Nissan ขยับตัวครั้งใหญ่! เผยโฉม Rogue 2027 ขุมพลัง e-POWER และยืนยันการกลับมาของ “Xterra” สายลุยในตำนาน พร้อม JUKE EV



Nissan ขยับตัวครั้งใหญ่! เผยโฉม Rogue 2027 ขุมพลัง e-POWER และยืนยันการกลับมาของ “Xterra” สายลุยในตำนาน
Nissan สร้างความตื่นเต้นให้วงการยานยนต์อีกครั้งด้วยการเผยโฉมแรกของ All-new 2027 Nissan Rogue รถ SUV รุ่นที่ขายดีที่สุดของค่าย ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยี Hybrid e-POWER อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมประกาศข่าวใหญ่ที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างรอคอย นั่นคือการกลับมาของ Nissan Xterra ภายในปี 2028
All-new 2027 Nissan Rogue ยกระดับสู่ยุค Hybrid e-POWER
Nissan Rogue (หรือที่รู้จักในชื่อ X-Trail ในตลาดโลก) คือโมเดลที่มีความสำคัญที่สุดของ Nissan โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือ และในเจเนอเรชันปี 2027 นี้ Nissan ได้ตัดสินใจนำเทคโนโลยี e-POWER มาติดตั้งเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการฟีลลิ่งการขับขี่แบบรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จ
เทคโนโลยี Hybrid e-POWER คืออะไร?
ระบบ e-POWER ของ Nissan มีความแตกต่างจากระบบไฮบริดทั่วไปในท้องตลาด:
- มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน 100%: ล้อจะถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (Dual Electric Motors) เท่านั้น ทำให้ได้อัตราเร่งที่นุ่มนวลและทันใจเหมือนรถ EV
- เครื่องยนต์เบนซินทำหน้าที่ปั่นไฟ: เครื่องยนต์เบนซินจะทำหน้าที่เป็นเพียง “เครื่องกำเนิดไฟฟ้า” เพื่อส่งพลังงานไปเก็บในแบตเตอรี่และจ่ายไฟให้มอเตอร์ ไม่ได้มีหน้าที่ขับเคลื่อนล้อโดยตรง
- ความประหยัดและประสิทธิภาพ: ระบบนี้ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานในรอบที่เหมาะสมที่สุดตลอดเวลา ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันสูงและลดการปล่อยไอเสีย
“Xterra” Returns การกลับมาของ SUV สายลุยพันธุ์แท้
หลังจากห่างหายไปนาน Nissan ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า Xterra จะกลับมาสู่ไลน์อัปผลิตภัณฑ์อีกครั้งในช่วงปลายปี 2028 โดยเน้นภาพลักษณ์ความแข็งแกร่ง (Rugged) และความสามารถในการลุยที่เป็นจุดเด่นดั้งเดิม
- Body-on-frame Platform: Xterra ใหม่จะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มแบบแชสซีที่ออกแบบใหม่ ซึ่งจะใช้ร่วมกับรถในตระกูลกระบะและ SUV ขนาดใหญ่ของทั้ง Nissan และ INFINITI
- ขุมพลัง V6 Hybrid: มีการคาดการณ์ว่าจะใช้เครื่องยนต์ V6 หรือขุมพลัง V6 Hybrid ใหม่ เพื่อให้พละกำลังที่มหาศาลสำหรับงานบรรทุกและการลุยออฟโรด
- Made in USA: รถรุ่นนี้จะถูกผลิตในสหรัฐอเมริกาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เน้นการใช้งานหนักและความอเนกประสงค์
วิสัยทัศน์ “Mobility Intelligence for Everyday Life”
การเปิดตัวรถรุ่นใหม่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Nissan ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ด้วยกลยุทธ์หลัก 3 ประการ:
- AI-Defined Vehicles: การใช้ปัญญาประดิษฐ์มาเป็นตัวกำหนดฟังก์ชันและประสบการณ์ภายในรถยนต์
- Choice-driven Electrification: การนำเสนอทางเลือกของระบบไฟฟ้าที่หลากหลาย ทั้ง e-POWER, PHEV และ BEV เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค
- Global Portfolio Strategy: การจัดการรุ่นรถยนต์ทั่วโลกให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
ตัวเลขความสำเร็จที่น่าสนใจ
ความสำคัญของ Rogue/X-Trail ในหน้าประวัติศาสตร์ของ Nissan นั้นไม่ธรรมดา:
- ยอดขายสะสมทั่วโลก: เกือบ 10 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2000
- ยอดขายเฉพาะในสหรัฐฯ: เกือบ 4 ล้านคัน ตอกย้ำความเป็นรถ SUV ยอดนิยมอันดับ 1 ของแบรนด์
- ประสบการณ์ e-POWER: Nissan จำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี e-POWER ไปแล้วกว่า 2 ล้านคันทั่วโลกตั้งแต่ปี 2016 มั่นใจได้ในเรื่องความทนทานและประสิทธิภาพ


เจาะลึก 2027 Nissan Rogue Hybrid e-POWER SUV นิยามใหม่ ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องง้อสายชาร์จ
Nissan เตรียมสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในตลาด SUV อเมริกาเหนือด้วยการเปิดตัว 2027 Nissan Rogue Hybrid e-POWER ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยี e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 มาติดตั้งในรถรุ่นยอดนิยมอย่าง Rogue เป็นครั้งแรก โดยชูจุดเด่นเรื่องประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า (EV) ที่มาพร้อมความสะดวกสบายในการเติมน้ำมันแบบรถสันดาปทั่วไป
e-POWER คืออะไร? ทำไมถึงต่างจากไฮบริดทั่วไป
ในขณะที่รถยนต์ไฮบริดส่วนใหญ่ในท้องตลาดใช้ระบบ Parallel Hybrid (ไฮบริดแบบขนาน) ที่ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยกันขับเคลื่อนล้อ แต่ Nissan e-POWER ใช้ระบบที่เรียกว่า Series Hybrid (ไฮบริดแบบอนุกรม) ซึ่งมีหลักการทำงานที่น่าสนใจดังนี้:
- มอเตอร์ไฟฟ้าคือพระเอก: ล้อทั้ง 4 ของ Rogue e-POWER ถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ “เพียงอย่างเดียว” ทำให้ได้แรงบิดที่ฉับไวและอัตราเร่งที่ราบรื่นเหมือนรถ EV 100%
- เครื่องยนต์คือผู้ช่วย: เครื่องยนต์เบนซินไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบส่งกำลังโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็นเพียง “เครื่องปั่นไฟ” เพื่อส่งพลังงานไปเก็บในแบตเตอรี่หรือส่งตรงไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า
- ไม่ต้องชาร์จไฟ: ผู้ขับขี่เพียงแค่เติมน้ำมันเบนซินตามปกติ เครื่องยนต์จะจัดการผลิตไฟฟ้าให้เองโดยอัตโนมัติ หมดกังวลเรื่องการหาที่ชาร์จหรือระยะทางวิ่ง
ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า SUV ในระดับเดียวกัน
ด้วยการที่ไม่มีระบบเกียร์แบบดั้งเดิม (Transmission-free) ทำให้ 2027 Rogue e-POWER มอบสัมผัสที่แตกต่าง:
- ไร้รอยต่อ: ขจัดอาการกระตุกหรือรอยต่อระหว่างการสลับการทำงานของน้ำมันและไฟฟ้าที่มักพบในรถไฮบริดทั่วไป
- ความเงียบและนุ่มนวล: ในการขับขี่ในเมืองที่ความเร็วต่ำ เครื่องยนต์จะทำงานน้อยมาก ทำให้ห้องโดยสารเงียบสงบ
- พลังที่สั่งได้: ตอบสนองต่อคันเร่งได้ทันใจตั้งแต่ออกตัว ซึ่งเป็นบุคลิกเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะแบบมอเตอร์คู่ (Standard Dual-Motor AWD)
Nissan Rogue e-POWER รุ่นปี 2027 ทุกคันจะมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะเป็นมาตรฐาน ซึ่งเหนือกว่าระบบ AWD แบบดั้งเดิมที่ใช้เพลากลาง:
- การควบคุมล้อทั้ง 4 อย่างอิสระ: ระบบสามารถคำนวณและกระจายแรงบิดไปยังล้อแต่ละล้อได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วในระดับมิลลิวินาที
- ความมั่นใจในทุกสภาพถนน: ไม่ว่าจะเป็นทางโค้ง ถนนเปียก หรือเนินหิมะ ระบบจะช่วยรักษาเสถียรภาพและเพิ่มการยึดเกาะสูงสุด
- ลดการโยกตัว: การจัดการแรงเบรกแบบสร้างพลังงานกลับคืน (Regenerative Braking) จากมอเตอร์ทั้งหน้าและหลัง ช่วยลดอาการหน้าทิ่มขณะชะลอตัว ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบายขึ้น ไม่เมารถง่าย
การกลับมาของ e-Pedal ขับขี่ง่ายด้วยคันเร่งเดียว
หนึ่งในฟีเจอร์ที่แฟนๆ Nissan ชื่นชอบคือ e-Pedal ซึ่งช่วยให้การขับขี่ในเมืองที่จราจรติดขัดกลายเป็นเรื่องง่าย:
- One-Pedal Driving: ผู้ขับขี่สามารถเร่งความเร็วและชะลอความเร็วได้ด้วยการกดหรือยกเท้าจากคันเร่งเพียงแป้นเดียว
- หยุดสนิทอย่างมั่นใจ: ระบบสามารถชะลอรถจนหยุดนิ่งได้โดยไม่ต้องเหยียบเบรก และเมื่อรถหยุดสนิท ระบบเบรกไฮดรอลิกจะทำงานอัตโนมัติเพื่อป้องกันรถไหล
เทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วระดับโลก
แม้จะเป็นของใหม่สำหรับตลาดอเมริกา แต่เทคโนโลยี e-POWER ของ Nissan มีประวัติที่ยาวนานและน่าเชื่อถือ:
- เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 (ในรุ่น Nissan Note)
- มียอดจำหน่ายสะสมเกือบ 2 ล้านคัน ใน 68 ประเทศทั่วโลก
- ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงเจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งมีความทนทานและประสิทธิภาพสูงสุด
กำหนดการวางจำหน่าย
สำหรับ 2027 Nissan Rogue Hybrid e-POWER มีกำหนดการเปิดตัวและวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในช่วง ปลายปี 2026 โดยถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การขยายไลน์อัปยานยนต์ไฟฟ้าของ Nissan ที่เน้นการตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในยุคเปลี่ยนผ่าน
ติดตามข้อมูลสเปกอย่างเป็นทางการและราคาจำหน่ายได้เร็วๆ นี้!
All-NEW NISSAN JUKE ใหม่

เผยโฉม All-new Nissan JUKE เจนที่ 3 ปฏิวัติข้ามยุคสู่ไฟฟ้า 100% เต็มรูปแบบครั้งแรกของโลก
เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2026 ณ งาน Nissan Vision Event ประเทศญี่ปุ่น Nissan ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเผยโฉม All-new JUKE เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากการเป็น Compact Crossover ขวัญใจมหาชน สู่การเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) อย่างเต็มตัว เพื่อตอบสนองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
การกลับมาของ “ไอคอน” ในร่างไฟฟ้า
นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2010 Nissan JUKE ได้กลายเป็นไอคอนของรถยนต์กลุ่ม Compact Crossover ด้วยดีไซน์ที่กล้าหาญและไม่เหมือนใคร ซึ่งความสำเร็จนี้การันตีด้วยยอดขายกว่า 1.5 ล้านคันทั่วกลุ่มประเทศยุโรป
- ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์: JUKE รุ่นใหม่ยังคงรักษาบุคลิกที่ “โฉบเฉี่ยว มั่นใจ และมีความขี้เล่น” แต่ถูกตีความใหม่ให้ดูสปอร์ตและล้ำสมัยในสไตล์ EV ยุคใหม่
- แพลตฟอร์ม CMF-EV: พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ (Dedicated EV Platform) ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางขึ้น แม้ตัวรถจะยังคงความคล่องตัวในแบบ Compact Crossover ไว้เช่นเดิม
เทคโนโลยี V2G และระบบนิเวศพลังงาน
