TOYOTA ยังไม่รีบทำ Hilux PHEV เหตุห่วง “น้ำหนักเพิ่ม” กระทบความสามารถลากจูงและบรรทุก

TOYOTA ยังไม่รีบทำ Hilux PHEV เหตุห่วง “น้ำหนักเพิ่ม” กระทบความสามารถลากจูงและบรรทุก
Spread the love
Advertisement Advertisement

TOYOTA ยังไม่รีบทำ Hilux PHEV เหตุห่วง “น้ำหนักเพิ่ม” กระทบความสามารถลากจูงและบรรทุก

แม้ตลาดกระบะขนาดกลางกำลังเข้าสู่ยุคปลั๊กอินไฮบริดอย่างรวดเร็ว โดยมีทั้ง Ford Ranger PHEV, BYD Shark 6, GWM Cannon Alpha, Nissan Frontier Pro รวมถึงกระบะ PHEV รุ่นใหม่จากผู้ผลิตจีนหลายราย แต่ TOYOTA ยังไม่มีแผนเร่งเปิดตัว Hilux PHEV ในระยะเวลาอันใกล้นี้

เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ TOYOTA ไม่มีเทคโนโลยีไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริด เพราะบริษัทถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่มีประสบการณ์ด้านระบบไฮบริดมายาวนานที่สุดในโลก แต่โจทย์ของรถกระบะนั้นแตกต่างจากรถเก๋งและ SUV อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่อง “การใช้งานหนัก” ทั้งการลากจูง การบรรทุก และความทนทานในสภาพใช้งานจริง

TOYOTA มองว่าเทคโนโลยี PHEV สำหรับรถกระบะ ยังอาจไม่ตอบโจทย์มาตรฐานที่ลูกค้า Hilux คาดหวังได้อย่างเต็มที่

Hilux เจเนอเรชันใหม่ มีทั้งดีเซล ไฮบริด และ EV

Hilux รุ่นใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา มีทางเลือกขุมพลังหลายรูปแบบ ทั้งดีเซล, ดีเซลไมลด์ไฮบริด และรุ่นไฟฟ้าล้วน Hilux BEV ขณะที่รุ่นเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน Hilux FCEV ก็มีแผนจะเข้ามาเสริมในช่วงปี 2028

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่อยู่ในแผนระยะใกล้ คือ Hilux PHEV หรือปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งอย่าง Ford Ranger ที่เริ่มมีรุ่น PHEV จำหน่ายแล้วในบางตลาดนอกอเมริกาเหนือ

กระบะ PHEV ในตลาดเริ่มมีตัวเลือกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น BYD Shark 6, GWM Cannon Alpha, Nissan Frontier Pro รวมถึง Chery Stockman ที่กำลังเตรียมเปิดตัวในจีน ทำให้ตลาดรถกระบะกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านดีเซลเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้านพลังงานไฟฟ้าและระบบไฮบริดมากขึ้น

แต่สำหรับ TOYOTA การทำ Hilux PHEV ไม่ใช่แค่การเพิ่มแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปในรถกระบะเดิม

น้ำหนักแบตเตอรี่ อาจแลกมาด้วยการบรรทุกและลากจูงที่ลดลง

Ray Munday ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์และราคา TOYOTA Australia ให้สัมภาษณ์กับ CarExpert ว่า TOYOTA ยอมรับว่าคู่แข่งในตลาดปลั๊กอินไฮบริดมีความแข็งแกร่ง และบริษัทกำลังศึกษาเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม TOYOTA จะไม่รีบนำรถออกสู่ตลาด หากเทคโนโลยียังไม่พร้อมเพียงพอสำหรับความต้องการของลูกค้ากระบะ Hilux

เขาระบุว่า ความท้าทายสำคัญของ PHEV และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าทุกรูปแบบ คือมวลน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์ ระบบระบายความร้อน และอุปกรณ์ความปลอดภัยแรงดันสูง

น้ำหนักส่วนเกินเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อ 2 เรื่องที่ลูกค้ากระบะให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่

Advertisement Advertisement
  • ความสามารถในการบรรทุกสัมภาระ หรือ Payload
  • ความสามารถในการลากจูง หรือ Towing Capacity

สำหรับ Hilux ดีเซลในหลายตลาด จุดขายหลักคือการลากจูงได้สูงสุดราว 3,500 กิโลกรัม และมีความสามารถในการบรรทุกใกล้เคียง 1 ตัน ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญสำหรับทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ผู้รับเหมา เกษตรกร รวมถึงผู้ใช้ที่ต้องลากเรือ คาราวาน หรือเทรลเลอร์ขนาดใหญ่

หากระบบ PHEV ทำให้ตัวรถหนักขึ้นมาก ความสามารถในการบรรทุกอาจลดลง ขณะที่การลากจูงหนักต่อเนื่องก็อาจกระทบต่ออุณหภูมิแบตเตอรี่ ระบบส่งกำลัง และความทนทานระยะยาว

Hilux BEV สะท้อนข้อจำกัดด้านการลากจูง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Hilux BEV รุ่นมอเตอร์คู่ ซึ่งมีตัวเลขลากจูงอยู่ที่ประมาณ 2,000 กิโลกรัม น้อยกว่ารุ่นดีเซลที่ลากจูงได้สูงสุดราว 3,500 กิโลกรัม

แม้รถไฟฟ้าจะมีแรงบิดสูงทันทีตั้งแต่ออกตัว แต่การลากจูงรถพ่วงหนักไม่ใช่เรื่องของแรงบิดเพียงอย่างเดียว เพราะยังเกี่ยวข้องกับความจุแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่งเมื่อบรรทุกหนัก การบริหารความร้อน และการรองรับภาระต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ในมุมของ TOYOTA การเปิดตัว Hilux PHEV ที่ทำได้เพียงขับไฟฟ้าระยะสั้น แต่ต้องแลกกับความสามารถบรรทุกและลากจูงที่ลดลง อาจไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของ Hilux ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึด ความทน และการใช้งานหนัก

TOYOTA ไม่ได้ปิดประตู Hilux PHEV แต่ยังไม่พร้อมรีบขาย

TOYOTA ยืนยันว่าบริษัทยังติดตามและพัฒนาเทคโนโลยีขุมพลังทางเลือกอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หยุดนิ่งหรือปล่อยให้คู่แข่งเดินหน้าเพียงฝ่ายเดียว

John Pappas รองประธานฝ่ายขาย การตลาด และการบริหารเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายของ TOYOTA Australia ระบุว่า บริษัทกำลังพิจารณาทางเลือกขุมพลังหลายรูปแบบอยู่เสมอ แต่ทุกระบบต้องตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าจริงก่อนนำออกสู่ตลาด

แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่า TOYOTA ต้องการให้ Hilux PHEV มีความสามารถใกล้เคียงกับรุ่นดีเซลมากที่สุด ทั้งด้านความทนทาน การลากจูง การบรรทุก และความเชื่อมั่นในการใช้งานระยะยาว

ดังนั้น แม้กระบะ PHEV จากจีนและคู่แข่งรายอื่นจะเริ่มเข้ามาดึงความสนใจของผู้ซื้อ แต่ TOYOTA ยังเลือกเดินเกมแบบระมัดระวัง โดยมองว่าการเปิดตัวรถเร็วเกินไป แต่ไม่สามารถตอบโจทย์งานหนักได้จริง อาจสร้างผลเสียต่อชื่อเสียงของ Hilux มากกว่าผลดี

บทสรุป

Hilux PHEV ยังไม่ใช่สิ่งที่ TOYOTA จะเร่งเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ เพราะบริษัทกังวลว่าแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามา อาจลดความสามารถในการบรรทุกและลากจูงเมื่อเทียบกับรุ่นดีเซล

ในช่วงนี้ TOYOTA จะยังเน้นขุมพลังดีเซล ไมลด์ไฮบริด รถไฟฟ้า และเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไปก่อน ขณะที่ PHEV สำหรับรถกระบะจะต้องรอให้เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงจุดที่สามารถรองรับงานหนักได้โดยไม่ลดทอนจุดแข็งหลักของ Hilux

สำหรับตลาดกระบะในอนาคต การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันแค่พละกำลังหรืออัตราสิ้นเปลืองอีกต่อไป แต่จะวัดกันว่า รถพลังงานทางเลือกคันนั้นยัง “ทำงานหนักได้จริง” มากน้อยแค่ไหนด้วย

carexpert

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้