รวมภาพคันจริง NEW MG URBAN มี 3 รุ่นย่อยวิ่งได้ 435 – 530 กม./ชาร์จ NEDC เปิดราคา 17 มิถุนายนนี้

รวมภาพคันจริง NEW MG URBAN มี 3 รุ่นย่อยวิ่งได้ 435 – 530 กม./ชาร์จ NEDC เปิดราคา 17 มิถุนายนนี้
Spread the love
Advertisement Advertisement

เอ็มจี ยกระดับวงการยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัว NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดที่ประกอบและผลิตภายในประเทศ (CKD) ยนตรกรรมรุ่นนี้ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อวิถีชีวิตอันเร่งรีบและหลากหลายของคนเมืองยุคใหม่โดยเฉพาะ สะท้อนผ่านนิยามความตั้งใจที่ว่า “LIFE EASY” ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย ง่ายดาย และเปี่ยมไปด้วยความคล่องตัว ด้วยการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เข้าถึงง่ายเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนานและลงตัว

ข้อมูลด้านสมรรถนะ ขุมพลัง แบตเตอรี่ และระบบการชาร์จไฟฟ้าของ NEW MG URBAN ในแต่ละรุ่นย่อย

รุ่นย่อย STANDARD (รุ่นเริ่มต้น)

  • ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่และการขับขี่: ใช้แบตเตอรี่ Lithium-Iron Phosphate (LFP) คุณภาพสูงจาก CATL ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (อ้างอิงตามมาตรฐานการทดสอบ NEDC)
  • ประสิทธิภาพการชาร์จไฟฟ้า: * ชาร์จเร็ว (DC Quick Charge): รองรับกำลังไฟสูงสุด 82 kW โดยชาร์จพลังงานจาก 10% ถึง 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที เท่านั้น

    • ชาร์จปกติ (AC Normal Charge): รองรับการชาร์จผ่าน MG HOME CHARGER ที่กำลังไฟสูงสุด 6.6 kW

รุ่นย่อย MAX (รุ่นกลาง)

  • ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ได้รับการปรับแต่งและอัปเกรดพละกำลังให้สูงขึ้น โดยให้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์) ในส่วนของแรงบิดสูงสุดยังคงอยู่ที่ 250 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่งที่สนุกสนานและเร้าใจยิ่งขึ้น
  • แบตเตอรี่และการขับขี่: ติดตั้งแบตเตอรี่ Lithium-Iron Phosphate (LFP) จาก CATL ที่มีความจุใหญ่ขึ้นเป็น 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง สามารถรองรับการเดินทางไกลได้เป็นอย่างดี ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุดถึง 530 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (อ้างอิงตามมาตรฐานการทดสอบ NEDC)
  • ประสิทธิภาพการชาร์จไฟฟ้า: * ชาร์จเร็ว (DC Quick Charge): รองรับกำลังไฟชาร์จสูงสุดที่ 88 kW โดยชาร์จพลังงานจาก 10% ถึง 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
    • ชาร์จปกติ (AC Normal Charge): รองรับการชาร์จผ่าน MG HOME CHARGER ที่กำลังไฟสูงสุด 6.6 kW

รุ่นย่อย ULTRA (รุ่นท็อป)

  • ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และการชาร์จ  มีข้อมูลทางเทคนิคและสมรรถนะในระบบขับเคลื่อน เหมือนกับรุ่นย่อย MAX ทุกประการ * มอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร

    • แบตเตอรี่ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง และวิ่งได้ไกลสุด 530 กิโลเมตร (NEDC)

    • ชาร์จเร็ว DC สูงสุด 88 kW (10% – 80% ในเวลา 30 นาที) และชาร์จปกติ AC ที่ 6.6 kW

  • ระบบจัดการความร้อนเสริมอัจฉริยะ: แม้ว่าสมรรถนะด้านการขับเคลื่อนจะเทียบเท่ากับรุ่น MAX แต่ในรุ่น ULTRA จะมีความพิเศษและเหนือกว่าด้วยการทำงานร่วมกับชิปเซ็ตประมวลผลความเร็วสูง Qualcomm Snapdragon 8155 และระบบ i-SMART PRO ทำให้รองรับฟังก์ชันพิเศษในการสั่งเปิดระบบเป่าลมเย็นที่เบาะนั่ง (Cooling Seat) ล่วงหน้าผ่านทางสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งช่วยเตรียมความพร้อมและปรับอุณหภูมิห้องโดยสารให้เย็นสบายก่อนเริ่มออกเดินทาง

ระบบแชสซี ช่วงล่าง และฟังก์ชันการขับขี่มาตรฐาน (มีให้เหมือนกันทั้ง 3 รุ่นย่อย)

  • โหมดการขับขี่ (Drive Mode): ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO (เน้นประหยัดพลังงาน), NORMAL (เน้นการขับขี่ทั่วไป), SPORT (เน้นอัตราเร่งและการตอบสนองที่เร้าใจ), SNOW (เน้นการเกาะถนนบนพื้นผิวลื่น) และ CUSTOM (ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ด้วยตัวเอง)
  • ระบบ Regenerative Braking: มาพร้อมระบบ ONE PEDAL หรือระบบขับขี่อัจฉริยะด้วยแป้นเดียว ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดในเมือง พร้อมทั้งช่วยหน่วงความเร็วและดึงพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่แบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบจ่ายกระแสไฟภายนอก (V2L): ติดตั้งระบบ Vehicle-to-Load มาให้ทุกรุ่นย่อย สามารถเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าสตรีมต่อไปยังอุปกรณ์ใช้สอยภายนอกรถได้ โดยรองรับกำลังไฟสูงสุดถึง 3.3 kW
  • ระบบช่วงล่างและการควบคุม: * ช่วงล่างด้านหน้า: แบบอิสระ MacPherson Strut มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลและบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ

    • ช่วงล่างด้านหลัง: แบบ Torsion Beam ที่ผ่านการเซ็ตติ้งมาอย่างลงตัว ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการเกาะถนนและการทรงตัว
    • ระบบเบรก: มั่นใจด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ โดยจานเบรกคู่หน้าเป็นแบบมีช่องระบายความร้อน (Ventilated Disc) และจานเบรกคู่หลังแบบดิสก์เบรกปกติ (Disc)
    • ความคล่องตัว: ด้วยมิติตัวถังที่สมดุลและโครงสร้างแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยม ทำให้มีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.2 เมตร ช่วยให้การเลี้ยวกลับรถหรือซอกแซกในเขตเมืองทำได้อย่างง่ายดาย

รุ่น STANDARD (อุปกรณ์มาตรฐาน)

สำหรับรุ่นเริ่มต้น ถือว่าให้ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐานมาค่อนข้างครบครัน โดยมีรายละเอียดแบ่งตามหมวดหมู่ดังนี้ครับ

ระบบขับเคลื่อน ช่วงล่าง และล้อ

  • ช่วงล่างด้านหน้า: แบบแม็คเฟอร์สันสตรัท (McPherson Strut)
  • ช่วงล่างด้านหลัง: แบบทอร์ชันบีม (Torsion Beam)
  • ระบบเบรก: ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน / ด้านหลังเป็นดิสก์เบรก
  • โหมดการขับขี่: เลือกปรับได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW และ CUSTOM
  • ระบบคันเร่ง: รองรับระบบ ONE PEDAL (เร่งและชะลอความเร็วได้ในคันเร่งเดียว)
  • ล้อและยาง: ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อแบบลดแรงต้านอากาศ (AERO WHEEL COVER) รัดด้วยยางขนาด 195/60 R16

ดีไซน์และอุปกรณ์ภายนอก

  • โลโก้หน้ารถ: แบบเรืองแสง (illuminated Logo)

  • ระบบไฟส่องสว่าง:

    • ไฟหน้าแบบ Projector Lens LED
    • ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
    • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED Daytime Running Light
    • ไฟท้าย LED ดีไซน์เอกลักษณ์แบบ Union Jack
  • ส่วนประกอบตัวถัง: สปอยเลอร์หลัง และระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง

  • กระจกมองข้าง: ปรับด้วยระบบไฟฟ้า แต่พับด้วยมือ (มีไฟเลี้ยวในตัว)

