเกณฑ์เพดานรายวัน)
-
สัดส่วนเงิน: เนื่องจาก 60% ของ 350 คือ 210 บาท ซึ่งเกินเพดานที่รัฐให้สูงสุด 200 บาทต่อวัน ระบบจึงปัดเศษทันที
-
รัฐช่วยจ่าย: 200 บาท (เต็มเพดาน)
-
คุณต้องจ่ายเอง: 150 บาท (มาจากยอด 40% ปกติคือ 140 บาท + ส่วนที่เกินเพดานรัฐอีก 10 บาท)
-
-
จำนวนวัน: ใช้ได้ 5 วันต่อเดือน ( บาทพอดีเป๊ะ เงินหมดเกลี้ยงไม่มีเศษเหลือ)
Advertisement Advertisement
💡 ข้อสรุปสำหรับนำไปทำ Content:
ยิ่งซื้อของต่อครั้งมูลค่าสูง (ใกล้เคียงหรือเกิน 333.33 บาท) จะยิ่งใช้โควตาเงินเดือน 1,000 บาท หมดเร็วขึ้น (หมดภายใน 5-6 วัน)
หากต้องการให้สิทธิ์กระจายใช้ได้จำนวนวันมากขึ้นในแต่ละเดือน (เช่น 7-9 วันขึ้นไป) ควรคุมยอดซื้อรวมให้อยู่ในช่วงไม่เกิน 200 – 250 บาทต่อวันครับ
นี่คือโครงร่างและเนื้อหาบทความสำหรับนำไปโพสต์ลงเว็บไซต์หรือแชร์ต่อ โดยปรับถ้อยคำให้กระชับ ชัดเจน และน่าเชื่อถือตามหลักการเขียนบทความออนไลน์ครับ
สำหรับประชาชน เช็กคุณสมบัติและวิธีรับสิทธิ
ประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ มีโควตาทั้งสิ้น 30 ล้านคน โดยเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 – 22.00 น.) เท่านั้น
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ
- มีสัญชาติไทย
- อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
- มีบัตรประจำตัวประชาชน
- ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569)
- ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5 และโครงการคนละครึ่ง พลัส
วิธีลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ
- ผู้เคยใช้สิทธิคนละครึ่ง พลัส: เข้าไปกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้เลย
- ผู้ไม่เคยใช้สิทธิคนละครึ่ง พลัส: ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ลงทะเบียน และทำการพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประชาชนผ่านสาขา หรือตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทยที่มีสัญลักษณ์ Confirm ID (ยกเว้นผู้ที่เคยยืนยันตัวตนกับโครงการรัฐอื่นๆ มาก่อนแล้ว) จากนั้นรอ SMS แจ้งผลยืนยันการได้รับสิทธิ
สำหรับร้านค้า ประเภทร้านค้าที่เข้าร่วมได้และกำหนดการ
ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถทยอยลงทะเบียนได้ต่อเนื่องตามกำหนดการ ดังนี้:
- ร้านค้ารายเดิม (เคยร่วมคนละครึ่ง พลัส): ยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
- ร้านค้ารายใหม่: ลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
ประเภทผู้ประกอบการที่เข้าร่วมได้
- ผู้ประกอบการทั่วไป: ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล, ร้านค้าธงฟ้าฯ (บุคคลธรรมดา/สหกรณ์), ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง และวิสาหกิจชุมชน
- ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ: แท็กซี่, รถตู้โดยสารประจำทาง, รถสามล้อสาธารณะ, รถสองแถว, จักรยานยนต์สาธารณะ (ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่สาธารณะถูกต้อง) และสามล้อถีบ รวมถึงรถไฟฟ้า รถไฟ เรือโดยสาร
- นิติบุคคลขนาดเล็ก: บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามกฎหมายไทย (ที่ยื่น ภ.ง.ด.50 และงบการเงินรอบปี 2567) มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 30 เมษายน 2569)
⚠️ กลุ่มที่ไม่สามารถเข้าร่วมได้: ร้านสะดวกซื้อธุรกิจแฟรนไชส์, ร้านค้าลักษณะรับของคนอื่นมาขายแล้วส่งยอด (ยกเว้นมีหน้าร้านตรวจสอบได้) และ ผู้ให้บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม ไม่สามารถเข้าร่วมได้
ธุรกิจและการบริการที่ “ห้ามใช้สิทธิ์” (ไม่สามารถซื้อ/ใช้บริการได้)
-
❌ กลุ่มร้านค้าสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ (ไม่สามารถซื้อสินค้าจากร้านกลุ่มนี้ได้)
-
❌ กลุ่มธุรกิจบริการเสริมความงามและการผ่อนคลาย ได้แก่:
-
บริการนวด
-
บริการสปา
-
บริการทำเล็บ
-
บริการทำผม
-
-
❌ การซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแบบไม่มีหน้าร้านจริง คือลักษณะการไปรับสินค้าของบุคคลอื่นมาจำหน่าย แล้วส่งมอบค่าสินค้าต่อโดยกินส่วนต่างหรือค่าตอบแทน (เว้นแต่เป็นร้านค้าที่มีสถานประกอบกิจการจริงและสามารถตรวจสอบได้)
ทั้งนี้ สินค้าทั่วไปประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป สามารถเลือกซื้อได้ตามปกติจากร้านค้าบุคคลธรรมดา ร้านค้าธงฟ้าฯ ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน และวิสาหกิจชุมชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จครับ
สินค้าที่ “ห้ามซื้อ” โดยเด็ดขาด
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เหล้า, เบียร์, ไวน์)
- ยาสูบ (บุหรี่, ยาเส้น)
- กัญชา, กัญชง, กระท่อม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพืชเหล่านี้
- บัตรกำนัล (Voucher), บัตรเติมเงิน หรือการแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด
สินค้าที่ “ซื้อได้”
- สินค้าอุปโภคบริโภค (ข้าวสาร, น้ำมันพืช, ไข่ไก่, สบู่, ยาสีฟัน, ผงซักฟอก ฯลฯ)
- อาหารและเครื่องดื่มทั่วไป (ที่ไม่มีแอลกอฮอล์)
- ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์
ช่องทางการลงทะเบียนร้านค้า
- ร้านค้าเดิมที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส: ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
- ร้านค้ารายใหม่ / ขนส่งสาธารณะ / นิติบุคคลเล็ก: ลงทะเบียนผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย
- ขนส่งมวลชนสาธารณะรายใหม่: เปิดใช้งานแอปฯ “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย
อัปเดตยอดการลงทะเบียนล่าสุด
ข้อมูลสะสม ณ วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนและร้านค้าสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยสรุปตัวเลขได้ดังนี้:
ยอดลงทะเบียนฝ่ายประชาชน
- จำนวนประชาชนที่ลงทะเบียนรวมทั้งหมด: 24,439,670 ราย
- ผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และลงทะเบียนสำเร็จ: 18,322,038 ราย
- ผู้ที่ลงทะเบียนใหม่และอยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติ: 5,705,982 ราย
- ผู้ที่ลงทะเบียนใหม่และไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ: 411,650 ราย
ยอดลงทะเบียนฝ่ายร้านค้า
- ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้วทั้งหมด: 490,856 ราย
- เป็นร้านค้ารายเดิม: 485,701 ราย
- เป็นร้านค้ารายใหม่: 5,155 ราย
- ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร: 499,170 ราย
- รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ: 492,285 ราย
- รอดำเนินการตรวจสอบข้อมูล: 6,885 ราย
ช่องทางติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการ สามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือตามวันและเวลาทำการ ดังนี้:
- เว็บไซต์ทางการ: www.ไทยช่วยไทยพลัส.th
- ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนและร้านค้า: โทร. 0 2111 1122 (ติดต่อได้ 24 ชม. ทุกวันไม่เว้นวันหยุด)
- กด 2 : ตรวจสอบผลลงทะเบียน/วงเงินคงเหลือของประชาชน
- กด 3 : สอบถามการใช้งานแอปฯ ถุงเงิน / ตรวจสอบสถานะร้านค้า
- สอบถามข้อมูลโครงการ (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง): โทร. 08 5842 7102 ถึง 08 5842 7109 (เฉพาะวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ)

งบประมาณใช้ไปเท่าไหร่ในโครงการนี้

โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” เป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน (วงเงินรัฐช่วย 4,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย. – ก.ย. 2569) และกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกประมาณ 13.18 ล้านคน
กรอบวงเงินรวมที่รัฐบาลต้องใช้สำหรับโครงการนี้ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 176,000 ล้านบาท (เฉพาะกลุ่มประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน ใช้วงเงินประมาณ 120,000 ล้านบาท) ซึ่งทางกระทรวงการคลังได้จัดสรรที่มาของเงินทุนก้อนนี้มาจาก 3 แหล่งหลักๆ ดังนี้ครับ:
1. งบประมาณรายจ่ายประจำปี (งบกลาง)
ที่มาหลักมาจาก งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ในส่วนของ “งบกลาง” (รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น) ซึ่งเป็นงบที่ตั้งไว้รองรับสถานการณ์วิกฤตหรือโครงการเร่งด่วนที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติจัดสรรเงินจากส่วนนี้มาสมทบเป็นลำดับแรก รวมถึงมีการปันงบประมาณบางส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง (ประมาณ 18,800 ล้านบาท) เข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย
2. เงินทุนสำรองจ่ายตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ
รัฐบาลได้ดึงเงินจาก เงินทุนสำรองจ่าย ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาใช้ประคองสถานการณ์เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวน 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้เป็นเงินสำรองของแผ่นดินที่กฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถนำมาใช้จ่ายในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ของประเทศและการครองชีพของประชาชน
3. วงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล (งบประมาณแบบขาดดุล)
เนื่องจากงบประมาณปี 2569 เป็นงบประมาณแบบขาดดุล (มีการตั้งกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลไว้สูงถึง 860,000 ล้านบาท) เม็ดเงินบางส่วนที่นำมาใช้ในโครงการนี้จึงมาจากสภาพคล่องและการกู้เงินชดเชยตามวงเงินดังกล่าว เพื่อนำมาหมุนเวียนและกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากโดยตรงผ่านระบบแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน”
ข้อสังเกตด้านกลไก (Co-payment): แม้จะมีวงเงินรวมสูงถึง 1.2 แสนล้านบาทในฝั่งประชาชนทั่วไป แต่รัฐบาลไม่ได้จ่ายเงินก้อน 4,000 บาทโอนเข้าบัญชีโดยตรงรวดเดียว แต่ใช้ระบบ “ร่วมจ่าย (60:40)” คือ รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% (จำกัดยอดรัฐช่วยไม่เกิน 200 บาท/วัน หรือไม่เกิน 1,000 บาท/เดือน) กลไกนี้ช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระจ่ายเงินสดเต็มจำนวน และเป็นการบังคับให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนจากฝั่งประชาชนเติมเข้ามาในระบบเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วยครับ
กระทรวงการคลังเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถตรวจสอบรายละเอียด เงื่อนไข และวิธีการลงทะเบียนทั้งหมดได้ที่นี่
กระทรวงการคลังเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถตรวจสอบรายละเอียด เงื่อนไข และวิธีการลงทะเบียนทั้งหมดได้ที่นี่

