ร่างประกาศกรมธุรกิจพลังงาน กำหนดให้ ดีเซลธรรมดา มีสัดส่วนไบโอดีเซล 5-20% (จากเดิม 7%) เริ่ม 14 ก.ย.2569


ผู้ใช้น้ำมันดีเซลและผู้ประกอบการภาคขนส่งโปรดฟังทางนี้ กรมธุรกิจพลังงานเตรียมคลอด ร่างประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผสมไบโอดีเซลในประเทศไทย โดยมาตรการนี้ออกมาเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน บริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มภายในประเทศ และรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง
ย้อนดูสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการชั่วคราว B7 (ฉบับที่ 5)
หากย้อนกลับไปดูเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ตามประกาศฉบับที่ 5 พ.ศ. 2569) รัฐบาลได้มีการล็อกสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ใน “น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา” ไว้ค่อนข้างแคบ คือต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6.6 และไม่สูงกว่าร้อยละ 7.0 โดยปริมาตร หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าน้ำมัน B7 นั่นเอง
มาตรการปัจจุบันนี้เป็นมาตรการระยะสั้นระยะเวลา 3 เดือน (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2569) เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนชั่วคราว แต่เมื่อมาตรการนี้กำลังจะสิ้นสุดลง กรมธุรกิจพลังงานจึงต้องส่งร่างประกาศฉบับที่ 8 เข้ามาแทนที่
เปิดไทม์ไลน์ร่างประกาศฉบับที่ 8 ปรับใหญ่ 2 ระยะ
ในร่างประกาศฉบับใหม่นี้ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแบบฉับพลันทีเดียว แต่มีการแบ่งสัดส่วนและกรอบเวลาออกเป็น 2 ระยะ เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันและภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันมีเวลาปรับตัว ดังนี้ครับ
ระยะที่ 1: เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
ในระยะแรกนี้ จุดโฟกัสจะอยู่ที่การควบคุมมาตรฐานของ “น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20” (B20) โดยกำหนดสัดส่วนไบโอดีเซลอย่างเข้มงวดให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 และไม่สูงกว่าร้อยละ 20 โดยปริมาตร (วิธีทดสอบมาตรฐาน EN 14078) ซึ่งเป็นการล็อกเกณฑ์ให้ B20 มีความนิ่งและเสถียรมากยิ่งขึ้นจากในอดีต
ระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นต้นไป (จุดเปลี่ยนสำคัญ)
นี่คือไฮไลต์สำคัญของประกาศฉบับนี้ เพราะเกณฑ์ของ “น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา” (น้ำมันดีเซลตู้หลักที่เราเติมกันทั่วไป) จะถูกปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยกำหนดให้มีสัดส่วนไบโอดีเซลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5.0 และไม่สูงกว่าร้อยละ 20.0 โดยปริมาตร
สรุปความแตกต่าง เกณฑ์เก่า vs เกณฑ์ใหม่
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ร่างประกาศฉบับที่ 8 แตกต่างจากเกณฑ์ปัจจุบันอย่างไร สามารถสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้:
- ช่วงการผสมที่ยืดหยุ่นขึ้น (Flexibility): เกณฑ์ปัจจุบันล็อกไว้แคบมากแค่ 6.6% – 7.0% (เป็นได้แค่ B7) แต่เกณฑ์ใหม่ขยายเพดานกว้างเป็น 5.0% – 20.0% เปิดทางให้ขยับสูตรน้ำมันได้ตั้งแต่ B5, B7, B10 ไปจนถึง B20 โดยไม่ต้องมาคอยแก้กฎหมายบ่อยๆ
- การควบรวมนิยามในอนาคต: จากเดิมที่ “ดีเซลธรรมดา” กับ “B20” ถูกแยกหัวจ่ายและแยกข้อกำหนดกันชัดเจน แต่เกณฑ์ใหม่ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 จะทำให้คำว่า “ดีเซลธรรมดา” ครอบคลุมสัดส่วนไปจนถึง 20% หมายความว่าในอนาคตรัฐบาลสามารถสั่งปรับเพิ่มเนื้อน้ำมันปาล์มในดีเซลธรรมดาให้กลายเป็น B10 หรือ B20 ได้ทันทีตามสถานการณ์
- เครื่องมือบริหารจัดการกลไกตลาด: ร่างประกาศนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้กระทรวงพลังงานบริหารสมดุลปาล์มน้ำมันได้ง่ายขึ้น ถ้าน้ำมันปาล์มในประเทศล้นตลาดและราคาตก รัฐสามารถสั่งปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไปใกล้ๆ 20% เพื่อช่วยพยุงราคาปาล์มให้เกษตรกร แต่ถ้าน้ำมันปาล์มขาดแคลนหรือแพงเกินไป ก็สามารถสั่งลดสัดส่วนลงมาเหลือขั้นต่ำ 5% ได้ทันที
ผู้ใช้รถดีเซลต้องเตรียมตัวอย่างไร?
สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ใช้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ในระยะสั้น (มิถุนายน – กันยายน 2569) จะยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่หน้าสถานีบริการน้ำมันมากนัก แต่หลังจากวันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ต้องคอยติดตามประกาศจากทางกระทรวงพลังงานและสถานีบริการน้ำมันอย่างใกล้ชิด ว่า ณ ช่วงเวลานั้นๆ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่จ่ายจากหัวจ่ายถูกปรับโครงสร้างสูตรการผสมไว้ที่กี่เปอร์เซ็นต์ (B5, B7 หรือขยับขึ้นไปมากกว่านั้น) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานรองรับของเครื่องยนต์รถแต่ละรุ่นครับ
ร่างประกาศฉบับที่ 8 นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การกำหนดตัวเลขใหม่ แต่เป็นการวางโครงสร้างกฎหมายให้มีความยืดหยุ่นสูงสุด เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและกลไกเกษตรกรรมของไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

