EV จีนโตเร็ว แต่รถใหญ่และหนักขึ้น ถนนรับภาระเพิ่ม รัฐขาดงบซ่อมปีละ 1.4 ล้านล้านบาท
EV จีนโตเร็ว แต่รถใหญ่และหนักขึ้น ถนนรับภาระเพิ่ม รัฐขาดงบซ่อมปีละ 1.4 ล้านล้านบาท
รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้ามาแทนที่รถยนต์ใช้น้ำมันบนถนนจีนอย่างรวดเร็ว ช่วยลดการใช้น้ำมันและมลพิษจากท่อไอเสีย แต่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังสร้างโจทย์ใหม่ เมื่อรถยนต์มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากขึ้น ขณะที่รายได้จากภาษีน้ำมันซึ่งเคยนำมาใช้ดูแลถนนกลับลดลง
รถยนต์รุ่นใหม่ในจีน 60% ยาวเกิน 5 เมตร
ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน หรือ China Passenger Car Association ระบุว่า รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในจีนช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ประมาณ 60% มีความยาวมากกว่า 5 เมตร
แนวโน้มดังกล่าวเกิดจากผู้ผลิตจีนพัฒนา SUV และ MPV ที่มีขนาดใหญ่ หรูหรา และติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
ในทางกลับกัน รถยนต์รุ่นใหม่ที่มีความยาวต่ำกว่า 4.5 เมตรเหลือสัดส่วนเพียง 2% ลดลงจาก 13% เมื่อหนึ่งปีก่อน สะท้อนว่าตลาดจีนกำลังหันออกจากรถยนต์ขนาดเล็กอย่างรวดเร็ว
รถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่บางรุ่นมีน้ำหนักมากถึงประมาณ 3 ตัน ใกล้เคียงกับรถกระบะหรือรถเพื่อการพาณิชย์บางประเภท มากกว่ารถยนต์นั่งทั่วไปในอดีตอย่างชัดเจน
ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าจึงมีน้ำหนักมาก?
รถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ ถังน้ำมัน และระบบส่งกำลังแบบรถสันดาป แต่ต้องติดตั้งชุดแบตเตอรี่แรงดันสูง ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่หลายร้อยกิโลกรัมไปจนถึงเกือบ 1 ตันในรถบางรุ่น
เมื่อผู้ผลิตต้องการเพิ่มระยะทางวิ่ง วิธีหนึ่งคือการเพิ่มความจุแบตเตอรี่ แต่แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นทำให้น้ำหนักรถเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โครงสร้างตัวถัง ระบบเบรก ยาง และช่วงล่างจึงต้องถูกปรับให้รองรับน้ำหนักที่สูงขึ้นอีก
นอกจากแบตเตอรี่แล้ว รถยนต์ไฟฟ้าระดับกลางถึงระดับบนในจีนยังแข่งขันกันด้วยอุปกรณ์จำนวนมาก เช่น เบาะไฟฟ้าหลายตำแหน่ง ระบบปรับอากาศแยกโซน จอภาพขนาดใหญ่ ตู้เย็นในรถ ระบบกันสะเทือนถุงลม และมอเตอร์ไฟฟ้ามากกว่าหนึ่งตัว
องค์ประกอบทั้งหมดทำให้รถมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากขึ้น แม้มอเตอร์ไฟฟ้าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปก็ตาม
น้ำหนักเพิ่ม ถนนก็ต้องรับภาระมากขึ้น
เมื่อรถยนต์มีน้ำหนักมากขึ้น แรงที่กระทำต่อพื้นผิวถนน ยางมะตอย สะพาน และอาคารจอดรถย่อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรถขนาดใหญ่เหล่านี้มีจำนวนหลายล้านคันและถูกใช้งานทุกวัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่ารถยนต์ไฟฟ้าเป็นต้นเหตุหลักของความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากรถบรรทุกหนักยังสร้างภาระต่อถนนมากกว่ารถยนต์นั่งอย่างมาก
ประเด็นที่จีนกำลังเผชิญจึงไม่ใช่เรื่อง EV เพียงอย่างเดียว แต่เป็นแนวโน้มของรถยนต์นั่งที่มีขนาดใหญ่และหนักขึ้น พร้อมกับโครงสร้างรายได้สำหรับบำรุงรักษาถนนที่กำลังเปลี่ยนแปลง
EV ใช้ถนนเหมือนเดิม แต่ไม่จ่ายภาษีน้ำมัน
ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนใช้รายได้จากภาษีน้ำมันส่วนหนึ่งเป็นงบประมาณก่อสร้าง บริหารจัดการ และซ่อมแซมถนน ผู้ที่เดินทางมากหรือใช้รถที่สิ้นเปลืองน้ำมันมากจะจ่ายภาษีเข้าสู่ระบบมากตามปริมาณน้ำมันที่ใช้
เมื่อประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า รายได้จากภาษีน้ำมันจึงลดลง แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะยังใช้ถนนและโครงสร้างพื้นฐานเช่นเดียวกับรถยนต์สันดาป
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า จีนกำลังเผชิญช่องว่างด้านงบประมาณสำหรับบำรุงรักษาและบริหารจัดการถนนประมาณ 50% ต่อปี
งานศึกษาจากหน่วยวิจัยภายใต้กระทรวงคมนาคมจีนยังพบว่า ถนนท้องถิ่นประมาณ 40% ที่ได้รับอนุมัติให้ซ่อมแซมแล้ว ยังไม่ได้รับงบประมาณเนื่องจากข้อจำกัดทางการคลัง
ช่องว่างด้านงบประมาณดังกล่าวอาจสูงถึงปีละ 300,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท
จีนอาจเก็บค่าธรรมเนียมตามระยะทาง
หนึ่งในแนวทางที่จีนกำลังพิจารณาคือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใช้ถนนตามระยะทาง หรือ Mileage-based Road User Charge
แทนที่จะจัดเก็บภาษีผ่านน้ำมัน ระบบดังกล่าวจะพิจารณาจากจำนวนกิโลเมตรที่รถเดินทางจริง ผู้ที่ใช้รถมากจะจ่ายมาก ส่วนผู้ที่ใช้งานน้อยก็จะจ่ายลดลง
ในอนาคต อัตราค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันตามประเภทรถ น้ำหนักตัวรถ หรือพื้นที่ใช้งาน เช่น รถยนต์ขนาดใหญ่และหนักอาจจ่ายในอัตราสูงกว่ารถยนต์ขนาดเล็ก เพราะสร้างภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า
มณฑลไห่หนานกำลังดำเนินโครงการนำร่องที่ใช้ระบบนำทางผ่านดาวเทียมติดตามรถบางประเภท เทคโนโลยีนี้อาจกลายเป็นพื้นฐานของระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามระยะทางในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังมีคำถามด้านความเป็นส่วนตัว ความถูกต้องของข้อมูล การคำนวณระยะทางข้ามพื้นที่ ตลอดจนวิธีตรวจสอบและจัดเก็บค่าธรรมเนียมอย่างโปร่งใส
จีนเริ่มลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ NEV
รัฐบาลจีนยังเริ่มทยอยลดสิทธิประโยชน์สำหรับรถพลังงานใหม่ หรือ NEV หลังจากอุตสาหกรรมเติบโตจนมีขนาดใหญ่และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น
ส่วนลดภาษีซื้อรถพลังงานใหม่จะถูกลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 5% พร้อมจำกัดวงเงินลดหย่อนสูงสุดไว้ที่ 15,000 หยวน หรือประมาณ 70,000 บาท
ขณะเดียวกัน รถปลั๊กอินไฮบริดหรือ PHEV และรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทางหรือ EREV จะถูกยกเลิกการยกเว้นภาษีรถยนต์และเรือประจำปี
มาตรการเหล่านี้สะท้อนว่า จีนกำลังเปลี่ยนจากช่วงเร่งสนับสนุนให้ประชาชนซื้อ EV ไปสู่ช่วงที่ผู้ใช้รถพลังงานใหม่ต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนของระบบมากขึ้น
รัฐบาลจีนส่งสัญญาณให้ค่ายรถลดการแข่งขันด้านขนาด
รัฐบาลจีนไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการจัดเก็บรายได้ แต่ยังต้องการให้ผู้ผลิตลดการพัฒนารถยนต์ด้วยแนวคิด “ใหญ่กว่า หนักกว่า และใช้แบตเตอรี่มากกว่า” เพียงอย่างเดียว
ข้อกำหนดด้านการใช้พลังงานจะทำให้รถยนต์นั่งที่มีน้ำหนักมากเกินไปเสียเปรียบมากขึ้น กระตุ้นให้ผู้ผลิตหันมาใช้วัสดุน้ำหนักเบา พัฒนาประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อน และปรับปรุงหลักอากาศพลศาสตร์ แทนการเพิ่มขนาดแบตเตอรี่เพื่อให้ได้ตัวเลขระยะทางสูงขึ้น
People’s Daily สื่อทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เรียกร้องให้ผู้ผลิตรถยนต์ “กลับคืนสู่ความสมเหตุสมผล” โดยมองว่ารถยนต์ขนาดใหญ่จำนวนมากไม่สอดคล้องกับถนน พื้นที่จอดรถ และโครงสร้างพื้นฐานภายในเมืองที่มีอยู่
ด้านสถานีโทรทัศน์ CCTV วิจารณ์ว่า การมุ่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่อาจเป็นเพียงการตอบสนองความต้องการของตลาดในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
EV ไม่ได้ไม่มีต้นทุน เพียงแต่ต้นทุนเปลี่ยนรูปแบบ
รถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และไม่มีมลพิษจากท่อไอเสียในจุดใช้งาน แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ไม่ได้ทำให้ต้นทุนของระบบขนส่งหายไปทั้งหมด
ต้นทุนบางส่วนกำลังเปลี่ยนจากการนำเข้าน้ำมันและมลพิษจากท่อไอเสีย ไปเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้า วัตถุดิบสำหรับผลิตแบตเตอรี่ น้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้น และงบประมาณในการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน
โจทย์ในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องพัฒนา EV ให้มีขนาดและน้ำหนักเหมาะสม ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบจัดเก็บรายได้สำหรับบำรุงรักษาถนนอย่างเป็นธรรม
สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนอาจเป็นภาพล่วงหน้าของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพราะเมื่อจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รายได้จากภาษีน้ำมันก็มีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน
ในอนาคต ผู้ใช้ EV อาจต้องมีส่วนร่วมจ่ายค่าดูแลถนนผ่านภาษีประจำปีที่คำนวณตามน้ำหนักรถ ค่าธรรมเนียมตามระยะทาง หรือค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “EV ควรเสียภาษีหรือไม่” แต่คือรัฐจะออกแบบระบบอย่างไรให้รถแต่ละประเภทจ่ายอย่างเหมาะสม โดยไม่ทำลายแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้ใช้รถกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง


