วิกฤตตะวันออกกลางสะเทือนกระเป๋าคนไทย จับตาแนวโน้ม “ค่าไฟ” ที่อาจพุ่งทะลุ 5.7 บาท/หน่วย

วิกฤตตะวันออกกลางสะเทือนกระเป๋าคนไทย จับตาแนวโน้ม “ค่าไฟ” ที่อาจพุ่งทะลุ 5.7 บาท/หน่วย
Spread the love
Advertisement Advertisement

วิกฤตตะวันออกกลางสะเทือนกระเป๋าคนไทย จับตาแนวโน้ม “ค่าไฟ” ที่อาจพุ่งทะลุ 5.7 บาท/หน่วย

แรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบโดยตรงมาถึงกระเป๋าสตางค์ของผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกพุ่งทะยานขึ้นมากกว่า 91% ความตึงเครียดที่ลุกลามไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญ ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก แม้จะมีสัญญาณของความพยายามในการเจรจาหยุดยิง แต่ตลาดโลกยังคงประเมินว่า ราคาพลังงานจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 ปี เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปทาน (Supply) ที่สูญหายไปไม่สามารถฟื้นฟูได้ในระยะเวลาอันสั้น

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงกว่า 50% ย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงผ่าน ต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ต้องอ้างอิงราคาตามกลไกตลาดโลก ยิ่งเมื่อเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ต้องหยุดชะงัก ซ้ำเติมด้วยแหล่งผลิตก๊าซที่ได้รับความเสียหาย การแย่งชิงโควตาก๊าซในตลาดโลกจึงทวีความดุเดือด และนั่นหมายถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

SCB EIC ประเมินสถานการณ์: ค่าไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและทรงตัวในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดยในปี 2569 (2026) ค่าไฟเฉลี่ยอาจขยับขึ้นไปแตะ 4.4 บาทต่อหน่วย และในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) อาจพุ่งสูงถึง 5.7 บาทต่อหน่วย หากภาครัฐไม่มีมาตรการเข้ามาช่วยอุดหนุน ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กดดันทั้งค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ

สงครามตะวันออกกลาง กระทบต่อราคา LNG และความมั่นคงทางพลังงานของไทยอย่างไร?

การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะนี่คือเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีปริมาณน้ำมันดิบไหลผ่านราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน (20% ของอุปทานโลก) และ LNG ราว 80 ล้านตันต่อปี (19% ของอุปทาน LNG โลก) เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดกั้น ผลกระทบที่ส่งตรงถึงไทยแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่:

ปัจจัยที่ 1 ราคา LNG พุ่งทะยานจากอุปทานที่หายไป

ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวที่ไทยนำเข้า ซึ่งอ้างอิงดัชนี Japan-Korea Marker (JKM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 91% จากระดับ 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (ณ ปลายเดือนกุมภาพันธ์) กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (ณ ปลายเดือนมีนาคม) จุดเปลี่ยนสำคัญคือการโจมตีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ Ras Laffan ของกาตาร์

  • กำลังการผลิตของกาตาร์หายไปราว 12.8 ล้านตันต่อปี (17% ของแหล่งผลิต หรือ 3% ของอุปทานโลก)
  • การฟื้นฟูโครงสร้างที่เสียหายต้องใช้เวลานาน 3-5 ปี
  • ประเทศผู้นำเข้าต้องหันไปแย่งชิง LNG จากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียแทน ทำให้ราคาในตลาดจร (Spot Market) พุ่งสูงขึ้น

เปิด 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ราคา LNG ในปี 2026 โดย SCB EIC

ฉากทัศน์ (Scenario) เงื่อนไขสถานการณ์ คาดการณ์ราคา LNG (USD/MMBTU)
กรณีฐาน (Baseline) สงครามยืดเยื้อ 2 เดือน, การขนส่งดำเนินการได้ 20%, ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานพังเพิ่ม 17.94
กรณีรุนแรง (Severe) สงครามยืดเยื้อ 4 เดือน, การขนส่งลดเหลือ 10% 25.18
กรณีรุนแรงมาก (Most Severe) สงครามลุกลามวงกว้าง, โครงสร้างพื้นฐานเสียหายหนัก, การขนส่งลดต่ำกว่า 10% 36.10

ปัจจัยที่ 2 ความเสี่ยงด้านการจัดหา (Supply Disruption) เมื่อกาตาร์ส่งก๊าซไม่ได้

ไทยพึ่งพาการนำเข้า LNG ประมาณ 27% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด โดยนำเข้าจากกาตาร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากที่สุด (คิดเป็นราว 7% ของ Pool gas หรือก๊าซรวมทั้งระบบ) เมื่อกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบ LNG ได้ตามสัญญาระยะยาวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ผู้จัดหาก๊าซในไทยจึงถูกบีบให้ต้องไปซื้อ LNG จากตลาดจร (Spot Market) ที่มีราคาแพงลิ่วมาทดแทนแบบฉุกเฉิน ซึ่งนี่คือต้นทุนที่จะถูกผลักภาระมายังบิลค่าไฟของเราทุกคน

Advertisement Advertisement

บิลค่าไฟปี 2026 จะแพงขึ้นแค่ไหน?

ก่อนเกิดสงคราม มีการประเมินว่าค่าไฟปี 2026 จะอยู่ที่ราว 3.9 บาท/หน่วย แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง ต้นทุนเชื้อเพลิงของ กฟผ. (Electricity Fuel Cost: EFC) จะพุ่งสูงขึ้น ซ้ำร้าย กฟผ. ยังมี ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างรับสะสม (Accumulated Factor: AF) อีกกว่า 35,928 ล้านบาท ที่รัฐบาลเคยให้แบกรับไว้เพื่อตรึงค่าไฟในอดีต ซึ่งถึงเวลาต้องทยอยเรียกเก็บคืนผ่านค่า Ft

  • ในกรณีฐาน (ราคา LNG 17.9 USD): หากปล่อยตามกลไก ค่าไฟอาจพุ่งไปถึง 4.9 บาท/หน่วยในช่วงปลายปี 2026 (แต่หากรัฐให้ กฟผ. แบกหนี้ต่อไป ค่าไฟจะเฉลี่ยที่ 4.1 บาท/หน่วย)
  • ในกรณีรุนแรงมาก (ราคา LNG 36.1 USD): หากปล่อยตามกลไก ค่าไฟจะทะลุไปถึง 5.7 บาท/หน่วย (แต่หากรัฐอุ้มต่อ จะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 4.4 บาท/หน่วย)

“ตรึงค่าไฟยิ่งเสี่ยง” ทางออกและข้อเสนอแนะจาก SCB EIC

การตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วย ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะจะทำให้หนี้สะสมของ กฟผ. พุ่งแตะ 70,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี ซึ่งจะกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ SCB EIC จึงเสนอแนะให้ภาครัฐดำเนินการดังนี้:

  • มาตรการระยะสั้น: ทยอยปรับขึ้นค่า Ft อย่างยืดหยุ่น กระจายต้นทุนเป็นหลายงวดเพื่อให้ประชาชนปรับตัว ควบคู่กับการลดการใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยหันไปนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ชีวมวล/ก๊าซชีวภาพ) ที่มีกำลังผลิตเหลือให้มากขึ้น
  • มาตรการระยะยาว: เร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดที่เป็น Base load อย่างจริงจัง (เช่น โซลาร์และลมที่มาพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน BESS) รวมถึงพิจารณาเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ที่ปลอดภัย ใช้พื้นที่น้อย และลดการพึ่งพา LNG จากต่างประเทศ

แนวทางรับมือ ครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องทำอย่างไร?

เมื่อค่าไฟราคาถูกอาจไม่มีอีกแล้วในอนาคตอันใกล้ นี่คือวิธีที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว:

สำหรับภาคครัวเรือน (ประชาชนทั่วไป)

  • ทำได้ทันที: ปรับพฤติกรรมง่ายๆ แต่เห็นผลจริง เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ที่ 26-27 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมช่วย (ลดค่าไฟได้ 5-10%) เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED และเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 รุ่นใหม่
  • แผนระยะยาว: วางแผนลงทุน ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ซึ่งปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้ ยิ่งค่าไฟแพง จุดคุ้มทุนยิ่งเร็วขึ้น ควบคู่กับการปรับปรุงบ้านให้กันความร้อน เช่น ติดฉนวน หรือฟิล์มกรองแสง

สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

  • ทำได้ทันที: ปรับตารางการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีก (Peak hours) และติดตั้งระบบจัดการพลังงาน (Energy Management & Monitoring / Smart Meter) เพื่ออุดรอยรั่วของการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
  • แผนระยะยาว: ลงทุนในพลังงานสะอาดเพื่อสอดรับกับเทรนด์ ESG ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเอง หรือทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) กับผู้ให้บริการภายนอกโดยไม่ต้องลงทุนเงินก้อนโต เพื่อล็อกต้นทุนค่าไฟในระยะยาว พร้อมอัปเกรดเครื่องจักรให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่บังคับให้ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ต้องเร่งทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

SCB EIC

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้