ภาพคันจริง NEW GWM TANK 300 Hi4-T/Hi4-Z ปลั๊กอินไฮบริด MY2026 วิ่งไฟฟ้า 200 กม. ก่อนเปิดตัวในจีน

เผยโฉมคันจริงอย่างเป็นทางการสำหรับ Tank 300 (แทงค์ 300) รุ่นปรับโฉมใหม่ (Facelift) ในประเทศจีน รถยนต์เอสยูวีสายลุยยอดนิยม โดยการกลับมาในครั้งนี้ได้รับการยกระดับดีไซน์ภายนอกให้มีความดุดัน บึกบึนยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายมิติตัวถังให้มีความยาวและกว้างกว่ารุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเพิ่มระยะห่างช่วงหน้ารถถึงแป้นเหยียบ (L113) ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและมุมไต่ในการขับขี่สไตล์ออฟโรดให้ทรงประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดใหม่อย่าง Hi4-Z และการติดตั้งเซนเซอร์ LiDAR รองรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง โดยมีกำหนดการเปิดจองล่วงหน้า (Pre-sale) ในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้
ดีไซน์ภายนอกดุดัน ยกระดับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ
ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอก Tank 300 รุ่นปรับโฉมใหม่ มาพร้อมกับการเปลี่ยนกระจังหน้าดีไซน์ใหม่เป็นลายรังผึ้งตกแต่งด้วยสีดำเข้ม เพิ่มความรู้สึกสปอร์ตดุดัน และเปลี่ยนมาใช้โลโก้ตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า “TANK” แทนตราสัญลักษณ์เดิม แผงกันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความหนาและบึกบึนสะท้อนภาพลักษณ์รถออฟโรดระดับมืออาชีพ
ไฮไลต์สำคัญของการปรับโฉมครั้งนี้คือ การติดตั้งเซนเซอร์ LiDAR บริเวณเหนือกระจกบังลมหน้าบนหลังคารถ เพื่อรองรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง (High-Level Advanced Driver Assistance Systems) พร้อมทั้งมีการเพิ่มไฟสัญญาณอัจฉริยะสีฟ้าบริเวณกระจกมองข้างเพื่อแสดงสถานะการทำงานของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ
มิติตัวถังขยายใหญ่ขึ้นทุกมิติ (รุ่นฐานล้อยาว)
โครงสร้างตัวถังของ Tank 300 รุ่นใหม่นี้ (ในรุ่นฐานล้อยาว) มีการปรับเพิ่มขนาดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อเพิ่มความกว้างขวางภายในห้องโดยสารและสมรรถนะการลุย โดยมีรายละเอียดมิติตัวถังดังนี้:
- ความยาวตัวถัง: 4,886 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 136 มม.)
- ความกว้างตัวถัง: 1,984 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 54 มม.)
- ความสูงตัวถัง: 1,927 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 24 มม.)
- ระยะฐานล้อ: 3,010 มม. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 260 มม.)
นอกจากนี้ บริเวณบังโคลนขอบล้อด้านข้างตัวรถยังได้รับการติดตั้งชิ้นส่วนตกแต่งดีไซน์ใหม่ ควบคู่ไปกับล้ออัลลอยลวดลายใหม่ที่เสริมให้ตัวรถดูมีมิติและทรงพลังมากยิ่งขึ้นเมื่อมองจากด้านข้าง
ดีไซน์ส่วนท้ายและสีสันใหม่
รูปลักษณ์ด้านท้ายของตัวรถมีการปรับปรุงการออกแบบกันชนหลังใหม่ให้มีความหนาและดูสมบุกสมบันยิ่งขึ้น กระจกบานท้ายมาพร้อมใบปัดน้ำฝนและไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED ติดตั้งสปอยเลอร์หลังคาอย่างลงตัว ในส่วนของไฟท้ายยังคงเอกลักษณ์ทรงแนวตั้ง แต่มีการฝังโมดูลไฟสัญญาณอัจฉริยะสีฟ้าไว้ที่ส่วนล่างของชุดไฟ ทั้งนี้ รถรุ่นใหม่มาพร้อมตัวเลือกสีตัวถังภายนอกใหม่ 3 สี ได้แก่ สีเหลืองประกาย, สีแดงแห่งความหลงใหล และ สีเขียวสบายตา
ภายในห้องโดยสาร ผสมผสานความคลาสสิกและเทคโนโลยี
ห้องโดยสารภายในยังคงรักษาเอกลักษณ์ความหรูหราตามแบบฉบับของ Tank 300 แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดสำคัญ โดยเปลี่ยนกลับมาใช้ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบ 3 ก้านทรงคลาสสิก ที่มีการจัดวางและเพิ่มปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ให้ตอบสนองการใช้งานได้หลากหลายและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น แผงควบคุมฟังก์ชันด้านบนมีการปรับเลย์เอาต์ใหม่ ระบบเปลี่ยนเกียร์ยังคงเป็นแบบ Electronic Column Shifter (เกียร์อยู่ที่คอพวงมาลัย) ทำงานร่วมกับหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Full LCD Dashboard) และหน้าจอกลางระบบสัมผัสอเนกประสงค์แบบลอยตัวขนาดใหญ่ โดยดีไซน์ภาพรวมในจุดอื่น ๆ ยังคงความพรีเมียมไว้เช่นเดิม
ขุมพลังทางเลือก: ขีดสุดของระบบ Hybrid และเครื่องยนต์สันดาป
ตามข้อมูลการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ Tank 300 รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ จะมีระบบขับเคลื่อนให้เลือกทั้งรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) โดยแบ่งออกเป็นรุ่นย่อยดังนี้:
1. รุ่นปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid)
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0T ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง เฉพาะตัวเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์ (kW) โดยมีขนาดแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือก 2 รูปแบบตามไลฟ์สไตล์การขับขี่:
- ระบบ Hi4-T (เน้นฮาร์ดคอร์ออฟโรด): มาพร้อมโครงสร้างระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Non-decoupled (ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อทางกลแบบดั้งเดิมที่มีเพลากลางเชื่อมต่อ) ตัวแบตเตอรี่ติดตั้งไว้บริเวณห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ ออกแบบมาเพื่อเน้นการลุยออฟโรดหนักหน่วงและสมบุกสมบัน
- ระบบ Hi4-Z (เน้นขับขี่ทั่วไปและลุยได้หลากหลาย): ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อรูปแบบใหม่ที่เน้นคุณสมบัติการใช้งานในชีวิตประจำวันและลุยได้หลากหลายสถานการณ์ โดยย้ายตำแหน่งติดตั้งชุดแบตเตอรี่ลงไปไว้ที่บริเวณโครงสร้างใต้ท้องรถ (Chassis) แทน เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยท้ายรถ
- ตัวเลือกแบตเตอรี่: ขนาด 59.6 kWh (รองรับการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนระยะทางสูงสุด 200 กม.) และขนาด 37.1 kWh (รองรับการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนระยะทางสูงสุด 105 กม.)
2. รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน
- เครื่องยนต์ 3.0T: ยังคงใช้งานเครื่องยนต์บล็อกรหัส E30Z โดยได้รับการปรับแต่งอัปเกรดพละกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 265 กิโลวัตต์ (kW)
- เครื่องยนต์ 2.0T: ใช้งานเครื่องยนต์บล็อกรหัส E20CB โดยได้รับการปรับเพิ่มกำลังสูงสุดขึ้นมาอยู่ที่ 175 กิโลวัตต์ (kW)
การปรับโฉมของ Tank 300 ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาด้านมิติตัวถังที่ใหญ่ขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์อัจฉริยะด้วยการผสานเทคโนโลยีระบบขับขี่อัจฉริยะ ร่วมกับขุมพลังหลากรูปแบบที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ได้อย่างครอบคลุม
เครดิตข้อมูล: Autohome / เรียบเรียงโดย: AEROMECHX


เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้เห็นข้อมูลการยื่นจดทะเบียนของ TANK 300 Hi4-T และ TANK 300 Hi4-Z รุ่นใหม่จากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) รถรุ่นใหม่นี้ได้รับการอัปเกรดระบบส่งกำลังให้ทรงพลังยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันระยะ L113 (ระยะจากแกนล้อหน้าถึงแป้นเหยียบ) ก็ถูกขยายให้ยาวขึ้น ส่งผลให้มิติขนาดตัวถังโดยรวมใหญ่ขึ้นในทุกด้าน เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมเป็นต้นไป
คำเตือนด้วยความหวังดี: หากคุณมีภาพหลุดหรือข่าวกรองของรถยนต์รุ่นใหม่ โปรดคลิกที่รูปโปรไฟล์บรรณาธิการ (เฉพาะในแอปพลิเคชัน) เพื่อส่งข้อความส่วนตัวถึงเรา เรารอคอยข่าวสารจากคุณ
ดีไซน์ภายนอกและมิติตัวถังที่บึกบึนกว่าเดิม
ด้านรูปลักษณ์ภายนอก รถรุ่นใหม่ยังคงสืบทอดดีไซน์ของรุ่นปัจจุบัน แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของกระจังหน้าและชุดแต่งกันชนรอบคันบางส่วน เพื่อเสริมภาพลักษณ์ความเป็นรถออฟโรดสายลุยให้แข็งแกร่งและดุดันยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน โลโก้บริเวณหน้ารถก็ถูกเปลี่ยนเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ “TANK”
ส่วนท้ายของตัวรถยังคงเอกลักษณ์การออกแบบทรงกล่องที่ดูดิบเถื่อนและแข็งแกร่ง โดยจะมีป้ายสัญลักษณ์ด้านท้ายให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ Hi4-T และ Hi4-Z ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามรุ่นย่อย
ด้านมิติขนาดตัวถัง รถรุ่นนี้มาพร้อมกับขนาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีความยาว / ความกว้าง / ความสูง อยู่ที่ 4,886 / 1,984 / 1,927 มิลลิเมตร ตามลำดับ และมีระยะฐานล้อกว้างถึง 3,010 มิลลิเมตร
ออปชันจัดเต็ม พร้อมขุมพลัง PHEV 2 รูปแบบ
ด้านออปชันเสริม ผู้ซื้อสามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้อย่างหลากหลาย เช่น หลังคาซันรูฟ, แร็คหลังคา, สีของกระจังหน้า, ป้ายสัญลักษณ์ด้านท้าย, ลวดลายล้ออัลลอย และกล้องอินฟราเรด เป็นต้น
ด้านระบบส่งกำลัง รถจะมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ผสานการทำงานระหว่าง เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า โดยเฉพาะตัวเครื่องยนต์นั้นให้กำลังสูงสุดถึง 185 กิโลวัตต์ (kW) หรือ 251 แรงม้า PS และทำงานคู่กับชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิดนิกเกิล-โคบอลต์-แมงกานีส (NMC) คาดว่าระบบส่งกำลังจะยังคงจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9HAT เช่นเดิม
รถรุ่นนี้จะมีชุดแบตเตอรี่ให้เลือก 2 ขนาดความจุ ได้แก่ 59.6 kWh และ 37.1 kWh ซึ่งให้ระยะทางขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (Pure EV) อยู่ที่ 200 กิโลเมตร และ 105 กิโลเมตร ตามลำดับ
สำหรับการยื่นจดทะเบียนของ TANK 300 ในครั้งนี้ มีการแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อยหลักที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน ได้แก่:
- TANK 300 Hi4-T: มาพร้อมกับโครงสร้างระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Non-decoupled (กลไกเชื่อมต่อกำลังแบบกลไกที่ไม่ตัดขาด) ซึ่งเน้นสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่สมบุกสมบันขั้นสุด
- TANK 300 Hi4-Z: จะเน้นตอบโจทย์การใช้งานสไตล์ออฟโรดแบบอเนกประสงค์ (Pan-off-road) ที่ให้ความคล่องตัวในการใช้งานทั่วไปมากขึ้น
GWM TANK 300 ดีเซล 2.4T ราคา 1,029,000 – 1,349,000 บาท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แทงค์ 300

