TOYOTA เปิดตัว bZ7 EV ซีดาน D-SEGMENT ในจีน ราคา 718,000 – 961,000 บาท 600 – 710 กม./ชาร์จ CLTC

TOYOTA เปิดตัว bZ7 EV ซีดาน D-SEGMENT ในจีน ราคา 718,000 – 961,000 บาท 600 – 710 กม./ชาร์จ CLTC
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

Toyota เปิดตัวซีดานไฟฟ้าเรือธงรุ่นใหม่  bZ7 EV ใหม่ ในประเทศจีน

GAC Toyota (กวางโจวโตโยต้า) เดินหน้าลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มสูบ ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ประกาศเปิดพรีเซลส์ TOYOTA bZ7 EV อย่างเป็นทางการ รถรุ่นนี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถยนต์ซีดานไฟฟ้า 100% (BEV) ขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ (Mid-to-Large) ที่ก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ของโตโยต้า ด้วยการอัดแน่นเทคโนโลยีสุดล้ำจากฝั่งจีนอย่างระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 5.0 จาก Huawei และระบบขับขี่อัตโนมัติจาก Momenta

  • Toyota bZ7 ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota โดยเฉพาะในตลาดจีน ซึ่งความน่าสนใจของแพลตฟอร์ม bZ7 คือการขยับออกจากวิศวกรรมของ Toyota เอง แล้วหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่ในจีนแทน
  • ต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง bZ4X ที่ใช้แพลตฟอร์ม e-TNGA ของ Toyota เอง แต่ bZ7 ถูกพัฒนาโดยบริษัทร่วมทุน GAC-Toyota ซึ่งหยิบยืมสถาปัตยกรรมหลักมาจากแบรนด์ GAC Aion (แบรนด์ EV ในเครือ Guangzhou Automobile Group) ทำให้ bZ7 มีพื้นรถที่เรียบสนิทและกว้างขวาง เหมาะสำหรับรถซีดานไฟฟ้าโดยเฉพาะ
  • bZ7 ถูกสร้างบน แพลตฟอร์มแรงดันสูง 800V ซึ่งรองรับการชาร์จเร็วเป็นพิเศษ (Ultra-fast charging) โดยสามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ถึง 400 กม. ภายในการชาร์จเพียง 10 นาที
  • กล่าวโดยสรุปคือ แพลตฟอร์มของ Toyota bZ7 คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีของ GAC และ Huawei ภายใต้ตราสัญลักษณ์ของ Toyota เพื่อให้สามารถแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นในตลาดรถซีดานไฟฟ้าขนาดกลางถึงใหญ่ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

ราคาและสิทธิพิเศษที่ชวนว้าว 

การเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมกลยุทธ์ด้านราคาที่ดุเดือด โดยมีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ซึ่งราคาช่วงแนะนำ (สิทธิประโยชน์จำกัดเวลา) ถือว่าทำได้น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับสเปคที่ได้:

  • รุ่น 600 Pro: ราคาพิเศษ 156,800 หยวน (ประมาณ 718,458 บาท) | ราคาพรีเซลส์ปกติ 179,800 หยวน (823,844 บาท)
  • รุ่น 600 Pro Lidar: ราคาพิเศษ 170,800 หยวน (ประมาณ 782,606 บาท) | ราคาพรีเซลส์ปกติ 199,800 หยวน (915,484 บาท)
  • รุ่น 700 Max: ราคาพิเศษ 174,800 หยวน (ประมาณ 800,934 บาท) | ราคาพรีเซลส์ปกติ 199,800 หยวน (915,484 บาท)
  • รุ่น 700 Max Lidar: ราคาพิเศษ 189,800 หยวน (ประมาณ 869,664 บาท) | ราคาพรีเซลส์ปกติ 219,800 หยวน (1,007,124 บาท)
  • รุ่น 710 Ultra Lidar: ราคาพิเศษ 209,800 หยวน (ประมาณ 961,304 บาท) | ราคาพรีเซลส์ปกติ 239,800 หยวน (1,098,764 บาท)

นอกจากราคาที่ลดลงมาแล้ว ผู้ที่จองล่วงหน้ายังได้รับ โปรโมชันจัดเต็ม ได้แก่:

  • เงินอุดหนุนเทิร์นรถ: รุ่นมี LiDAR รับ 15,000 หยวน (68,730 บาท) / รุ่นไม่มี LiDAR รับ 10,000 หยวน (45,820 บาท)
  • กองทุนตัวเลือกเสริม: ส่วนลดออปชันช่วงล่างถุงลม 10,000 หยวน (45,820 บาท) และสีตัวถังสูงสุด 4,000 หยวน (18,328 บาท) รวมมูลค่าสูงสุด 14,000 หยวน (64,148 บาท)
  • ขยายเวลารับประกัน: รับประกันช่วงล่างถุงลมนานจุใจถึง 10 ปี หรือ 300,000 กิโลเมตร มูลค่า 4,999 หยวน (22,905 บาท) ฟรี

พัฒนาโดยทีมวิศวกรจีนเต็มระบบ

  • มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Huawei
  • ระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ HarmonyOS
  • รองรับอุปกรณ์และบริการจาก Xiaomi แบบครบวงจร

มิติตัวรถ

  • ความยาว 5130 มม.
  • ความกว้าง 1965 มม.
  • ความสูง 1506 มม.
  • ระยะฐานล้อ 3020 มม.

ขนาดเทียบเท่าซีดานเรือธงระดับ Camry–Crown แต่ยาวกว่าอย่างชัดเจน

ดีไซน์ภายนอก โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตฟาสต์แบค

การออกแบบภายนอกของ GAC Toyota Bozhi 7 (หรือ Toyota bZ7) เน้นความเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในยุคใหม่ที่ผสมผสานระหว่าง “ความหรูหราแบบเรือธง” และ “อากาศพลศาสตร์ที่ล้ำสมัย” โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

ด้านข้างตัวรถมาพร้อมเส้นสายหลังคาที่ลาดเอียงลงจรดท้ายสไตล์รถสปอร์ตคูเป้ (Fastback) ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวและลู่ลม มาพร้อมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 20 นิ้ว และไฟท้ายแบบเส้นตวัดยาวเชื่อมถึงกัน พร้อมสปอยเลอร์แบบบิลท์อินที่ฝากระโปรงท้าย

  • ด้านหน้า: ใช้ดีไซน์หน้ารถแบบ Hammerhead (ฉลามหัวค้อน) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของรถไฟฟ้าในตระกูล bZ และ Prius รุ่นล่าสุด
  • ชุดไฟหน้า: ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) เป็นรูปตัว C (C-Shaped) วางพาดยาวเกือบเต็มความกว้างของหน้ารถ ให้ความรู้สึกดุดันและทันสมัย
  • กันชนหน้า: ออกแบบมาให้มีความลาดต่ำและเน้นช่องดักอากาศด้านล่างเพื่อช่วยเรื่อง Aero-dynamics และการระบายความร้อนของระบบแบตเตอรี่
  • เส้นสายตัวถัง: ไม่ใช่ซีดานทรงมาตรฐาน แต่เป็น Fastback ที่มีแนวหลังคาลาดเทลงไปยังส่วนท้ายอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้รถดูสปอร์ตและช่วยลดค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) ซึ่งคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 0.21 เท่านั้น
  • กระจกหน้าต่าง: ประตูเป็นแบบ ไร้ขอบ (Frameless Doors) เพิ่มความหรูหราแบบรถสปอร์ตพรีเมียม
  • กระจกมองข้าง: ดีไซน์แบบไร้ขอบ (Borderless Mirrors) และในบางรุ่นย่อยจะมี ไฟสัญญาณสีฟ้า เพื่อแสดงสถานะการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่
  • มือจับประตู: เป็นแบบ Semi-flush (กึ่งซ่อน) ซึ่งจะเรียบไปกับตัวถังรถเมื่อไม่ได้ใช้งาน ช่วยลดลมต้าน
  • ล้ออัลลอย: จุดเด่นคือการใช้ล้อขนาดใหญ่ถึง 21 นิ้ว (ลาย Multi-spoke) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรถซีดานจาก Toyota ที่ให้ล้อขนาดใหญ่นี้มาจากโรงงาน เสริมให้ตัวรถดูเต็มและมีสง่าราศี
  • ช่องชาร์จ: ติดตั้งอยู่ที่บริเวณบังโคลนหลังด้านซ้าย
  • ไฟท้าย: เป็นแบบ Through-type LED พาดยาวต่อเนื่องจากซ้ายไปขวาตามสมัยนิยม
  • สปอยเลอร์: มีการออกแบบส่วนปลายของฝากระโปรงท้ายให้เชิดขึ้นเล็กน้อยเป็น Ducktail Spoiler ในตัว ช่วยสร้างแรงกด (Downforce) โดยไม่ต้องติดตั้งสปอยเลอร์แยก
  • หลังคากระจก: Panoramic Glass Roof ขนาดใหญ่ที่ลาดลงมาเชื่อมต่อกับกระจกบังลมหลังอย่างแนบเนียน
  • LiDAR: มีเซนเซอร์ LiDAR ติดตั้งอยู่บริเวณเหนือกระจกบังลมหน้า (บนหลังคา) เพื่อใช้สำหรับระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะจาก Momenta
  • สีตัวถัง: มีสีพิเศษที่เรียกว่า “Daiyun Cui” (黛云翠) ซึ่งเป็นสีเขียวอมเทาเข้มที่ใช้การเคลือบแบบนาโนเลเยอร์ ให้มิติแสงและเงาที่เปลี่ยนไปตามมุมที่มอง

ห้องโดยสาร ยกระดับความหรูหรา และอัจฉริยะด้วย HarmonyOS

การออกแบบภายในถือเป็นการปฏิวัติภาพลักษณ์เดิมๆ ของ Toyota โดยสิ้นเชิง เพราะเป็นการผสานความหรูหราแบบ “Lexus-grade” เข้ากับเทคโนโลยีจากยักษ์ใหญ่ไอทีอย่าง Huawei และ Xiaomi ครับ

  • Minimalist Luxury: ห้องโดยสารเน้นความเรียบง่ายแต่ดูแพง ใช้โทนสีสว่าง (เช่น สีขาวครีม) ตัดกับวัสดุพรีเมียม
  • Real Wood & Nappa Leather: มีการใช้ ไม้แอชธรรมชาติ (Natural White Ash Wood) ตกแต่งบริเวณคอนโซลหน้าและแผงประตู ผสมผสานกับเบาะหนัง Nappa ที่ให้ผิวสัมผัสนุ่มนวล
  • Digital Cockpit: ตัดปุ่มกดแบบดั้งเดิมออกเกือบทั้งหมด โดยย้ายไปควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสและระบบสั่งการด้วยเสียงแทน
  • Huawei HarmonyOS (HarmonySpace): เป็นรถ Toyota รุ่นแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการจาก Huawei เต็มรูปแบบ ทำงานบนหน้าจอกลางขนาด 15.6 นิ้ว ที่ลื่นไหลเหมือนแท็บเล็ต
  • Xiaomi Ecosystem: รองรับการเชื่อมต่อ “Human x Car x Home” คุณสามารถสั่งเปิดแอร์ที่บ้านจากในรถ หรือควบคุมอุปกรณ์ Smart Home ของ Xiaomi ผ่านหน้าจอรถได้ทันที
  • ระบบเสียงระดับ Hi-End: ติดตั้งลำโพง Yamaha 23 ตำแหน่ง รองรับระบบเสียง 7.1.4 Surround ให้กำลังขับสูงถึง 2,360 วัตต์
  • พื้นที่ระดับ D-Segment: ด้วยฐานล้อที่ยาวถึง 3,020 มม. ทำให้พื้นที่วางขา (Legroom) ด้านหลังกว้างขวางมาก (ทดสอบจริงพบว่าเหลือพื้นที่กว่า 3 กำปั้น)
  • เบาะนั่ง Zero-Gravity: เบาะคู่หน้าออกแบบมาเพื่อลดแรงกดทับร่างกาย ส่วนเบาะหลังสามารถ ปรับเอนได้เพิ่ม 10 องศา และเบาะนั่งถูกทำให้ยาวขึ้นเพื่อรองรับต้นขาได้ดีกว่ารถซีดานทั่วไป
  • ฟังก์ชันผ่อนคลาย: มีระบบนวดจุดสัมผัส 10 จุด (10-point massage), ระบบอุ่นเบาะ และระบายอากาศครบครัน
  • ตู้เย็นในรถ (On-board Fridge): ติดตั้งมาให้บริเวณคอนโซลกลาง (ในรุ่นท็อป) สามารถปรับอุณหภูมิได้
  • AR-HUD: หน้าจอ Head-up Display แบบ Augmented Reality ขนาดใหญ่ แสดงข้อมูลการนำทางเสมือนจริงบนกระจกหน้า
  • Face ID: ระบบจดจำใบหน้าเพื่อปรับตำแหน่งเบาะ กระจก และการตั้งค่าส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่ขึ้นรถ
  • Ambient Lighting: ไฟสร้างบรรยากาศรอบห้องโดยสารที่สามารถเปลี่ยนสีตามโหมดการขับขี่หรือจังหวะเพลง
  • Toyota เน้นเรื่องความเงียบเป็นพิเศษ โดยใช้กระจกบังลมและกระจกประตูหน้าแบบ Double-glazed (หนาขึ้น 0.3 มม.) พร้อมวัสดุซับเสียงกว่า 80 จุดทั่วคัน เพื่อให้เสียงรบกวนในห้องโดยสารขณะหยุดนิ่งต่ำเพียง 42 เดซิเบล

ข้อมูลขุมพลังและแบตเตอรี่ (Powertrain & Battery)

  • มอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor): มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว (Single Motor) ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ใช้เทคโนโลยี Huawei DriveONE ที่โดดเด่นเรื่องการจัดการความร้อนและความเงียบ
  • พละกำลัง (Max Power): 207 kW (เทียบเท่าประมาณ 282 แรงม้า)
  • แรงบิด (Max Torque): แม้จะยังไม่มีการประกาศตัวเลขเป๊ะๆ แต่สำหรับมอเตอร์สเปกนี้ของ Huawei จะให้แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 310 – 350 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่ (Battery): ใช้แบตเตอรี่ชนิด Lithium Iron Phosphate (LFP) จากผู้ผลิตชั้นนำอย่าง CALB มีให้เลือก 2 ความจุ:
    • รุ่น Standard Range: ความจุ 71.35 kWh (ระยะทางวิ่งสูงสุด 600 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน CLTC)
    • รุ่น Long Range: ความจุ 88.13 kWh (ระยะทางวิ่งสูงสุด 680 – 710 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน CLTC)

เทคโนโลยีการชาร์จ (Charging System)

  • ชาร์จกระแสตรง DC (Fast Charging):

    • รองรับกำลังไฟการชาร์จสูงสุด (Peak Power) ที่คาดว่าจะอยู่ระดับ 200 kW ขึ้นไป
    • สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 30% ถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที
    • ฟีเจอร์ชาร์จด่วน: เสียบสายชาร์จเพียง 10 นาที สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ถึง 400 กม.
  • ชาร์จกระแสสลับ AC (Normal Charging):

    • รองรับการชาร์จผ่าน Wallbox ที่บ้าน กำลังไฟสูงสุด 11 kW (3-Phase)
    • ใช้เวลาชาร์จจาก 0-100% ประมาณ 7 – 9 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่)
  • ระบบ V2L (Vehicle-to-Load): รองรับการจ่ายไฟออกจากตัวรถเพื่อใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอก (เช่น แคมป์ปิ้ง หรือชงกาแฟ) กำลังจ่ายไฟประมาณ 3.3 kW

รูปแบบและฮาร์ดแวร์ช่วงล่าง (Suspension Hardware)

  • โครงสร้างอิสระ 4 ล้อ: โครงสร้างช่วงล่างด้านหน้าคาดว่าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) และด้านหลังแบบมัลติลิงก์ (Multi-link) ซึ่งเป็นเลย์เอาต์มาตรฐานของรถยนต์ขนาด D-Segment ขึ้นไป ที่ให้สมดุลระหว่างการเกาะถนนและความนุ่มนวลได้ดีที่สุด

  • ระบบถุงลมแบบห้องคู่ (Dual-Chamber Air Suspension): ในรุ่นย่อยระดับบนจะใช้ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม ที่สามารถปรับระดับความสูง-ต่ำของตัวรถได้อิสระและยืดหยุ่นกว่าถุงลมแบบห้องเดียว โดยมีฟังก์ชันเด่นคือ:

    • ลดความสูงอัตโนมัติ: เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Aero-dynamics) ช่วยประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มความนิ่งของตัวรถ

    • ยกตัวรถให้สูงขึ้น: เมื่อเจอทางขรุขระ ทางลาดชัน หรือลูกระนาดขนาดใหญ่

    • ระบบช่วยขึ้น-ลง (Easy Access): ปรับลดระดับความสูงของรถลงอัตโนมัติเมื่อจอด เพื่อให้ผู้โดยสารก้าวขึ้น-ลงได้สะดวกที่สุด

โช้คอัพไฟฟ้าปรับความหนืดแปรผัน (SDC – Suspension Damping Control)

  • โช้คอัพแต่ละต้นสามารถปรับระดับความหนืด (ความแข็ง-อ่อน) ได้แบบ Real-time โดยทำงานประสานกับเซนเซอร์ที่จับความเคลื่อนไหวของตัวรถนับพันครั้งต่อวินาที

  • ลดอาการตัวถังเอียง (Anti-Roll): หากคุณสาดโค้งด้วยความเร็ว โช้คอัพฝั่งที่รับน้ำหนักจะปรับตัวให้แข็งขึ้นทันที เพื่อต้านการเอียงของตัวรถ ทำให้รถทรงตัวได้อย่างมั่นใจ

  • ลดอาการหน้าทิ่มและท้ายยุบ (Pitch Control): เมื่อเบรกกะทันหันหรือกระแทกคันเร่งออกตัว ระบบจะรักษาสมดุลของตัวรถให้อยู่ในระนาบขนานกับพื้นถนนมากที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารเวียนหัว

เทคโนโลยีสแกนพื้นถนนล่วงหน้า (Predictive Road-Scanning)

ฟีเจอร์นี้คือสิ่งที่ทำให้ Bozhi 7 มีฟีลลิ่งการขับขี่แบบ “พรมวิเศษ” (Magic Carpet Ride):

  • ตาของรถ (Camera + LiDAR): กล้องความละเอียดสูงด้านหน้ารถและ LiDAR จะทำหน้าที่สแกนสภาพพื้นผิวถนนข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง (เช่น มองหาหลุมบ่อ รอยต่อถนน ฝาท่อ หรือลูกระนาด)

  • การสั่งงานล่วงหน้า (Feed-forward Control): ทันทีที่ระบบประมวลผลพบอุปสรรค สมองกลจะส่งคำสั่งไปยังโช้คอัพ SDC และถุงลมให้ “คลายความแข็ง” หรือ “เตรียมซับแรงกระแทก” ล่วงหน้าในระดับมิลลิวินาที ก่อนที่ล้อจะกลิ้งไปทับอุปสรรคนั้นจริงๆ

  • ผลลัพธ์: แรงสะเทือนที่ควรจะกระแทกเข้ามาในห้องโดยสารจะถูกกรองออกไปจนเหลือน้อยที่สุด นั่งสบายและสมูทขั้นสุด

การทำงานเชื่อมโยงกับโหมดการขับขี่ (Drive Modes)

บุคลิกของช่วงล่างจะเปลี่ยนไปตามโหมดที่คุณเลือกใช้งาน:

  • โหมด Comfort: ถุงลมและโช้คอัพจะเน้นการซับแรงกระแทกเป็นหลัก ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ลอยๆ สไตล์รถผู้บริหารระดับเรือธง

  • โหมด Sport: ตัวรถจะโหลดต่ำลง และโช้คอัพจะปรับความหนืดให้เฟิร์มและกระชับขึ้น ตอบสนองต่อพวงมาลัยได้ฉับไว รองรับการขับขี่ที่ดุดัน

ระบบความปลอดภัย เทคโนโลยีการขับขี่

สำหรับเทคโนโลยีการขับขี่และระบบความปลอดภัยถือว่าเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ Toyota เลยครับ เพราะในรุ่นนี้ได้จับมือกับบริษัทชั้นนำด้าน AI อย่าง Momenta เพื่อพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติระดับสูง (Level 2+ ถึง Level 3) โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

ขุมพลังการประมวลผลและเซนเซอร์ (Hardware & Sensors)

เพื่อให้รถสามารถ “มองเห็น” และ “ตัดสินใจ” ได้เหมือนมนุษย์ Bozhi 7 จึงจัดเต็มด้านฮาร์ดแวร์:

  • LiDAR บนหลังคา: ช่วยสแกนสภาพแวดล้อมรอบตัวรถและสร้างแผนที่ 3 มิติแบบ Real-time ได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพอากาศเลวร้าย (ฝนตกหนักหรือหมอกลง) หรือในที่มืดสนิท

  • ชิปประมวลผล NVIDIA DRIVE Orin-X: ชิปตัวท็อปของวงการที่มีพลังการประมวลผลสูงถึง 254 TOPS (ล้านล้านคำสั่งต่อวินาที) ช่วยให้รถประมวลผลข้อมูลจากเซนเซอร์ทั้งหมดได้อย่างไร้รอยต่อ

  • เครือข่ายเซนเซอร์รอบคัน: ทำงานร่วมกับกล้องความละเอียดสูง เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร (Millimeter-wave radar) และเซนเซอร์อัลตราโซนิก เพื่อลบจุดบอดรอบคันแบบ 360 องศา

ระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Driving – Momenta)

  • ระบบ NOA (Navigate on Autopilot): รองรับการขับขี่อัตโนมัติตามเส้นทางนำทาง (Navigation) ทั้งบนทางด่วน (Highway NOA) และในเขตเมือง (Urban NOA)

  • การตัดสินใจอัจฉริยะ: รถสามารถประเมินสถานการณ์เพื่อเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ, เร่งแซงรถที่ขับช้า, ชะลอเมื่อเจอรถปาดหน้า, รวมถึงอ่านป้ายจราจรและจัดการการขับขี่บริเวณทางแยกได้เอง

  • Smart Parking: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติที่จดจำเส้นทางที่จอดรถประจำได้ (Memory Parking) และสามารถใช้สมาร์ทโฟนสั่งการให้รถเคลื่อนที่เข้า-ออกจากช่องจอดแคบๆ ได้จากภายนอกรถ

 ระบบความปลอดภัยเชิงรุก (Active Safety)

อัปเกรดจาก Toyota Safety Sense เดิมให้ตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น:

  • AEB (Auto Emergency Braking) ขั้นสูง: เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่ครอบคลุมการตรวจจับคนเดินถนน จักรยาน และมอเตอร์ไซค์ แม้จะเป็นจังหวะที่โผล่มาจากมุมอับหรือตอนเลี้ยวที่ทางแยก

  • Emergency Steering Assist: หากระบบประเมินว่าการเบรกอย่างเดียวไม่พ้นชน รถจะช่วยหักพวงมาลัยหลบสิ่งกีดขวางให้อัตโนมัติ (หากประเมินแล้วว่าเลนข้างๆ ว่าง)

  • ระบบป้องกันการเปิดประตู (DOW): แจ้งเตือนและล็อกประตูชั่วคราวหากมีรถหรือมอเตอร์ไซค์กำลังแล่นมาจากด้านหลัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุขณะลงจากรถ

โครงสร้างและความปลอดภัยของแบตเตอรี่ (Passive & Battery Safety)

  • โครงสร้างนิรภัย: ตัวถังใช้เหล็กทนแรงดึงสูง (High-strength steel) และอลูมิเนียมอัลลอยในจุดสำคัญ เพื่อสร้างโครงร่างตาข่ายที่ดูดซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม

  • ความปลอดภัยแบตเตอรี่ 6 ชั้น: แบตเตอรี่ LFP จาก CALB มีการหุ้มเกราะกันกระแทกใต้ท้องรถ และมีระบบจัดการความร้อน (Thermal Management System) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดลัดวงจรหรือไฟลุกไหม้ (Thermal Runaway)

ตำแหน่งถุงลมนิรภัย (Airbag Locations) 9 – 10 ตำแหน่ง

  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (Dual Front Airbags): 2 ตำแหน่ง สำหรับปกป้องศีรษะและหน้าอกของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้างเบาะหน้า (Front Side Airbags): 2 ตำแหน่ง ติดตั้งที่พนักพิงเบาะคู่หน้า เพื่อซับแรงกระแทกบริเวณซี่โครงและสรีระด้านข้าง
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้างเบาะหลัง (Rear Side Airbags): 2 ตำแหน่ง (ฟีเจอร์นี้มักมีเฉพาะในรถระดับพรีเมียม) เพื่อปกป้องผู้โดยสารตอนหลังจากอุบัติเหตุการชนด้านข้าง
  • ม่านถุงลมนิรภัย (Side Curtain Airbags): 2 ตำแหน่ง เป็นม่านถุงลมขนาดใหญ่ที่พาดยาวตั้งแต่เสา A (กระจกหน้า) ไปจนถึงเสา C (กระจกหลัง) ป้องกันศีรษะของผู้โดยสารทั้งคันจากการชนด้านข้าง หรือกรณีรถเสียหลักพลิกคว่ำ
  • ถุงลมนิรภัยหัวเข่า (Knee Airbags): 1-2 ตำแหน่ง ปกป้องช่วงขาและหัวเข่าของผู้ขับขี่ไม่ให้กระแทกกับคอนโซลหน้า (บางรุ่นย่อยอาจมีให้ฝั่งผู้โดยสารหน้าด้วย)
  • ถุงลมนิรภัยคั่นกลางเบาะหน้า (Front Center Airbag – FCA): 1 ตำแหน่ง นี่คือมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ความปลอดภัยสูง โดยถุงลมจะกางออกมาจากระหว่างเบาะคนขับและผู้โดยสารหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะของทั้งคู่เหวี่ยงมากระแทกกันเองเมื่อถูกชนด้านข้างอย่างรุนแรง

สิทธิพิเศษลูกค้า GAC Toyota “bZ7 EV”

เงื่อนไขพิเศษก่อนขาย – คุ้มค่าแบบจัดเต็ม

สำหรับผู้ที่ “จองก่อน 31 ธ.ค. 2025” ผู้ผลิตให้คำมั่นว่า:

ภาระที่โรงงานรับผิดชอบทั้งหมด

  • ส่วนต่างภาษีกรณี กฎภาษีรถใหม่ในปี 2026 เปลี่ยนแปลง

  • ความรับผิดชอบกรณี
    ✔ แบตเตอรี่เกิดเพลิงไหม้
    ✔ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติเกิดอุบัติเหตุ
    ✔ การเสื่อมของแบตเกินมาตรฐาน

    Advertisement Advertisement

1) ผู้ผลิตรับผิดชอบโดยตรง หากระบบช่วยจอดอัตโนมัติทำให้เกิดอุบัติเหตุ

(1) คำมั่นสัญญาหลัก

หากเจ้าของรถ bZ7 ใช้งานฟังก์ชันช่วยจอดอัตโนมัติ แล้วเกิดอุบัติเหตุจาก ความผิดปกติของระบบเอง (ฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์) ไม่ว่าความเสียหายจะเป็นค่ารถของรถคันเอง หรือทำให้ทรัพย์สินบุคคลที่สามเสียหาย → GAC Toyota จะชดเชยให้ทั้งหมด

(2) ผู้มีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครอง

  • ทำการยืนยันคำสั่งจอง – สั่งซื้อจริง – รับรถตามกำหนด

  • เฉพาะ ผู้ใช้รถส่วนบุคคลรายแรก (ไม่รับรถเชิงพาณิชย์/รับจ้าง)

  • รับประกันตลอดอายุการใช้งาน ไม่จำกัดอายุประกันรถ

(3) ฟังก์ชันที่อยู่ในความคุ้มครอง

  • ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ

  • ระบบช่วยจอดจากนอกรถ (Remote Parking)

  • ระบบจดจำที่จอด (Memory Parking)

(4) เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ + ขั้นตอนการชดเชย

เงื่อนไขหลัก

  • ต้องพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบจอด เช่น ฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์

  • ต้องเข้าศูนย์บริการ GAC Toyota 4S ตามระยะ และ มีประวัติการตรวจสอบระบบ 3 ไฟฟ้าครบถ้วน

  • ใช้อะไหล่แท้ ไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ภายนอก โน่นนี่เพิ่มเติม

ขั้นตอนเคลม

  • ไม่ต้องเคลมผ่านประกันก่อน

  • ติดต่อศูนย์ 4S โดยตรง

  • ส่งมอบเอกสารตามที่ระบุ ศูนย์จะดูแลเรื่องตรวจสอบ–ประเมินค่าเสียหาย–ชดเชยให้

(5) กรณีที่ไม่ครอบคลุม

  • รถถูกดัดแปลง ติดตั้งอุปกรณ์นอกศูนย์ / ใช้งานผิดคู่มือ

  • ระบบจอดผิดเพราะรถมีความเสียหายเดิมแต่ไม่ได้ซ่อม

  • อุบัติเหตุที่ตำรวจชี้ว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย

  • ไม่ครอบคลุมค่าเสียหายทางอ้อม เช่น ค่าเสียเวลา เบี้ยเลี้ยง ค่ารถสำรอง

  • หรือผู้ใช้จ่ายให้คู่กรณีเองแบบไม่ผ่านศูนย์


2) ผู้ผลิตรับผิดชอบโดยตรง หากแบตเตอรี่เสื่อมเกินมาตรฐาน

(1) คำมั่นสัญญาหลัก

หากแบตเตอรี่แรงดันสูง เสื่อมเกินเกณฑ์ที่ผู้ผลิตกำหนด (ไม่เกี่ยวกับการใช้งานผิดปกติ) → GAC Toyota จะเปลี่ยนแบตลูกใหม่ให้ฟรี

มาตรฐานการวัดการเสื่อมของแบตเตอรี่

  • ภายใน 2 ปี หรือ 50,000 กม. → เสื่อมได้ไม่เกิน 10%
  • ภายใน 6 ปี หรือ 100,000 กม. → ไม่เกิน 20%
  • ภายใน 8 ปี หรือ 150,000 กม. → ไม่เกิน 25%

(2) ผู้มีสิทธิ์

  • จองก่อน 31 ธ.ค. 2025
  • เจ้าของคนแรก / ไม่ใช้เชิงพาณิชย์
  • วิ่งไม่เกิน 30,000 กม./ปี
  • ต้องเข้าศูนย์ 4S ตามคู่มือทุกครั้ง และมีประวัติครบ
  • ไม่ดัดแปลงระบบไฟฟ้าหรือใส่อุปกรณ์ภายนอก
  • ต้องเปิดใช้งานระบบรถเชื่อมต่อ (Car Connectivity)

(3) ไม่ครอบคลุมในกรณี

  • ดัดแปลงระบบไฟฟ้า/ติดตั้งของแต่ง
  • ใช้งานผิดคู่มือ/ใช้งานในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว
  • ความเสียหายจากอุบัติเหตุ น้ำท่วม ชน ไฟไหม้จากภายนอก
  • รถมีความเสียหายเดิมแล้วทำให้ระบบผิดเพี้ยน
  • ไม่ใช่ปัญหาจากคุณภาพแบตเตอรี่

3) ผู้ผลิตรับผิดชอบโดยตรง หากรถไฟฟ้าลุกไหม้ (Self-Ignition)

(1) คำมั่นสัญญาหลัก

หากเกิด ไฟไหม้จากความผิดปกติของระบบ 3 ไฟฟ้า (แบตเตอรี–มอเตอร์–คอนโทรล) และรถเสียหายถึงเกณฑ์ ต้องถูกตีเป็นซากตามกฎหมาย
GAC Toyota จะเปลี่ยนรถ “คันใหม่” รุ่นและสเปกเทียบเท่าให้ทันที

(2) ผู้มีสิทธิ์

  • จองก่อน 31 ธ.ค. 2025
  • เจ้าของคนแรก / ไม่ใช้เชิงพาณิชย์
  • คุ้มครองแบบ ตลอดอายุการใช้งาน ไม่ผูกกับระยะประกันตัวรถ

(3) เงื่อนไข + การชดเชย

  • ต้องพิสูจน์ได้ว่าจุดกำเนิดไฟไหม้มาจากระบบ 3 ไฟฟ้าของรถเอง
  • รถต้องถูกประเมินแล้วว่า “ถึงเกณฑ์ต้องทิ้ง/ซาก”
  • ต้องเข้าศูนย์ 4S ตามระยะ ใช้อะไหล่แท้ ไม่มีการดัดแปลง
  • ส่งหลักฐาน → ผ่านการตรวจสอบ → รับรถใหม่ (สี/ออปชันตามรุ่นที่มีขายตอนเคลม)

(4) ไม่ครอบคลุมในกรณี

  • ดัดแปลงระบบไฟฟ้า ติดตั้งอุปกรณ์นอกศูนย์ ใช้ผิดคู่มือ
  • ไฟไหม้จากอุบัติเหตุ น้ำท่วม ไฟลามจากต้นเหตุภายนอก
  • จงใจเผา, โดนแดดจัดแล้วชาร์จผิดวิธี, ถูกไฟไหม้จากภายนอก
  • ไม่ถึงเกณฑ์รถต้องทิ้ง
  • ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าแจ้งทะเบียน ค่าติดตั้งอุปกรณ์ใหม่

4) ผู้ผลิตให้ “ส่วนลดภาษีรถใหม่” แบบข้ามปี 

(1) ผู้มีสิทธิ์

  • ลูกค้าที่ชำระเงินจองก่อน 31 ธ.ค. 2025

(2) เงื่อนไขรับสิทธิ์

  • ต้องดำเนินการยืนยันออเดอร์–รับรถตามกำหนด

  • เฉพาะลูกค้าบุคคลธรรมดา (ชื่อผู้จอง = ชื่อในใบกำกับภาษีรถ)

  • ส่วนลดภาษีจะหักออกจากยอดชำระเงินงวดสุดท้าย โดยตรง

  • หากนโยบายภาษีรถพลังงานใหม่ของรัฐบาลมีการปรับ → ผู้ผลิตปรับตามนโยบายใหม่

  • รายละเอียดตัวเลขให้สอบถามที่โชว์รูมแต่ละพื้นที่

สรุปง่ายๆ

✔ ชดเชยความเสียหาย หากระบบช่วยจอดผิดพลาด → ฟรี
✔ แบตเสื่อมเกินเกณฑ์ตามปี/ระยะวิ่ง → เปลี่ยนลูกใหม่ให้
✔ รถไฟไหม้จากระบบไฟฟ้าผลิตเอง → ได้รถใหม่สเปกเทียบเท่า
✔ รับส่วนลดภาษีรถใหม่แบบข้ามปี หากจองก่อน 31 ธ.ค. 2025
✔ สิทธิ์ส่วนใหญ่ ให้ตลอดอายุการใช้งาน แต่เฉพาะ เจ้าของคนแรกเท่านั้น

 

dongchedi

Autohome

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้