อุปกรณ์ภายในและความสะดวกสบาย

  • ห้องโดยสาร & เบาะนั่ง:

    • เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์

    • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง / เบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง

    • เบาะนั่งด้านหลังแยกพับอิสระได้แบบ 60:40 พร้อมที่เท้าแขนและที่วางแก้วน้ำ

    • ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะนั่งคู่หน้า

  • ระบบปรับอากาศ: ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • พวงมาลัย: พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน (Multi-Function) ปรับได้ 4 ทิศทาง (ขึ้น-ลง-เข้า-ออก) พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง
  • กระจกหน้าต่าง: ระบบไฟฟ้าแบบ One-Touch ขึ้น-ลงอัตโนมัติทั้ง 4 บาน
  • แผงบังแดด: กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่าง ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า

หน้าจอ ระบบมัลติมีเดีย และระบบเชื่อมต่อ

  • ชุดหน้าจอ: หน้าจอมาตรวัดความเร็วแบบ Digital ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอกลางระบบสัมผัส (Touchscreen) ขนาด 12.8 นิ้ว
  • หน่วยประมวลผล: ชิป Snapdragon 8015
  • การเชื่อมต่อไร้สาย: รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย (Wireless) รวมถึงระบบเชื่อมต่อ Bluetooth
  • ช่องชาร์จไฟ: ช่อง USB Type C ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง (กำลังไฟสูง 60W) และช่อง USB Type C ด้านหลัง 1 ตำแหน่ง (15W)
  • ระบบเสียง: ลำโพง 4 ตำแหน่ง

ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่ (Safety & ADAS)

  • ระบบควบคุมการทรงตัวและเบรกพื้นฐาน

    • เบรกมือไฟฟ้า (EPB) พร้อมฟังก์ชัน Auto Brake Hold
    • ระบบป้องกันล้อล็อกและกระจายแรงเบรก (ABS / EBD / EBA)
    • ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS) และระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง (CBC)
    • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS)
    • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAS)
  • ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS):

    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัจฉริยะ (ICA) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ (TJA)
    • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน พร้อมช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน (ELK)
    • ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน (LKA) และระบบเตือนออกนอกเลน (LDW)
    • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า (FCW) และระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
    • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (IHC)
  • ระบบเตือนและป้องกันจุดอับสายตา

    • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา (BSD / LCA)
    • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยจอด (RCTA) พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อถอยจอด (RCTB)
    • ระบบเตือนเมื่อเปิดประตู (DOW) และระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง (RCW)
  • ระบบปกป้องและตรวจจับพฤติกรรม:

    • ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ (DMS)
    • กล้องมองภาพขณะถอยจอด พร้อมสัญญาณเตือนกะระยะด้านหลัง
    • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านนิรภัย และถุงลมนิรภัยตรงกลางระหว่างเบาะหน้า)
    • จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX และเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • การเข้าออกรถ: ระบบกุญแจอัจฉริยะ Smart Keyless Entry

รุ่น MAX (อุปกรณ์ที่เพิ่มขยายจากรุ่น STANDARD)

ในรุ่น MAX จะเป็นการท็อปอัปออปชันเพิ่มเข้ามาเพื่อยกระดับความหรูหรา ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อขั้นสูงให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยสิ่งที่ได้เพิ่มมาจากรุ่น Standard มีดังนี้ครับ:

การอัปเกรดภายนอกและระบบการขับเคลื่อน

  • ล้อและยางขนาดใหญ่ขึ้น: อัปเกรดเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 205/50 R17 (ช่วยเรื่องการยึดเกาะถนนและดูเต็มซุ้มล้อมากขึ้น)
  • กระจกมองข้าง: เปลี่ยนเป็นระบบปรับและพับด้วยไฟฟ้า (สะดวกเวลาจอดรถในที่แคบ)
  • ฝาท้ายไฟฟ้า: ระบบเปิด-ปิดฝาท้ายด้วยไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกสบายในการขนสัมภาระ

ยกระดับความหรูหราและความสบายในห้องโดยสาร

  • ระบบระบายอากาศเบาะนั่งคู่หน้า (Cooling Seat): มีระบบพัดลมระบายอากาศทั้งเบาะฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า (ตอบโจทย์สภาพอากาศเมืองไทย)
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง: เปลี่ยนจากวัสดุทั่วไปเป็นพวงมาลัยหุ้มหนัง ให้สัมผัสที่พรีเมียมยิ่งขึ้น
  • ไฟสร้างบรรยากาศ (Interactive Ambient Lights): ไฟแต่งห้องโดยสารที่สามารถปรับเฉดสีได้ถึง 256 สี และทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ของรถ

อัปเกรดหน้าจอ ระบบเสียง และแท่นชาร์จไร้สาย

  • หน้าจอกลางที่ใหญ่ขึ้น: อัปเกรดหน้าจอสัมผัสตรงกลางเป็นขนาดใหญ่สะใจ 15.6 นิ้ว (จากเดิม 12.8 นิ้ว)
  • แท่นชาร์จไร้สายความเร็วสูง: เพิ่มระบบ Wireless Charger กำลังไฟสูงถึง 50W
  • ระบบเสียง: เพิ่มจำนวนลำโพงเป็น 6 ตำแหน่ง (จากเดิม 4 ตำแหน่ง) ให้มิติเสียงที่แน่นขึ้น

ระบบการเชื่อมต่อและสั่งการอัจฉริยะ (i-SMART เต็มรูปแบบ)

  • ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND): รองรับระบบ AI VOICE COMMAND สั่งการด้วยเสียง
  • ระบบควบคุมการจอดระยะไกล (REMOTE PARKING): สามารถสั่งขยับรถเข้า-ออกจากที่จอดรถแคบ ๆ ได้ผ่านรีโมทหรือสมาร์ทโฟน
  • ระบบควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน: สั่งปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศล่วงหน้าก่อนขึ้นรถผ่านมือถือได้
  • ระบบ i-SMART เพิ่มเติม: ประกอบด้วยระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT) เพื่ออัปเดตสถานะรถและแผนที่นำทาง

เทคโนโลยีความปลอดภัยและทัศนวิสัยขั้นสูง

  • ระบบกล้องรอบคัน 360 องศา: มองเห็นภาพรอบตัวรถแบบมุมมองจำลอง เพิ่มความปลอดภัยเวลาถอยจอดหรือทางแคบ
  • ระบบ Rainy Night Mode: ช่วยแสดงภาพบนหน้าจอเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่เวลากลางคืนหรือช่วงที่ฝนตกหนัก
  • ระบบ Pop-up Camera: แสดงภาพมุมอับสายตาด้านข้างรถโดยอัตโนมัติบนหน้าจอกลางเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยว
  • เซนเซอร์กะระยะเพิ่มเติม: เพิ่มสัญญาณเตือนกะระยะด้านหน้า (ทำให้มีเซนเซอร์ช่วยจอดครบทั้งหน้าและหลัง)
  • ระบบตรวจสอบลมยาง (TPMS): ระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนความผิดปกติของแรงดันลมยางทั้ง 4 ล้อ

นวัตกรรมโครงสร้างเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM

เบื้องหลังความยอดเยี่ยมของ NEW MG URBAN คือการพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะเจนเนอเรชันใหม่ล่าสุดอย่าง SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM ซึ่งโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการออกแบบโครงสร้างในรูปแบบ “CELL-TO-BODY” (CTB) เทคโนโลยีนี้คือการผสานรวมเอาโครงสร้างตัวถังรถและแพลตฟอร์มแบตเตอรี่เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งก่อให้เกิดข้อดีและจุดเด่นรอบด้านดังต่อไปนี้:

  • ความยืดหยุ่นและการรองรับในอนาคต: แพลตฟอร์มนี้มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งสูง สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าได้หลากหลายเซกเมนต์
  • น้ำหนักลดลงแต่แข็งแกร่งขึ้น: การผสานโครงสร้างช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินของตัวรถลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานในการปกป้องห้องโดยสารให้สูงขึ้น
  • จุดศูนย์ถ่วงต่ำเพื่อการทรงตัวที่เหนือชั้น: เมื่อแบตเตอรี่และตัวถังรวมเป็นหนึ่งเดียว ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถลดต่ำลงอย่างมาก ส่งผลให้รถมีเสถียรภาพและทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกย่านความเร็ว
  • พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเกินคาด: การจัดวางระบบจัดเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางและโปร่งสบายมากยิ่งขึ้น

SMART DESIGN ดีไซน์ภายนอกสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์คนเมือง

รูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตภายใต้แนวคิด “GENDER NEUTRAL TRENDY” ซึ่งเน้นการผสมผสานความทันสมัย ภาพลักษณ์ที่ดูสดใส มีชีวิตชีวา และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในยุคดิจิทัลได้อย่างไร้ข้อจำกัดเรื่องเพศและวัย พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

มิติตัวถังและขนาดของตัวรถ

  • ความยาว: 4,395 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง: 1,842 มิลลิเมตร
  • ความสูง: 1,549 มิลลิเมตร
  • ระยะความยาวฐานล้อ (Wheelbase): 2,750 มิลลิเมตร
  • ระยะวางขาสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง (Rear Legroom): 984 มิลลิเมตร
  • รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด: 5.2 เมตร

อุปกรณ์และออปชันภายนอกที่โดดเด่น

  • สะดุดตาด้วยโลโก้เรืองแสงลายใหม่ ILLUMINATED LOGO ที่ด้านหน้า
  • ชุดไฟหน้าแบบ LED ประสิทธิภาพสูง มาพร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHTS) เพิ่มทัศนวิสัยและการมองเห็นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • ชุดไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์เอกลักษณ์อันโดดเด่นในแบบ Union Jack
  • ติดตั้งสปอยเลอร์หลัง ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติมาให้พร้อมใช้งาน
  • กระจกมองข้างควบคุมด้วยไฟฟ้า ปรับและพับเก็บอัตโนมัติ พร้อมไฟเลี้ยวในตัว (มีให้ในรุ่นย่อย MAX และ ULTRA)
  • การเลือกใช้ล้ออัลลอย: ในรุ่นย่อย STANDARD จะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วที่ติดตั้งฝาครอบล้อแอโรไดนามิก AERO WHEEL COVER เพื่อช่วยลดแรงต้านอากาศ ส่วนรุ่นย่อย MAX และ ULTRA จะอัปเกรดเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว เพิ่มความสปอร์ตพรีเมียม

SMART CABIN & TECHNOLOGY ห้องโดยสารอัจฉริยะยุคดิจิทัล

ภายในห้องโดยสารของ NEW MG URBAN ได้รับการจัดสรรพื้นที่อย่างเข้าใจผู้ใช้งานจริง ตกแต่งอย่างประณีตด้วยวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม SOFT TOUCH ในหลายจุดเพื่อมอบสัมผัสที่เหนือระดับ เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ชั้นดีพร้อมลวดลาย Diamond Cut ตัวเบาะนั่งด้านหลังดีไซน์พนักพิงให้สามารถแยกพับได้ในอัตราส่วน 60:40 พร้อมติดตั้งที่เท้าแขนตรงกลางเบาะหลังและที่วางแก้วน้ำ เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง

นอกจากนี้ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถยังออกแบบให้สามารถปรับการใช้งานได้แบบสองชั้น โดยมีความจุพื้นที่เก็บของปกติสูงถึง 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะผู้โดยสารแถวหลังลงทั้งหมด จะสามารถขยายพื้นที่ความจุสัมภาระได้มากสูงสุดถึง 1,266 ลิตร รองรับการขนย้ายสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย

Advertisement Advertisement

ความแตกต่างและฟังก์ชันเด่นภายในแยกตามรุ่นย่อย

  • รุ่นย่อย STANDARD (รุ่นเริ่มต้นที่คุ้มค่า): มาพร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MULTI-INFORMATION CLUSTER ขนาด 7 นิ้ว หน้าจอสีระบบความบันเทิงและการสั่งงานแบบสัมผัส (Infotainment) ขนาด 12.8 นิ้ว และเพลิดเพลินไปกับระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพงคุณภาพ 4 จุดรอบทิศทาง
  • รุ่นย่อย MAX (ยกระดับความสะดวกสบาย): เพิ่มขนาดหน้าจอสัมผัสตรงกลางให้ใหญ่เต็มตาถึง 15.6 นิ้ว ขยายระบบเครื่องเสียงเป็นลำโพง 6 จุด ติดตั้งระบบไฟสร้างบรรยากาศอัจฉริยะ INTERACTIVE AMBIENT LIGHTS ที่ปรับได้มากถึง 256 เฉดสี เพิ่มแท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger) พลังแรงสูง 50 วัตต์ มีระบบเป่าลมกระจายความเย็นที่เบาะนั่งคู่หน้า (ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร) และทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่มาพร้อมฟังก์ชันระบบควบคุมการจอดรถจากระยะไกล (REMOTE PARKING)
  • รุ่นย่อย ULTRA (ที่สุดของความอัจฉริยะตัวท็อป): ได้รับฟังก์ชันอัปเกรดของรุ่น MAX ทั้งหมด แต่เหนือกว่าด้วยระบบประมวลผลอัจฉริยะขั้นสูง คุมด้วยชิปเซ็ตประมวลผลความเร็วสูง QUALCOMM SNAPDRAGON 8155 ทำงานร่วมกับระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะขั้นสูง i-SMART PRO พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายด้วยฟังก์ชันการสั่งเปิดระบบเป่าลมเย็นที่เบาะนั่ง (COOLING SEAT) ผ่านสมาร์ทโฟนล่วงหน้าได้ รวมถึงติดตั้งระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ (SMART PARKING ASSIST) และระบบสั่งจอดรถอัตโนมัติระยะไกล (REMOTE AUTO PARKING) เพิ่มความง่ายในการจอดรถในทุกพื้นที่

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาตรฐาน (มีติดตั้งให้ในทุกรุ่นย่อย)

  • ระบบ INTELLIGENT SMART ACCESS ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายขั้นสุดในการเข้า-ออกห้องโดยสารและการสตาร์ทรถได้ทันทีโดยไม่ต้องกดปุ่ม
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังอย่างดี สามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทาง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
  • เบาะนั่งฝั่งคนขับปรับด้วยระบบไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง
  • เปิดรับทัศนวิสัยมุมกว้างด้วยหลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น (Panoramic Glass Roof) พร้อมม่านบังแดดเปิด-ปิดไฟฟ้า
  • ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมการติดตั้งช่องกระจายความเย็นสำหรับผู้โดยสารตอนหลังอย่างทั่วถึง
  • กระจกหน้าต่างไฟฟ้าพร้อมระบบ ONE-TOUCH UP-DOWN และกระจกแต่งหน้าบริเวณที่บังแดดคู่หน้าพร้อมไฟส่องสว่าง
  • ช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะ USB TYPE C จำนวน 3 จุด และระบบเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ
  • รองรับความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วยการเชื่อมต่อ APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO แบบไร้สาย
  • ระบบ AI VOICE COMMAND สั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ
  • ระบบการขับขี่ด้วยแป้นเดียว ONE PEDAL ที่ช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ในเมืองที่คล่องตัวและผ่อนคลายยิ่งขึ้น
  • ระบบ V2L (Vehicle-to-Load) เทคโนโลยีเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นแหล่งจ่ายไฟ แปรรูปพลังงานจากแบตเตอรี่รถส่งต่อไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอก รองรับกำลังไฟสูงสุด 3.3 kW

SMART SAFETY: ระบบความปลอดภัยระดับโลก มาตรฐานยุโรป 5 ดาว

NEW MG URBAN ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยตัวรถผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจากทั้งสถาบัน Euro NCAP และ ANCAP มั่นใจด้วยการออกแบบระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัยที่แข็งแกร่ง และการติดตั้งเทคโนโลยีระบบช่วยเหลือการขับขี่สุดล้ำ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) ระดับ 12 พร้อมการทำงานของระบบสั่งจอดอัจฉริยะ SMART AUTO PARKING SOLUTION โดยรอบคันมีการติดตั้งฮาร์ดแวร์ความปลอดภัยรวมกันถึง 21 ตำแหน่ง (แบ่งเป็น เซ็นเซอร์ตรวจจับ 12 ตำแหน่ง, กล้องรอบตัวรถ 6 ตัว และเรดาร์อัจฉริยะ 3 ตำแหน่ง)

ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่เป็นไฮไลต์

  • ระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ: มาพร้อมระบบมุมมองหลายช่องจราจร (MULTI-LANE VIEW) โดยในรุ่นย่อย MAX และ ULTRA จะเป็นกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติเต็มรูปแบบที่ทำงานคู่กับระบบสัญญาณเตือนระยะด้านหน้าและด้านหลังรถ
  • ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS (Smart Auto Parking Solution) และระบบช่วยเหลือการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติพร้อมสัญญาณเตือน ALC (Auto Lane Change with Alert)
  • ระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลนอัตโนมัติ LCC (Lane Centering Control) และระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)
  • กลุ่มระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ: ประกอบไปด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control), ระบบช่วยควบคุมความเร็วแปรผันอัจฉริยะ ICA (Intelligent Cruise Assist) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติในสภาวะการจราจรติดขัดความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
  • ระบบรักษาช่องทางเดินรถอัจฉริยะ ELK: ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกเลนในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Lane Keeping Assist) ซึ่งผสานรวมการทำงานของ 3 ระบบย่อยเข้าด้วยกัน ได้แก่ LKA (ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน), LDP (ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน) และ LDW (ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน)
  • ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ: ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า FCW และระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติแบบกำหนดเอง AEB
  • ระบบตรวจจับและป้องกันอุบัติเหตุในจุดอับสายตารอบคัน: เป็นการทำงานร่วมกันของ 6 ระบบหลัก ได้แก่ LCA (ระบบช่วยเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน), BSD (ระบบเตือนมุมอับสายตา), RCTA (ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง), RCTB (ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง), DOW (ระบบเตือนการเปิดประตูรถหากมีวัตถุวิ่งมาด้านข้าง) และ RCW (ระบบช่วยเตือนการชนจากด้านหลัง)
  • ระบบความปลอดภัยมาตรฐานสากล: เบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมระบบป้องกันการไหลของรถอัตโนมัติ AVH, ระบบป้องกันล้อล็อก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบเสริมแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBA, ระบบควบคุมการทรงตัว SCS, ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของความดันลมยางอัตโนมัติ TPMS และระบบตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่ DMS เพื่อป้องกันอาการหลับในของผู้ขับขี่
  • การปกป้องในห้องโดยสาร: ติดตั้งถุงลมนิรภัยนิรภัยรอบห้องโดยสารรวมมากถึง 7 ตำแหน่ง (ถุงลมคู่หน้า, ถุงลมด้านข้าง, ม่านถุงลมนิรภัยยาวตลอดแนว และถุงลมนิรภัยตรงกลางระหว่างเบาะคู่หน้า) พร้อมระบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติสำหรับเข็มขัดนิรภัยคู่หน้า และจุดยึดเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX

สีตัวถังภายนอกและสไตล์การตกแต่งภายใน

เพื่อให้สอดรับกับความสดใสและความหลากหลายของคนเมืองยุคใหม่ NEW MG URBAN จึงมาพร้อมตัวเลือกสีสันตัวถังภายนอกที่มีสไตล์ให้เลือกสรรถึง 5 เฉดสี ได้แก่:

  1. สีม่วงพาสเทลสุดเทรนดี้ (LAVENDER PURPLE)
  2. สีเบจร่วมสมัยให้ความรู้สึกอบอุ่น (MODERN BEIGE)
  3. สีขาวบริสุทธิ์สะอาดตา (ARCTIC WHITE)
  4. สีเทาเข้มสะท้อนความสปอร์ต (ANDES GREY)
  5. สีดำเมทัลลิกเรียบหรูทรงพลัง (PEARL BLACK)

สำหรับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร ทุกรุ่นย่อยจะได้รับการออกแบบและเลือกใช้โทนสีทูโทนยอดนิยมอย่าง เทา-ดำ (Two-Tone Grey & Black) ซึ่งเป็นการจับคู่สีที่ให้ทั้งอารมณ์ความสปอร์ต ทันสมัย ดูแลรักษาง่าย และแฝงความหรูหราพรีเมียมได้อย่างกลมกลืน

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้