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ All-new JUKE EV คือการติดตั้งเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ Nissan เป็นผู้นำมาตลอด 15 ปี:
- รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ: ผู้ใช้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถยนต์กลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า (Grid) หรือใช้ภายในบ้านได้ ช่วยบริหารจัดการพลังงานและลดค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ค่าไฟพุ่งสูง
- การเชื่อมต่ออัจฉริยะ: JUKE EV จะทำงานร่วมกับระบบนิเวศพลังงานของ Nissan เพื่อให้รถยนต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการกักเก็บพลังงานสะอาดในระดับชุมชน
กลยุทธ์ “เส้นทางที่ยืดหยุ่น” (Flexible Path)
แม้ Nissan จะรุกตลาด EV อย่างหนัก แต่ยังคงให้ความสำคัญกับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังนี้:
- กลุ่มไฟฟ้า 100% (Full EV): นำทัพโดย JUKE EV, All-new MICRA, LEAF เจเนอเรชันที่ 3 และ Ariya
- กลุ่มไฮบริด e-POWER: สำหรับลูกค้าที่ยังไม่พร้อมใช้รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ Nissan ยังคงทำตลาดรุ่น Qashqai e-POWER และ JUKE HEV ต่อไป เพื่อส่งมอบประสบการณ์ขับขี่แบบรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก
ฐานการผลิตหลักที่ Sunderland ประเทศอังกฤษ
All-new JUKE EV จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงาน Sunderland Plant ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นโรงงานยุทธศาสตร์หลักของ Nissan ในยุโรป:
- Hub แห่งนวัตกรรม: โรงงานแห่งนี้เป็นบ้านของ Nissan LEAF และจะรับหน้าที่ผลิต JUKE เจนใหม่ โดยจะเริ่มขั้นตอนการทดสอบการผลิต (Trial Phase) ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
- การออกแบบเพื่อคนยุโรป: รถรุ่นนี้ถูกออกแบบ วิศวกรรม และพัฒนาโดยความร่วมมือของศูนย์การออกแบบและเทคโนโลยีในอังกฤษ สเปน และเยอรมนี เพื่อให้มั่นใจว่าจะตอบโจทย์รสนิยมของลูกค้าชาวยุโรปได้อย่างแม่นยำที่สุด
กำหนดการวางจำหน่าย
Nissan มีแผนจะเปิดตัวและวางจำหน่าย All-new JUKE EV อย่างเป็นทางการในช่วง ฤดูใบไม้ผลิปี 2027 (Spring 2027) โดยคาดว่าจะเป็นรุ่นที่เข้ามาเขย่าตลาด Compact Crossover ไฟฟ้าให้ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง
การเปิดตัว All-new JUKE ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า แต่คือการประกาศศักดาของ Nissan ในการนำพาความตื่นเต้นและดีไซน์ที่เหนือความคาดหมายเข้าสู่ยุค Zero-emission mobility อย่างเต็มตัวครับ
Nissan เปิดวิสัยทัศน์ใหม่ “Mobility Intelligence” ชู AI นำทาง ปรับพอร์ตโมเดล และปลุกตำนาน Xterra
Nissan Motor ประกาศวิสัยทัศน์ระยะยาวฉบับใหม่ในชื่อ “Mobility Intelligence for Everyday Life” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญหลังจากผ่านพ้นช่วงแผนฟื้นฟู Re:Nissan โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AIDV (AI-Defined Vehicles) และการนำเสนอทางเลือกขุมพลังไฟฟ้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั่วโลกอย่างแม่นยำ
AI-Defined Vehicles (AIDV): เมื่อ AI คือหัวใจของรถยนต์
Nissan ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนรถยนต์ให้เป็นมากกว่าพาหนะ โดยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เป็นแกนหลักในด้านต่างๆ:
- Nissan AI Drive: เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติอัจฉริยะที่เตรียมติดตั้งในรถยนต์กว่า 90% ของไลน์อัปทั้งหมดในระยะยาว
- Nissan AI Partner: ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับชีวิตประจำวันของลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ
- ProPILOT เจนใหม่: เตรียมเปิดตัวใน All-new Nissan Elgrand ช่วงฤดูร้อนปี 2026 โดยจะรองรับเทคโนโลยีไร้คนขับแบบ End-to-end ภายในปีงบประมาณ 2027
กลยุทธ์ “4 หมวดหมู่โมเดล” และการปรับพอร์ตสินค้า
Nissan เตรียมลดจำนวนรุ่นรถยนต์ทั่วโลกจาก 56 รุ่น เหลือ 45 รุ่น เพื่อโฟกัสในกลุ่มที่สร้างกำไรและตอบโจทย์อนาคต โดยแบ่งรถออกเป็น 4 ประเภทหลัก:
| หมวดหมู่ | คำจำกัดความ | โมเดลไฮไลต์ |
|---|---|---|
| Heartbeat | รถที่เป็นเอกลักษณ์และสร้างอารมณ์ร่วม | Xterra (ใหม่), Skyline (เจนใหม่) |
| Core | รถรุ่นหลักที่สร้างยอดขายและเสถียรภาพ | Rogue/X-Trail e-POWER, Juke EV |
| Growth | รถที่เน้นการขยายตัวในตลาดเกิดใหม่ | N7 (ส่งออกจากจีน), Frontier Pro |
| Partner | รถที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตร | รถในกลุ่ม Plug-in Hybrid และ Range Extender |
ทิศทางของแต่ละตลาดหลัก (Lead Markets)
Nissan กำหนดบทบาทของตลาดหลัก 3 แห่งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด:
- สหรัฐอเมริกาและแคนาดา: ตั้งเป้ายอดขาย 1 ล้านคันในปี 2030 โดยมี Xterra เป็นหัวหอกในการรุกตลาดรถ SUV สายลุย (Body-on-frame) พร้อมขุมพลัง V6 Hybrid และการมาของ Rogue e-POWER รุ่นใหม่
- ญี่ปุ่น: เป็นสนามทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูง โดยจะเน้น ProPILOT เจนใหม่ และเตรียมเปิดตัวซีรีส์รถยนต์ขนาดเล็ก (Compact car) รุ่นใหม่ในปี 2028 เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่
- จีน: ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาที่เน้นความเร็วและต้นทุนต่ำ รวมถึงเป็น “ฮับส่งออก” รถยนต์ NEV เช่น รุ่น N7 ไปยังภูมิภาคอาเซียนและละตินอเมริกา
การฟื้นฟูแบรนด์ INFINITI
แบรนด์หรูอย่าง INFINITI จะได้รับการปรับโฉมใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ โดยเตรียมส่งรถรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด 3 รุ่นภายในปี 2028 ประกอบด้วย:
- QX65: รถ SUV รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2027
- Premium Sports Sedan: รถซีดานสมรรถนะสูง
- Luxury Hybrid Compact SUV: SUV ขนาดเล็กขุมพลังไฮบริดระดับหรู
ระบบอุตสาหกรรม “Product Family”
Nissan จะเปลี่ยนวิธีการพัฒนาจากการพัฒนาทีละรุ่น (Model-by-model) มาเป็นการพัฒนาแบบ “สถาปัตยกรรมครอบครัว” (Architecture-led) ซึ่งจะใช้แพลตฟอร์ม ขุมพลัง และซอฟต์แวร์ร่วมกันในรถยนต์ 3 ตระกูลหลัก ซึ่งครอบคลุมยอดขายกว่า 80% ทั่วโลก วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการส่งเทคโนโลยีใหม่ๆ ถึงมือผู้บริโภคได้เร็วขึ้น 30%
วิสัยทัศน์ “Mobility Intelligence for Everyday Life” คือการเดิมพันครั้งสำคัญของ Nissan ในการใช้ AI และความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า (e-POWER) มาสร้างความแตกต่างในตลาดที่แข่งขันสูง โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ฉลาดและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริงครับ
